"ถ้าคุณยังดึงดันจะเอาไอ้โครงเหล็กขึ้นไปอีกคน ผมจะหักเงินเดือนคุณฐานขัดคำสั่งสถาปนิก... และหักหัวใจตัวเองด้วยถ้าคุณเป็นอะไรไป"
น้ำเสียงของธันวาไม่ได้ราบเรียบเหมือนทุกที แต่มันสั่นระริกด้วยความกรุ่นโกรธที่เจือความห่วงใยจนแทบจะกลายเป็นการตัดพ้อ มินตราที่กำลังจะก้าวเท้าเหยียบขึ้นบนคานเหล็กชื้นฝน ชะงักกึก เธอหันขวับมามองหน้าผู้ชายเนี้ยบระเบียบที่ตอนนี้เส้นผมปรกหน้าผาก เปียกปอน และเลอะคราบปูนซีเมนต์ไม่ต่างจากเธอ
ฝนที่กระหน่ำลงมากลางดึกในไซต์งานปรับปรุงตึกเก่าอายุกว่าห้าสิบปี ไม่ได้ทำให้บรรยากาศโรแมนติกเหมือนในซีรีส์ แต่มันคือวิกฤตขนาดย่อม คานไม้โบราณที่พยุงโครงสร้างโซนจัดแสดงสินค้าเกิดทรุดตัวลงเฉียบพลัน และของรักของหวงชิ้นสุดท้ายของคุณป้าปราง ซึ่งเป็นกล่องดนตรีไขลานโบราณที่มินตราบังเอิญเอามาซ่อมเทียบเคียงวัสดุ ดันติดอยู่ใต้ซากปรักหักพังนั้น
"คุณธันวา! ถ้าไม่เอาตอนนี้ พรุ่งนี้เช้าไม้ชิ้นนี้บวมน้ำแล้วยุบลงมา กล่องดนตรีของคุณป้าก็จบเห่นะคะ!" มินตราเถียงกลับ เสียงแข่งกับสายฝนที่สาดซัดเข้ามาทางช่องหน้าต่างที่ยังไม่ได้ใส่กระจก "ฉันเป็นคนรับปากคุณป้าไว้ ฉันรับผิดชอบไน่า..."
"ความรับผิดชอบบ้าบออะไรของคุณ!" ธันวาพุ่งเข้ามาคว้าข้อแขนเรียวของเธอไว้แน่นแรง จนมินตราต้องนิหน้าด้วยความเจ็บ แต่พริบตาเดียว แรงดึงนั้นก็เปลี่ยนเป็นการโอบรั้งร่างบางเข้าหาตัวอย่างลืมตัว เพื่อหลบเสาปูนขนาดใหญ่ที่จู่ๆ ก็ลั่นเปรี๊ยะแล้วร่วงหล่นลงมาเฉียดหัวพวกเขาไปเพียงคืบเดียว!
โครม!
ฝุ่นปูนตลบอบอวล กลิ่นอับชื้นของอิฐเก่าและฝนตีเข้าจมูก มินตราซบหน้าอยู่กับแผงอกกว้างที่สะท้อนขึ้นลงรัวเร็ว เธอสัมผัสได้ถึงจังหวะหัวใจของสถาปนิกมาดนิ่งที่เต้นแรงเสียจนน่าตกใจ มันเต้นเร็วกว่าตอนที่เขาตรวจแบบก่อสร้างพลาดเสียอีก
ธันวาก้มมองคนในอ้อมแขน มือหนาข้างหนึ่งยังคงประคองท้ายทอยเธอไว้แน่นเพื่อกันสะเก็ดปูน ส่วนอีกข้างโอบเอวบางไว้ไม่ยอมปล่อย ลมหายใจของทั้งคู่ผสานกันท่ามกลางความเงียบงันชั่วขณะ มีเพียงเสียงฝนด้านนอกที่ยังคงคำราม
"เจ็บตรงไหนไหมครับ" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยถามชิดริมหู น้ำเสียงนั้นเปลี่ยนจากความเกรี้ยวกราดเป็นความนุ่มนวลอย่างน่าประหลาด จนมินตราถึงกับลืมคำเถียงที่จะพ่นใส่เมื่อครู่
"มะ... ไม่ค่ะ เอ๊ย ไม่ครับ!" มินตราสะดุ้งรีบแก้คำพูดเมื่อนึกขึ้นได้ว่าเผลอหลุดสำเนียงคุ้นปาก แต่ธันวาไม่ได้สนใจจะจับผิด เธอเงยหน้าขึ้นสบตาเขาในระยะประชิด แววตาของสถาปนิกหนุ่มที่เคยหยิ่งผยองและถือตัวเสมอ ตอนนี้กลับเต็มไปด้วยความหวาดกลัว... ความกลัวที่จะสูญเสียใครบางคนไปอีกครั้ง ซึ่งเป็นบาดแผลในอดีตที่เขาไม่เคยเปิดให้ใครเห็น
"คุณรู้ไหม... ตอนที่เสานั่นร่วงลงมา ผมนึกถึงตอนที่ตึกเก่าโครงการแรกของผมพังถล่ม" ธันวาพูดเสียงแผ่วเบา ดวงตาคู่คมไหววับ "ผมสูญเสียเพื่อนร่วมงานไปต่อหน้าต่อตาเพราะความประมาท... และผมเกือบจะเสียคุณไปอีกคนเพราะความดื้อรั้นของคุณ"
