"ถ้าคุณเอาตู้เสื้อผ้าโบราณอายุแปดสิบปีใบนี้ ไปยัดใส่ห้องนอนคอนโดสไตล์มินิมอลโล้นๆ ของคุณนะ คุณธันวา... มันคงให้ความรู้สึกเหมือนเอาไดโนเสาร์มาเดินเล่นกลางสยามพารากอนนั่นแหละครับ มันผิดที่ผิดทาง และทรยศต่อจิตวิญญาณของไม้สักทองท่อนนั้นสิ้นเชิง"
เสียงใสๆ ที่เจือแววประชดประชันดังขึ้นทันทีที่ประตูไม้สักบานทึบของร้าน ‘คืนชีพ’ ถูกผลักเปิดออก กลิ่นอับจางๆ ของฝุ่นไม้เก่า กลิ่นน้ำมันสน และกลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกโมกข์จากสวนหย่อมหลังร้าน ลอยปะทะเข้ากับจมูกโด่งเป็นสันของสถาปนิกหนุ่มผู้เคร่งครัดในระเบียบ
ธันวาหยุดยืนอยู่กลางร้าน ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาทรงเหลี่ยมกวาดมองไปรอบพื้นที่อัดแน่นไปด้วยเศษซากอารยธรรม โคมไฟระย้าคริสตัลที่ห้อยระโยงระยาง นาฬิกาลูกตุ้มโบราณที่ยังคงส่งเสียงเดินแข่งกันราวกับจังหวะชีวิตที่ผิดเพี้ยน และตรงกลางร้านนั้นเอง... หญิงสาวเจ้าของเรือนร่างระหงในชุดเอี๊ยมยีนส์เลอะสีอะครีลิค กำลังใช้กระดาษทรายขัดขาโต๊ะไม้อย่างเอาเป็นเอาตาย โดยไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมามองแขกผู้มาเยือนด้วยซ้ำ
"ผมไม่ได้เอาไปไว้คอนโด" ธันวาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ นิ่งเรียบ แต่มีพลังกดดันโดยธรรมชาติ "และผมไม่ใช่คนที่จะเอาเฟอร์นิเจอร์ราคาแพงไปวางเกะกะรกรุงรังอย่างไร้รสนิยมแบบที่คุณปรามาสหรอกครับ คุณมินตรา"
มือเล็กๆ ที่ถือกระดาษทรายชะงักกึกลงทันที มินตราเงยหน้าขึ้นจากชิ้นงาน เส้นผมสีน้ำตาลเข้มที่ถูกรวบไว้ลวกๆ มีปอยตกลงมาเคล้าแก้มเนียนเปื้อนฝุ่น เธอดันแว่นกันฝุ่นขึ้นไปไว้บนหน้าผาก ปัดมือที่เลอะเทอะกับกางเกงยีนส์ ก่อนจะส่งยิ้มกวนประสาทที่ทำเอาสถาปนิกหนุ่มต้องขมวดคิ้วมุ่น
"อุ๊ย จำชื่อฉันได้ด้วยเหรอคะ นึกว่าคุณชายธันวา สถาปนิกมือหนึ่งผู้กวาดรางวัลมาแล้วทั่วราชอาณาจักร จะจำชื่อคนชั้นต่ำอย่างฉันไม่ได้ซะอีก เห็นหน้าตาตึงเปรี๊ยะราวกับใช้โบท็อกซ์แทนข้าวกลางวันแบบนั้น" มินตราลอยหน้าลอยตาพูด พร้อมกับวางเครื่องมือลงเสียงดัง *ก๊อก* "แล้วถ้าไม่ได้เอาไปไว้คอนโด... อาคารพาณิชย์เก่าย่านตลาดน้อยที่คุณเพิ่งกว้านซื้อเพื่อจะทุบทิ้งสร้างคอมมูนิตี้มอลล์นั่นเหรอคะ? อย่าบอกนะว่าคุณเปลี่ยนใจ จะจ้างฉันไปรื้อถอนซากตึกผีสิงนั่นอีกคน?"
