โลหิตหลั่งรินดั่งสายฝน ทว่ามิใช่หยาดน้ำจากนภากาศ หากแต่เป็นเลือดเนื้อของเหล่าผู้อาวุโสสำนักกระบี่ผ่าสวรรค์ที่นอนเกลื่อนกลาดอยู่เบื้องล่าง
ความเงียบงันอันน่าสะพรึงกลัวแผ่ซ่านปกคลุมหุบผาอสูรโลกันตร์ อากาศรอบกายบิดเบี้ยวเป็นระลอกคลื่นจากไอร้อนระอุของปราณเพลิงพิโรธ ฟางหรงยืนหยัดตระหง่านอยู่ ณ ใจกลางซากปรักหักพังนั้น ร่างกายของเขาสะบสะบสะบัดด้วยบาดแผลฉกรรจ์ แต่ดวงตาทั้งคู่กลับทอประกายสีโลหิตวาวโรจน์ ยามที่มือขวาของเขา0กำด้าม "กระบี่ไร้ลักษณ์" แน่นจนเส้นเลือดปูดโปน
"ฟางหรง... เจ้า... เจ้ากล้าสังหารคนตระกูลอี้ผู้พิทักษ์ธรรมมะเช่นพวกเรา สวรรค์ย่อมไม่ปล่อยเจ้าไว้แน่!"
เสียงแหบพร่าของผู้อาวุโสสูงสุดแห่งสำนักกระบี่ผ่าสวรรค์ดังลอดไรฟัน ร่างของมันทรุดฮวบลงพิงกับแท่นศิลาโบราณ ดวงตาเบิกโพลงด้วยความหวาดกลัวสุดขีด ยามที่มองดูสหายร่วมสำนักนับสิบชีวิตถูกปลิดชีพลงในเวลาไม่ถึงหนึ่งก้านธูปโดยปราศจากโอกาสได้ตั้งรับ
ฟางหรงมิได้เอวาจาใด ใบหน้าคมคายเรียบเฉยราวน้ำแข็งพันปี แต่ภายในอกกลับปั่นป่วนดั่งพายุคลั่ง ภาพเหตุการณ์ในอดีตเมื่อสิบปีก่อนย้อนคืนมาหลอกหลอน วันที่สำนักกระบี่ไร้ลักษณ์ของเขาถูกรุมทำลายโดยเหล่าคนที่อ้างตัวว่าเป็น "ฝ่ายธรรมมะ" อาจารย์ผู้มีพระคุณต้องจบชีวิตลงพร้อมกับเคล็ดวิชาบรรพกาลที่ถูกแย่งชิง บาดแผลในใจที่เคยตกสะเก็ด บัดนี้กลับถูกกรีดซ้ำด้วยคมมีดแห่งความจริงที่ว่า ผู้คนเหล่านี้หาได้มีความต่างอันใดกับมารร้ายในคราบนักบุญ
"ความยุติธรรมของพวกเจ้า... คือการชิงลงมือก่อนเพื่อฆ่าตัดตอนกระนั้นหรือ?" ฟางหรงเอ่ยขึ้น น้ำเสียงทุ้มต่ำแต่กลับทรงพลังกดดันจนผู้อาวุโสอี้กระอักเลือดออกมาอีกคำโต "ในเมื่อพวกเจ้าเรียกหาความตาย ข้า... ฟางหรง ผู้นี้ จักสนองให้อย่างสาสม"
*ชิ้ง!*
เสียงกระบี่ถูกชักออกจากฝักดังกังวานเสียดแทงโสตประสาท ทว่าสิ่งที่น่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่าคมกระบี่ คือ "กลิ่นอายมาร" สีดำสนิทที่พวยพุ่งทะลักออกมาจากตัวคมกระบี่ไร้ลักษณ์ มันไม่ใช่ปราณกระบี่บริสุทธิ์ดังเช่นวิถีที่ควรจะเป็น แต่มันคือพลังอันดิบเถื่อน ดุร้าย และกระหายเลือด ราวกับอสูรกายจากขุมนรกที่หลับใหลมานับหมื่นปีถูกปลุกให้ตื่นขึ้น
ผู้อาวุโสอี้หน้าถอดสีทันทีที่สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายนั้น "นั่น... นั่นมันเคล็ดวิชามารโลหิตกลืนฟ้า! เจ้า... เจ้าฝึกวิชานอกรีต เจ้ามิใช่ศิษย์สำนักกระบี่ไร้ลักษณ์อีกต่อไปแล้ว!"
