บันทึกคดีข้ามมิติกับอาจารย์สาวผู้ไร้เงา•ตอนที่ 2

การพบกันที่ไร้เงา

ผลงานโดย นักสืบแว่นขยาย
เสียงฝีเท้าหนักหน่วงที่กระแทกขั้นบันไดปูนซีเมนต์ทีละขั้น ไม่เพียงแต่ทำลายความเงียบงันของสถานีรถไฟใต้ดินร้างแห่งนั้น แต่มันยังทำหน้าที่เป็นนาฬิกาทรายที่กำลังไหลทรายเม็ดสุดท้ายลงมาอย่างกระชั้นชิด ผม—อคิน—หันขวับกลับไปมองตามต้นเสียง ดวงตาหรี่แคบลงโดยอัตโนมัติ สัญชาตญาณของนักสืบที่ผ่านคดีฆาตกรรมอำพรางมานับไม่ถ้วนบอกผมทันทีว่า น้ำหนักฝีเท้าแบบนี้ไม่ใช่เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่เดินตรวจตราตามรอบเวลาปกติแน่นอน มันคือฝีเท้าของคนที่กำลัง "วิ่งไล่ล่า" และเป้าหมายของมันก็อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากจุดที่เรายืนอยู่นี้เลย ทว่า ในสถานการณ์ที่หัวใจเต้นโครมครามจนแทบจะทะลุออกมานอกอก หญิงสาวปริศนาผู้ยืนอยู่เบื้องหน้าผมกลับไม่มีทีท่าตื่นตระหนกแม้แต่น้อย ดร.รินรดา ยังคงยืนพิงเสาคอนกรีตเก่าคร่ำคร่า แสงไฟฉายสลัวจากโทรศัพท์มือถือสะท้อนลงบนกรอบแว่นทรงเหลี่ยมของเธอ เผยให้เห็นรอยยิ้มบางเบาที่มุมปาก รอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความลับและความมั่นใจเกินกว่าที่มนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งจะมีได้ในยามที่กำลังเผชิญหน้ากับอันตราย "ถ้าไม่อยากตกเป็นเป้ากระสุน หรือถูกลากตัวไปทดลองในห้องแล็บใต้ดินของพวกมัน... ก็ก้มหัวลงแล้วตามฉันมาครับคุณนักสืบ" น้ำเสียงของเธอนุ่มนวล ทว่าเด็ดเดี่ยวและเฉียบคมราวกับใบมีดผ่าตัดที่กรีดผ่านความมืด เธอกล่าวจบก็ไม่รอคำตอบ มือเรียวบางภายใต้ถุงมือหนังสีดำเอื้อมมากระชากแขนเสื้อของผมด้วยแรงที่ผิดกับรูปร่างบอบบางของเจ้าตัวอย่างสิ้นเชิง ก่อนจะพุ่งตัวหายเข้าไปในความมืดมิดของช่องบริการซ่อมบำรุงที่ถูกปิดตายด้วยแผ่นสังกะสีขึ้นสนิม *แกร๊ก!* เสียงโลหะเสียดสีกันดังขึ้นเบาๆ เมื่อรินรดาดันแผ่นสังกะสีนั้นให้เปิดออกเผยให้เห็นทางเดินลับที่ทอดยาวลงไปเบื้องล่าง ความชื้นและกลิ่นอับของดินโคลนลอยปะทะเข้าจมูกทันที แต่ไม่มีเวลาให้ลังเลแล้วครับ เสียงฝีเท้าลึกลับนั้นใกล้เข้ามาจนได้ยินเสียงหายใจหอบกระชั้นสะท้อนก้องผนังอุโมงค์แล้ว ผมกัดฟันกรอด ตัดสินใจกระโจนตามร่างเพรียวบางของเธอเข้าไปในความมืดทันที พร้อมกับที่แผ่นสังกะสีถูกดึงกลับมาปิดตายอย่างแนบเนียน ทิ้งให้ภายนอกจมอยู่กับความว่างเปล่าอีกครั้ง บรรยากาศภายในทางเดินลับค่อนข้างเย็นเยียบและแคบจนไหล่เกือบจะชนกับผนังอิฐมอญทั้งสองข้าง มีเพียงแสงไฟกะพริบจากหน้าจอโฮโลแกรมใสแจ๋วที่ลอยเคว้งคว้างอยู่กลางอากาศเหนือศีรษะของดร.รินรดาเท่านั้นที่คอยนำทาง หน้าจอสีฟ้าเรืองแสงนั้นแสดงเส้นทางแผนผังโครงสร้างใต้ดินของเมืองอย่างละเอียดละออ ซึ่งมันคืออินเทอร์เฟซแบบเดียวกับที่ปรากฏขึ้นในดวงตาของผมไม่มีผิดเพี้ยน! ผมชะงักฝีเท้าลงเล็กน้อย จ้องมองหน้าจอระบบนั้นด้วยความรู้สึกที่ผสมปนเปกันระหว่างความตกตะลึงและความสงสัยที่พุ่งทะยานถึงขีดสุด "คุณ..." ผมเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบระหว่างเรา ขณะที่เสียงฝีเท้าด้านบนค่อยๆ เงียบเสียงลงและเปลี่ยนเป็นเสียงทุบกำแพงด้วยความโกรธเกรี้ยวแทน "คุณมองเห็นมันเหมือนกันอย่างนั้นหรือครับ? ระบบประเมินสถานะ... และหน้าจอโฮโลแกรมพวกนี้" ดร.