ธันวาก้าวเท้าเข้าไปใกล้ขึ้นทีละน้อย รองเท้าหนังขัดเงาวับย่ำลงบนพื้นไม้เก่าที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าด เขากวาดสายตาสำรวจหญิงสาวตรงหน้า ตั้งแต่หัวจรดเท้าด้วยแว่นตานักประเมิน มือหนาสอดเข้ากระเป๋ากางเกงสแลคอย่างผ่อนคลาย แต่กรามคมสันกลับขบเข้าหากันแน่น
"ตึกนั้นไม่ใช่ตึกผีสิง" เสียงของธันวาต่ำลงจนเกือบเป็นกระซิบ ทว่าเฉียบขาด "มันคือมรดกทางสถาปัตยกรรมที่กำลังจะถูกแปลงโฉมให้ร่วมสมัย แต่ก่อนที่ผมจะเริ่มเคลียร์พื้นที่ ผมมีข้อตกลงบางอย่างที่อยากให้คุณพิจารณา"
มินตราเลิกคิ้วเรียวสวยขึ้นข้างหนึ่ง เธอเดินน่องเข้ามาประชิดตัวชายหนุ่มด้วยความสูงที่ไม่ต่างกันมากนักเมื่อเธอสวมรองเท้าผ้าใบหุ้มข้อ กลิ่นกายหอมสะอาดผสมกลิ่นแดดอ่อนๆ ลอยแตะจมูกธันวา จนเขาต้องเผลอถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว
"ข้อตกลงอะไรคะคุณสถาปนิกมาดนิ่ง? หรือว่าคุณกลัว? กลัวว่าเวลาทุบตึกนั้นแล้ว จะไปเจอสมบัติโบราณฝังอยู่ใต้พื้นกระเบื้องยาง แล้วคุณแบ่งไม่ลงตัวว่างั้นเถอะ" มินตราแกล้งทำเสียงตกอกตกใจ ปิดปากหัวเราะคิกคักในลำคออย่างชอบใจ
ธันวาถอนหายใจยาวพรืดออกมาเพื่อสะกดกลั้นอารมณ์ ผู้หญิงคนนี้มีพรสวรรค์พิเศษอย่างหนึ่ง... คือการทำให้คนสติแตกได้ภายในสามวินาทีโดยไม่ต้องใช้อาวุธ เขาหลุบตาลงมองแฟ้มหนังสีดำในมือตัวเอง ก่อนจะยื่นมันไปตรงหน้าเธอ
"ในตึกนั้น... มีตู้เก็บเอกสารเหล็กโบราณของสำนักงานทนายความเก่าตั้งอยู่ชั้นสาม" ธันวาเว้นจังหวะ สายตาคมกริบทอดมองผ่านร่างบางไปเบื้องหลัง เผลอเผยแววตาไหววับที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและความทรงจำที่ไม่อาจลบเลือน ชั่วขณะหนึ่ง บรรยากาศรอบตัวเขาก็เปลี่ยนเป็นความหนاتึบและเย็นเยียบอย่างประหลาด "ข้างในนั้น... มีลิ้นชักที่ถูกล็อกกุญแจตายตัว ซึ่งผมต้องการมัน... ไม่สิ ผมต้องการทุกอย่างที่อยู่ข้างในนั้น โดยที่ไม่อยากให้ตัวตู้หรือเอกสารข้างในเสียหายแม้แต่มิลลิเมตรเดียว"
มินตราหุบยิ้มทันที เธอรับแฟ้มเอกสารมาเปิดดูผ่านๆ ดวงตากลมโตคู่สวยกวาดมองแปลนอาคารและรูปถ่ายตู้เหล็กสนิมเขรอะใบนั้น แววตารั้นๆ เมื่อครู่เปลี่ยนเป็นความจริงจังขึ้นมาบ้าง แม้จะยังคงมีความกวนประสาทเคลือบอยู่ไม่คลาย
"แล้วทำไมคุณไม่จ้างบริษัทรื้อถอนมืออาชีพมางัดมันล่ะคะ? แค่ชะแลงอันเดียวก็จบเรื่องแล้วนี่"