"วิชามารหรือวิชาเซียน ล้วนขึ้นอยู่กับผู้ใช้ว่ามีจิตใจเช่นไร" ฟางหรงกล่าวด้วยแววตาเย็นชาคมกริบดั่งกระบี่ "แต่สำหรับพวกสวะที่เหยียบย่ำชีวิตผู้บริสุทธิ์เช่นพวกเจ้า ต่อให้ใช้สัจธรรมแห่งเต๋าหรืออเวจีโลกันตร์ ก็ย่อมมีค่าเท่ากัน... คือความตาย"
สิ้นเสียง ชายหนุ่มสะบัดข้อมือวาดกระบี่ออกไปคราหนึ่ง ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์ผสานกลิ่นอายมารแผ่ขยายออกเป็นรูปจันทร์เสี้ยวสีดำสนิทแหวกอากาศพุ่งเข้าใส่ร่างของผู้อาวุโสอี้ในพริบตา ไร้ซึ่งเสียงกรีดร้อง ไร้ซึ่งการขัดขืน ร่างของผู้อาวุโสสูงสุดถูกตัดขาดเป็นสองท่อนในคราเดียว พื้นศิลาเบื้องล่างแตกสลายเป็นจุล กลายเป็นหลุมลึกรูปก้นกระทะที่คุกกรุ่นด้วยไอร้อนสีดำ
ความตึงเครียดโรยตัวปกคลุมทั่วบริเวณ ฟางหรงหอบหายใจถี่กระชั้น ดวงตาสีโลหิตค่อยๆ เลือนหายกลับสู่ความดำมืดตามปกติ ยามที่เขาปักกระบี่ลงกับพื้นเพื่อพยุงร่างอันร้าวรานของตนเอง การดึงกระบี่โบราณออกจากผนึกศิลาในวันนี้ ต้องแลกมาด้วยการปลดปล่อยผนึกพลังมารที่สะกดไว้ในกายทวีความรุนแรงขึ้น เขารู้ดีว่าหากปล่อยไว้เช่นนี้ จิตมารอาจครอบงำตัวตนของเขาจนกลายเป็นอสูรไร้สติอย่างแท้จริง
ทว่า ในขณะที่เขากำลังจะโคจรปราณเพื่อกดขี่พลังมารในร่าง ประสาทสัมผัสอันเฉียบคมก็พลันตื่นตัวขึ้น สายลมรอบกายแปรเปลี่ยนเป็นความหนתเหน็บเสียดกระดูก
*กริ๊ง...*
เสียงกระดิ่งหยกดังแว่วมาตามสายลม ท่ามกลางหุบผาที่เต็มไปด้วยคราบเลือดและซากศพ กลีบดอกเหมันต์สีขาวบริสุทธิ์นับพันกลับร่วงหล่นลงมาจากท้องฟ้าอย่างไร้ที่มา ราวกับฤดูหนาวอันยาวนานนับพันปีได้เคลื่อนตัวมาเยือน ณ จุดนี้ในพริบตา
ฟางหรงหันขวับไปมองเบื้องบนด้วยความระแวดระวัง มือซ้ายกระชับด้ามกระบี่มั่น พร้อมรับมือกับภัยคุกคามใหม่ที่อาจร้ายกาจยิ่งกว่ากองกำลังที่เพิ่งสังหารไป
ณ ยอดผาศิลาอันสูงชัน ร่างระหงในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ปักลวดลายเกล็ดหิมะกำลังยืนหยัดอยู่บนยอดกิ่งสนโบราณ นางกางร่มกระดาษน้ำมันสีขาวในมือแผ่วเบา เรือนผมสีดำสนิทราวกับรัตติกาลปลิวไสวไปตามแรงลม ใบหน้างดงามล่มเมืองราวนางพญาเซียนผู้สูงส่ง ทว่ากลับเย็นชาไร้อารมณ์จนผู้คนไม่กล้าสบตา ดวงเนตรคู่คมกวาดมองซากศพเบื้องล่างด้วยความเรียเฉย ก่อนจะมาหยุดนิ่งอยู่ที่ร่างของฟางหรง
"ฟางหรง..."