มินตราเม้มปากแน่น ความกวนประสาทที่เคยมีหายวับไปกับตา เธอยกมือขึ้นแตะแขนเสื้อที่เปียกชุ่มของเขาเบาๆ อย่างปลอบโยน "ฉันขอโทษค่ะ... เอ๊ย ขอโทษครับคุณธันวา ฉันแค่ไม่อยากให้คุณป้าเสียใจ กล่องนั้นคือความทรงจำเดียวที่เหลืออยู่ของสามีแก... แต่ฉันเข้าใจแล้วค่ะ ว่าชีวิตคนสำคัญกว่าของพวกนั้นตั้งเยอะ"
ธันวายิ้มจางๆ เป็นรอยยิ้มที่หาดูยากยิ่ง มันเป็นรอยยิ้มที่อบอุ่นและเปี่ยมไปด้วยความโล่งอก นิ้วเรียวของเขาเอื้อมขึ้นปัดเศษปูนที่เปื้อนแก้มใสอย่างเบามือ สัมผัสนั้นแผ่วเบาราวกับกลัวว่าเธอจะเป็นภาพลวงตาที่จะสลายหายไปในอากาศ
"ทีหลัง... อย่าทำแบบนี้อีกนะครับ" ธันวากระซิบชิดหน้าผากเนียน "ถ้าคุณเป็นอะไรไป ผมคงไม่มีแรงแม้แต่จะออกแบบโครงสร้างไหนบนโลกนี้อีกแล้ว"
หัวใจของมินตรากระตุกวูบ ความอบอุ่นแผ่ซ่านเข้ามาในอกท่ามกลางความหนาวเหน็บของสายฝน เธอกำลังจะอ้าปากแซวกลบเกลื่อนความเขินตามสไตล์ของเธอ แต่สายตากลับเหลือบไปเห็นความผิดปกติบางอย่างที่มุมเสาหลักของห้องโถง
รอยร้าวขนาดใหญ่กำลังขยายตัวลามขึ้นไปด้านบนอย่างรวดเร็ว!
"คุณธันวา! ระวัง!"
มินตราไม่รอช้า เธอรวบรวมแรงทั้งหมดผลักร่างสูงโปร่งของสถาปนิกหนุ่มให้พ้นรัศมีของคานไม้ที่กำลังจะหักโค่นลงมาทับ แรงผลักทำให้ธันวากระเด็นไปพ้นเขตอันตราย ทว่า... ขาของมินตรากลับถูกเศษไม้ท่อนใหญ่ร่วงลงมากระแทกเข้าเต็มแรงจนเธอกรีดร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด
"มินตรา!"
ธันวาร้องเรียกชื่อเธอสุดเสียง เขาลุกพรวดขึ้นไม่คิดชีวิต พุ่งฝ่าฝุ่นควันและเศษซากปรักหักพังเข้ามาหาร่างบางที่นอนคุดคู้กุมข้อเท้าตัวเองอยู่ใต้ซากไม้
แสงไฟฉายจากโทรศัพท์มือถือที่กลิ้งอยู่บนพื้นสาดส่องให้เห็นภาพบาดแผลที่ข้อเท้าขาวเนียนเริ่มบวมเป่งและมีรอยถลอกเลือดซึม ธันวาทิ้งตัวลงคุกเข่าข้างๆ มือหนาสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ขณะพยายามยกท่อนไม้ออกให้พ้นตัวเธอ
"เจ็บมากไหมครับ อดทนไว้นะ" ธันวาหน้าซีดเผือด ยิ่งกว่าตอนที่ตัวเองเกือบโดนเสาทับเสียอีก ความรู้สึกผิดและการโทษตัวเองถาโถมเข้ามาในอกจนจุกแน่น
มินตรากัดฟันแน่น น้ำตาคลอเบ้าด้วยความเจ็บปวด แต่เธอก็ยังฝืนยิ้มแห้งๆ ออกมาได้ "ฉัน... ฉันไม่เป็นไรค่ะ เอ๊ย! ไม่เป็นไรครับคุณธันวา แค่นี้สบายมาก ขາไม่ได้หักสักหน่อย... โอ๊ย ซี้ด เจ็บชะมัด"
"ยังจะมาปากเก่งอีก" ธันวาถอนหายใจยาวด้วยความระอาปนเอ็นดู เขาถอดเสื้อแจ๊กเก็ตกันหนาวผ้าหนาของตัวเองออกอย่างรวดเร็ว แล้วนำมาพันรอบข้อเท้าที่บวมช้ำของเธอไว้อย่างเบามือที่สุด ก่อนจะช้อนร่างบางขึ้นมาอุ้มแนบอกในท่าเจ้าสาวโดยไม่ลังเล
"อ๊ะ! คุณธันวา จะทำอะไรคะเนี่ย ปล่อยฉันลงเดินเองก็ได้!" มินตราตกใจจนต้องควกคอเขาไว้แน่น ใบ้าร้อนผ่าวขึ้นมาดื้อๆ ท่ามกลางความมืดและเสียงฝน