"ถ้าทำแบบนั้นได้ ผมคงไม่มายืนเหม็นกลิ่นสีอยู่ตรงนี้หรอกครับ" ธันวาตอบกลับทันควัน น้ำเสียงเจือความหงุดหงิด "กุญแจดอกนั้นหายไป... และกลไกข้างในตู้ถูกออกแบบมาพิเศษ ถ้าออกแรงผิดจุด ข้อมูลทั้งหมดข้างในจะถูกทำลายด้วยระบบล็อกนิรภัยยุคหกสิบ ผมต้องการคนที่มีฝีมือในการ 'กู้คืน' ของพังๆ ให้กลับมาใช้งานได้ โดยไม่ทำลายจิตวิญญาณของมัน... ซึ่งคุณป้าปรางแนะนำคุณมา"
"อ๋อ... ยายฉันนี่เอง ปากสว่างชะมัด" มินตราพึมพำเบาๆ ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาชายหนุ่มตรงๆ รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ผุดขึ้นที่มุมปากอิ่ม "แต่ขอโทษทีนะคะคุณธันวา ช่วงนี้คิวฉันทองยิ่งกว่าทองคำแท่งอีก เฟอร์นิเจอร์โบราณรอให้ฉันซ่อมยาวเป็นหางว่าว แล้วตึกของคุณก็... บรื๋อ บรรยากาศน่ากลัวชะมัด ฉันไม่ว่างหรอกค่ะ เชิญป้ายหน้าเลยนะก๊ะ"
พูดจบนាងก็หันหลังกลับ ทำท่าจะเดินไปหยิบกระดาษทรายมาขัดขาโต๊ะต่ออย่างไม่สนใจใยดี
*หมับ!*
ข้อมือเรียวถูกมืออุ่นจัดของธันวาคว้าเอาไว้แน่นโดยไม่ทันตั้งตัว แรงบีบไม่ได้รุนแรง แต่พอกุมรั้งไม่ให้เธอขยับหนี มินตราสะดุ้งสุดตัว หันขวับกลับมามองด้วยความตกใจ ใบหน้าหวานขึ้นสีแดงระเรื่อด้วยความฮึดฮัด ดวงตากลมโตจ้องเขม็ง
"ปล่อยนะคุณ! จะมาเนื้อตัวถึงเนื้อตัวไม่ได้นะยะ เดี๋ยวจะฟ้องป้าปราง!"
ธันวาไม่ยอมปล่อย เขาก้าวเข้ามาประชิดตัวเธออีกก้าว จนใบหน้าคมคายอยู่ห่างจากปลายจมูกรั้นของเธอแค่คืบเดียว ลลมหายใจอุ่นร้อนรินรดกันจนมินตราต้องกลั้นหายใจโดยอัตโนมัติ สมองที่เคยประโคมคำพูดกวนประสาทเมื่อครู่หยุดทำงานลงดื้อๆ
ดวงตาคมของสถาปนิกหนุ่มไม่ได้มองเธอด้วยความเจ้าชู้ แต่มีบางสิ่งที่ลึกซึ้งและเปราะบางซ่อนอยู่ลึกจนน่าตกใจ... ความเหงาที่ถูกเก็บซ่อนไว้ใต้มาดนิ่งสนิท
"ค่าจ้างห้าแสนบาท" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยกระซิบชิดริมหูเธออย่างแผ่วเบา "สำหรับงานเปิดล็อกตู้เหล็กใบเดียว... และถ้าคุณช่วยรื้อถอนเฟอร์นิเจอร์ไม้สักในห้องทำงานชั้นบนออกโดยไม่ให้มีรอยขีดข่วนแม้แต่นิดเดียว ผมเพิ่มให้อีกเท่าตัว"
มินตราอ้าปากค้าง สมองคำนวณตัวเลขในอากาศอย่างรวดเร็ว ห้าแสนบวกอีกเท่าตัว... นั่นมันกินใช้ได้ทั้งปีโดยไม่ต้องซ่อมเก้าอี้หวายขาลั่นอีกเลยนะเว้ยเฮ้ย!
"เอ่อ... คือ... ฉันไม่ใช่คนเห็นแก่เงินนะคะคุณธันวา แต่ในฐานะที่ฉันเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการอนุรักษ์..." มินตราพยายามดึงเสียงให้กลับมาเป็นปกติ แม้หัวใจจะเต้นรัวผิดจังหวะเพราะระยะห่างที่ใกล้เกินไป "งานยากระดับนี้... ฉันต้องขอคิดดูก่อน..."