สุ้มเสียงหวานใสแต่เยือกเย็นดั่งน้ำแข็งขั้วโลกเอ่ยนามของเขา ราวกับเสียงกระซิบจากยมทูต แต่มันกลับทำให้หัวใจของชายหนุ่มกระตุกวาบ
เซียนหานเหมย... ธิดาแห่งตำหนักหิมะพันปี ผู้ตรวจการยุทธภพผู้ไม่เคยปรานีผู้ใด และนางคือสตรีผู้ครอบครองวิชาน้ำแข็งสยบมารที่สามารถแช่แข็งได้แม้กระทั่งวิญญาณ
"เจ้าล้ำเส้นเกินไปแล้ว" เซียนหานเหมยเอ่ยต่อ น้ำเสียงของนางราบเรียบไร้ระลอกคลื่น ทว่ารัศมีกดดันระดับปราชญ์สวรรค์ขั้นสูงกลับแผ่ซ่านกดทับลงมาบนบ่าของฟางหรงจนเขารู้สึกหายใจติดขัด "การแก้แค้นเป็นเรื่องของมนุษย์ปุถุชน แต่วิชามารที่เจ้าใช้เมื่อครู่... ภัยพิบัติที่กำลังจะตื่นขึ้นจากตัวเจ้า บัดนี้ได้กลายเป็นภัยคุกคามต่อความสงบสุขของใต้หล้าแล้ว"
ฟางหรงแค่นหัวเราะในลำคอ แม้บาดแผลจะสาหัส และพลังมารในกายจะตีรวนเพียงใด แต่กระดูกสันหลังของเขายังคงตั้งตรงอย่างทระนง ดวงตาคมกริบมองสตรีผู้สูงศักดิ์ตรงหน้าอย่างไร้ความเกรงกลัว
"ภัยคุกคามงั้นหรือ?" ฟางหรงก้าวเท้าออกไปหนึ่งก้าว เลือดสดๆ ไหลหยดลงบนพื้นหิมะสีขาวที่เพิ่งโปรยปลงมา "ตอนที่สำนักของข้าถูกฆ่าล้างบาง พวกเจ้าที่เรียกตัวเองว่าผู้พิทักษ์ธรรมมะอยู่ที่ไหน? ตอนที่ความอยุติธรรมกัดกินรากเหง้าของยุทธภพ พวกเจ้าเคยเหลียวแลบ้างหรือไม่? หรือกฎระเบียบของพวกเจ้า มีไว้เพื่อปกป้องคนชั่วที่สวมหน้ากากนักบุญเท่านั้น!"
เซียนหานเหมยมิได้โต้ตอบทันที นางหรี่ตาลงเล็กน้อย ยามที่มองเห็นร่องรอยของความเจ็บปวดและไฟแค้นที่แผดเผาอยู่ในแววตาของชายหนุ่มผู้นี้ เป็นครั้งแรกในรอบร้อยปีที่หัวใจอันเย็นชาดั่งน้ำแข็งของนาง เกิดรอยร้าวขึ้นมาวูบหนึ่ง
"เจ้าเลือกเดินบนเส้นทางแห่งการฝืนลิขิตฟ้า... ซึ่งจุดจบของมันมีเพียงความตาย" นางกล่าวเบาหิว พลางหุบร่มในมือลง ชี้ปลายร่มสีขาวตรงมาที่ร่างของเขา รัศมีปราณน้ำแข็งแผ่ขยายออกรอบตัวจนพื้นศิลาเริ่มกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งสีคราม "วันนี้ หากเจ้าไม่ยอมมอบกระบี่ไร้ลักษณ์และสยบยอมให้ตำหนักหิมะชำระล้างพลังมาร... ข้า... เซียนหานเหมย คงต้องใช้สิทธิ์แห่งผู้ตรวจการ... ดับลมหายใจของเจ้าเสียที่นี่"
บรรยากาศรอบตัวพลันหยุดนิ่ง ราวกับเวลาถูกแช่แข็ง ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์ในมือของฟางหรงสั่นสะท้อนรับความตึงเครียด ขณะที่ไอเย็นจากร่มน้ำแข็งของเซียนหานเหมยแผ่เข้าประชิดผิวเนื้อ
ในวินาทีที่คมกระบี่และเกล็ดน้ำแข็งกำลังจะปะทะกันเพื่อตัดสินชะตากรรม สายตาทั้งคู่ที่ประสานกันกลับมิได้มีเพียงจิตสังหาร หากแต่แฝงด้วยความรู้สึกซับซ้อนที่แม้แต่ทั้งสองก็ไม่อาจล่วงรู้ ทันใดนั้นเอง ท้องฟ้าเบื้องบนที่เคยเงียบสงบก็พลันผ่าเปรี้ยงลงมาด้วยสายฟ้าสีม่วงเข้ม เสียงคำรามกึกก้องดั่งเสียงพิโรธของสวรรค์ดังสนั่นหวั่นไหว พร้อมกับรอยแยกมิติสีดำขนาดมหึมาที่เปิดออกกลางนภากาศ เผยให้เห็นเงาร่างอันน่าสะพรึงกลัวคู่หนึ่งที่กำลังก้าวข้ามมิติลงมาสู่ยุทธภพ!
ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปในวิถีกระบี่นี้ด้วยกันเสมอนะครับ
กระบี่ไร้ลักษณ์กับสตรีผู้สยบเหมันต์•ตอนที่ 1
รอยร้าวบนผนึกศิลา
ผลงานโดย หมื่นกระบี่คืนรัง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (หมื่นกระบี่คืนรัง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ไร้ลักษณ์กับสตรีผู้สยบเหมันต์ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!