"เงียบแล้วอยู่นิ่งๆ ครับ ถ้าดิ้นผมจะหักเงินเดือนคุณจริงๆ ด้วย" ธันวาขู่เสียงเข้ม แต่แววตาที่มองเธอนั้นกลับอ่อนโยนจนละลายใจ "ผมจะไม่ยอมให้คนที่ช่วยชีวิตผมไว้ ต้องมาเดินกะเพุกกะพากในไซต์งานของผมเด็ดขาด"
พวกเขาก้าวออกจากโซนอันตรายมาถึงห้องพักคนงานชั่วคราวที่มีหลังคาคุ้มฝน ธันวาวางมินตราลงบนเก้าอี้พับอย่างทะนุถนอม ก่อนจะหยิบกล่องปฐมพยาบาลรีบจัดการทำแผลให้เธออย่างคล่องแคล่ว บรรยากาศรอบตัวเงียบลงเหลือเพียงเสียงหอบหายใจเบาๆ และเสียงฝนพรำด้านนอก
ในจังหวะที่ธันวากำลังก้มลงทายาที่ข้อเท้าให้เธอ มินตราบังเอิญก้มลงมองสถาปนิกหนุ่มที่กำลังตั้งอกตั้งใจดูแลเธอด้วยความใส่ใจ ใบหน้าคมคายที่ปกติมักจะตึงเครียด ตอนนี้กลับดูจริงจังและอ่อนโยนจนใจเธอเต้นรัวไม่เป็นจังหวะ ความรู้สึกแปลกใหม่ที่ก่อตัวขึ้นทีละน้อยตลอดหลายวันที่ผ่านมา บัดนี้มันชัดเจนเสียจนปิดไม่มิด
ธันวาเงยหน้าขึ้นสบตากับเธอพอดี ระยะห่างระหว่างใบหน้าของทั้งคู่ใกล้เสียจนลมหายใจอุ่นๆ รดรินใส่กัน
"มองหน้าผมแบบนี้... หรือว่าแอบตกหลุมรักสถาปนิกมาดนิ่งคนนี้เข้าแล้วล่ะครับ" ธันวาเอ่ยแซิวดลด้วยน้ำเสียงติดตลก แต่นัยน์ตากลับพราวระยับและจริงจังในเวลาเดียวกัน
มินตราหน้าแดงแจ๋ เธอรีบเบือนหน้าหนีแก้เขิน "หลงตัวเองชะมัด ใครจะไปตกหลุมรักคนปากจัดแบบคุณกันเล่า!"
"ปากบอกไม่รัก แต่เมื่อกี้เอาตัวมาบังเสาให้ผมเนี่ยนะ?" ธันวายิ้มมุมปาก ขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิด มือหนาวางทับลงบนมือของเธอที่วางอยู่บนตัก "ขอบคุณนะครับ... ที่ช่วยผมไว้"
คำขอบคุณที่จริงใจและแววตาที่ลึกซึ้งทำเนียบความกวนประสาทของมินตราพังทลายลงในพริบตา เธอกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก หัวใจเต้นแรงราวกับจะทะลุออกมานอกอก
ขณะที่บรรยากาศกำลังหวานชื่นและเต็มไปด้วยความเข้าใจที่ลึกซึ้งขึ้นเรื่อยๆ นั้นเอง จู่ๆ หน้าจอโทรศัพท์มือถือของธันวาที่วางอยู่บนโต๊ะก็สว่างวาบขึ้นมาพร้อมกับเสียงแจ้งเตือนข้อความเข้า
หน้าจอปรากฏชื่อผู้ส่ง... "คุณพิมพ์พิศา" อดีตคนรักเก่าในอดีตที่หายสาบสูญไปนาน และเป็นปมในใจของธันวา พร้อมกับข้อความสั้นๆ ที่เด้งขึ้นมาหราว่า:
*[ธันวาคะ... พิมพ์กลับมาหาแล้วนะ เราเริ่มใหม่กันได้ไหม]*
ธันวาชะงักกึก สีหน้าที่เคยอ่อนโยนและอบอุ่นเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความตกตะลึงและเย็นชาในเสี้ยววินาที เขารีบหันไปมองหน้ามินตราที่บังเอิญก้มลงอ่านข้อความนั้นพอดิบพอดี
ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาด้วยกันในตอนนี้นะครับ "สายลมแผ่วเบา"
สถาปนิกมาดนิ่งกับนักกู้คืนของพังสายเพี้ยน•ตอนที่ 18
มือที่คว้ากันไว้
ผลงานโดย สายลมแผ่วเบา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สายลมแผ่วเบา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกมาดนิ่งกับนักกู้คืนของพังสายเพี้ยน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!