"คิดให้ดีนะครับคุณมินตรา" ธันวาโน้มใบหน้าลงมาอีกนิด จนริมฝีปากหยักลึกแทบจะชนกับกลุ่มผมของเธอ รอยยิ้มบางเบาที่มุมปากของเขาทำให้โลกทั้งใบของหญิงสาวสั่นคลอน "เพราะถ้าคุณปฏิเสธ... ผมอาจจะต้องมาคอยวนเวียนอยู่แถวนี้ จนกว่าคุณจะเปลี่ยนใจ... ที่รัก"
สิ้นคำว่า 'ที่รัก' ที่หลุดออกมาจากปากของสถาปนิกมาดนิ่งเจ้าระเบียบ มินตราก็เบิกตากว้าง หน้าแดงแจ๋จนลามไปถึงใบหู สมองรั้นๆ รวนเรจนแทบช็อต มือไม้เย็นเฉียบ เธอผลอกร่างหนาออกสุดแรงด้วยความเขินอายจนสะดุดขาตัวเองเกือบหงายหลัง
"ใครที่รักคุณยะ! ไอ้คุณบ้า! ไอ้สถาปนิกหน้าตาย!" มินตราโวยวายเสียงดังลั่นร้าน ใบหน้าร้อนผ่าวราวกับโดนไฟลวก พยายามซ่อนอาการใจสั่นด้วยการชี้หน้าเขา "ออกไปเลยนะ! ปิดร้านแล้ว! จะไปไหนก็ไป!"
ธันวายืนจัดเสื้อสูทให้เข้าที่อย่างใจเย็น รอยยิ้มมุมปากขยายกว้างขึ้นอย่างพอใจเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี เขายกมือขึ้นแตะปีกหมวกแก๊ป (ที่ไม่ได้ใส่) เป็นเชิงอำลา ก่อนจะหมุนตัวเดินช้าๆ ไปที่ประตูกระจก
"พรุ่งนี้เช้า... แปดโมงตรง ผมมารับที่นี่นะครับ"
เสียงเปิด-ปิดประตูพร้อมกระดิ่งลมดังกรุ๊งกริ๊งตามหลังร่างสูงที่เดินออกไป ทิ้งให้มินตรายืนมือไม้อ่อนอยู่กลางร้าน หัวใจเต้นโครมครามราวกับกลองศึก ใบหน้าร้อนผ่าวยังไม่หาย
*ติ๊ง!*
เสียงแจ้งเตือนข้อความจากแอปพลิเคชันแชตบนโทรศัพท์มือถือที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานดังขึ้น ขัดจังหวะความวุ่นวายในหัวของเธอ มินตราเดินไปหยิบมันขึ้นมาด้วยความหงุดหงิด ตั้งใจจะด่ากราดกลับไปให้สาสม
แต่ทว่า... ข้อความบนหน้าจอที่ปรากฏขึ้นจากชื่อ 'คุณธันวา สถาปนิกสุดเนี๊ยบ' กลับทำให้เธอต้องหยุดชะงัก ลมหายใจสะดุดกึกเมื่ออ่านประโยคสั้นๆ นั้น
*(ระบบกำลังส่งข้อความ)*
*ธันวา: "ฝันดีนะครับ... เมียจ๋า"*
ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตกใจถึงขีดสุด นิ้วเรียวรีบกดปุ่มยกเลิกข้อความยิกๆ อย่างลิบลนด้วยความตื่นตระหนก แต่ทว่า...
*(ระบบแจ้งเตือน: คุณได้ทำการ 'ยกเลิกข้อความ' ไม่ทัน เนื่องจากอีกฝ่ายได้อ่านข้อความนี้แล้ว)*
หัวใจของมินตราร่วงหล่นไปอยู่ที่ตาตุ่ม พร้อมกับเสียงหัวใจตัวเองที่เต้นดังตึ๊กตั๊กจนแทบทะลุออกมานอกอก
(โปรดติดตามตอนต่อไปครับ)
---
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางมา ณ บรรทัดนี้ หวังว่าจะอมยิ้มและใจฟูไปกับความกวนของพ่อหนุ่มสถาปนิกเขานะครับ - สายลมแผ่วเบา
สถาปนิกมาดนิ่งกับนักกู้คืนของพังสายเพี้ยน•ตอนที่ 1
เมื่อของเก่าต้องมาเจอคนคุมงานเนี๊ยบ
ผลงานโดย สายลมแผ่วเบา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สายลมแผ่วเบา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกมาดนิ่งกับนักกู้คืนของพังสายเพี้ยน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!