รินรดาหยุดเดิน เธอกลับตัวหันมาเผชิญหน้ากับผม แสงเรืองรองจากหน้าจอนั้นสะท้อนแววตาคู่คมกริบที่เต็มไปด้วยร่องรอยแห่งกาลเวลาและความรู้ลึกซึ้งเกินกว่าวัย เธอมองสำรวจผมตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยสายตาของนักวิทยาศาสตร์ที่กำลังวิเคราะห์ตัวอย่างทดลองชิ้นเอก "แปลกใจมากหรือครับ คุณอคิน?" เธอยิ้มที่มุมปากอีกครั้ง "คุณคิดว่ามีแค่คุณคนเดียวบนโลกใบนี้ที่ได้รับ 'สิทธิ์พิเศษ' ในการมองเห็นรอยต่อระหว่างมิติตัวเลขพวกนี้งั้นหรือ? มนุษย์เรามักจะหลงคิดเสมอว่าสิ่งที่ตัวเองมองไม่เห็นคือความว่างเปล่า จนกระทั่งมีใครบางคนมาเปิดสวิตช์ไฟให้ดูนั่นแหละ ถึงได้รู้ว่าความจริงมันซับซ้อนกว่าที่ตาเนื้อเห็นมากแค่ไหน" คำพูดของเธอทำให้ผมต้องขบกรามแน่น สมองส่วนหน้าประมวลผลอย่างรวดเร็วด้วยตรรกะแบบนักสืบ เธอรู้ชื่อผม... ทั้งๆที่เราเพิ่งเคยเจอกันเป็นครั้งแรกในสถานีรถไฟร้าง เธอยังรู้เรื่องระบบ 'ตาแห่งความจริง' ที่ติดตัวผมมาหลังจากการหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยของครอบครัว และที่สำคัญที่สุด เธอดูเหมือนจะควบคุมและเข้าใจกลไกของมันดียิ่งกว่าตัวผมเสียอีก "คุณเป็นใครกันแน่ครับ ดร.รินรดา?" ผมถามด้วยน้ำเสียงที่กดต่ำลง รักษาระยะห่างเชิงป้องกันตัวอย่างระแวดระวัง แม้ลึกๆ จะสัมผัสได้ว่าเธอไม่ได้มีเจตนาร้าย แต่ในโลกที่ระบบปริศนาและมิติซ้อนทับนี้กำลังกัดกินความจริงทีละน้อย ความไว้วางใจคือสินค้าฟุ่มเฟือยที่อันตรายที่สุด "แล้วทำไม... คุณถึงรู้เรื่องการหายตัวไปของพ่อแม่ผม?" บรรยากาศรอบตัวพลันเงียบสงบลง มีเพียงเสียงหยดน้ำที่ตกลงกระทบพื้นน้ำขังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ รินรดายกมือขึ้นดันแว่นตากรอบเหลี่ยมเล็กน้อย เธอนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ราวกับกำลังชั่งน้ำหนักว่าควรจะเปิดเผยความลับระดับไหนให้ผมฟังในเวลานี้ "คำถามข้อแรก..." เธอก้าวเข้ามาใกล้ผมทีละก้าว กลิ่นหอมจางๆ คล้ายกลิ่นกระดาษเก่าและดอกไม้ป่าลอยมาแตะจมูก "ฉันเป็นใคร... เอาไว้เราค่อยคุยกันยาวๆ เมื่อไปถึง 'ฐานปฏิบัติการชั่วคราว' ของเรา แต่สำหรับคำถามข้อที่สองเกี่ยวกับครอบครัวของคุณ..." เธอเว้นจังหวะ ดวงตาสนเท่ห์คู่นั้นจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของผม ราวกับจะมองทะลุผ่านม่านความทรงจำทั้งหมด "...ความจริงเบื้องหลังการหายตัวไปของพวกเขากำลังรอให้คุณไปไขปริศนาอยู่ครับ อคิน และกุญแจดอกแรกที่จะไขประตูบานนั้นได้ ก็กำลังอยู่ตรงหน้าคุณนี่ไงล่ะ" ทันใดนั้นเอง ก่อนที่ผมจะได้เอ่ยปากซักถามอะไรเพิ่มเติม เสียงสัญญาณเตือนภัยสีแดงฉานก็ดังขึ้นก้องไปทั่วอุโมงค์มืด ร่างกายของผมสะท้านเฮือกเมื่อระบบ 'ตาแห่งความจริง' ที่สงบเงียบมาตลอด กลับส่งเสียงแจ้งเตือนรัวเร็วด้วยตัวอักษรสีแดงฉานกระพริบถี่ระรัวที่ขอบการมองเห็น *ติ๊ด! ติ๊ด! ติ๊ด! แจ้งเตือนฉุกเฉินระดับสูงสุด* *ตรวจพบสิ่งแปลกปลอมพลังงานสูงกำลังเคลื่อนตัวเข้าใกล้พิกัดปัจจุบัน* *สถานะ: บอสลับแห่งเขตมิติที่ 04 'ผู้กลืนกินเงา' ได้ตื่นจากการหลับใหลแล้ว...* รินรดาหน้าถอดสีเป็นครั้งแรก เธอคว้าข้อมือของผมไว้แน่น แรงบีบนั้นเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกที่ปิดไม่มิด "แย่แล้ว..." เธอกัดริมฝีปากแน่น ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ "พวกมันไม่ได้แค่ตามล่าเรา แต่มันใช้พลังงานรบกวนเพื่อปลุก 'สิ่งนั้น' ขึ้นมา... เตรียมตัวให้พร้อมครับคุณนักสืบ บททดสอบที่แท้จริงกำลังจะเริ่มต้นขึ้น ณ วินาทีนี้!" --- ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางไขปริศนาไปด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปนะครับ!
สารจากนักเขียน (นักสืบแว่นขยาย)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บันทึกคดีข้ามมิติกับอาจารย์สาวผู้ไร้เงา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%