"เสียงโทรศัพท์บัดซบนี่ดังขึ้นในเวลาที่น่ารำคาญที่สุดเสมอ... และถ้าปลายสายไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย เตรียมตัวรับใบลาออกจากตำแหน่งเพื่อนสนิทได้เลยครับธนัตถ์"
น้ำเสียงทุ้มต่ำเจือความหงุดหอดดังขึ้นทันทีที่นิ้วเรียวกดรับสาย โดยไม่ต้องมีคำทักทายตามมารยาทใดๆ ทั้งสิ้น พฤกษ์ในวัยสามสิบต้นๆ ที่นั่งไขว่ห้างอยู่บนโซฟาหนังแท้ราคาแปดหลักในห้องทำงานส่วนตัว ปรายตามองสมาร์ทโฟนในมือด้วยแววตาดุจพญาเหยี่ยวที่พร้อมจะขย้ำเหยื่อทุกเมื่อ ข้อมูลลับที่ไอ้เพื่อนตัวดีเกริ่นไว้เมื่อครู่ มันกำลังกวนใจเขาไม่น้อย ยิ่งคิดถึงคำว่า 'อดีตคู่หมั้น' ที่ถูกขุดคุ้ยขึ้นมาอีกครั้ง เส้นเลือดที่ขมับของประธานหนุ่มก็เต้นตุบๆ ด้วยความหึงหวงที่ถูกจุดชนวนขึ้นอย่างง่ายดาย
ปลายสายหัวเราะร่ออย่างไม่ยี่ห้อต่อคำขู่ อาการหัวร้อนของพฤกษ์คือความบันเทิงระดับท็อปที่ธนัตถ์โปรดปรานมาโดยตลอด
("ใจเย็นน่าเพื่อน... ของแบบนี้ฟังแล้วรับรองว่านายจะต้องอยากขอบคุณฉันมากกว่าจะไล่ออก") ธนัตถ์เว้นจังหวะ เลียนแบบน้ำเสียงกระซิบกระซาบที่ตั้งใจยั่วโมโห ("จำคุณปกรณ์ คู่หมั้นเก่าของพิมพ์มาดาเมื่อตอนเรียนต่อต่างประเทศได้ใช่ไหมล่ะ? หมอนั่นเพิ่งแลนดิ้งลงสนามบินสุวรรณภูมิเมื่อชั่วโมงที่แล้ว... และเป้าหมายแรกที่มันตรงดิ่งไปหา ไม่ใช่บริษัทของมันเองแน่ๆ")
พรึบ!
ร่างสูงของพฤกษ์ดีดตัวลุกขึ้นยืนเต็มความสูงโดยอัตโนมัติ ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยเรียบเฉยบัดนี้ตึงเครียดขึ้นจนน่ากลัว ดวงตาคมกริบหรี่ลงเล็กน้อย รังสีความเย็นเยือกแผ่ซ่านออกมาจากตัวจนอุณหภูมิในห้องทำงานส่วนตัวลดฮวบลงทันตาเห็น
"นายหมายความว่ายังไง..." เสียงของพฤกษ์กดต่ำจนแทบจะเป็นกระซิบ "ไอ้บ้านั่นกล้าดียังไง..."
("ก็หมายความตามที่พูดนั่นแหละครับท่านประธานผู้ทรงอิทธิพล เมียรักตัวแสบของนายกำลังจะมีแขกไม่ได้รับเชิญแวะไปเยี่ยมที่แกลเลอรีศิลปะในอีกยี่สิบนาทีข้างหน้า... ด้วยความหวังดีในฐานะเพื่อนรัก ฉันเลยรีบต่อสายตรงมาฟ้อง ก่อนที่นายจะกลายเป็นหมาหัวเน่าโดยไม่รู้ตัว")
สายถูกตัดไปแล้ว แต่ความเงียบที่โรยตัวลงในห้องกลับหนักอึ้งยิ่งกว่าเดิม
หนึ่งปีผ่านไป... นับตั้งแต่วันที่เขาจดทะเบียนสมองและจัดพิธีแต่งงานอย่างยิ่งใหญ่เพื่อตีตราจอง 'ยัยตัวแสบ' อย่างพิมพ์มาดาให้มาอยู่ในความดูแลอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ชีวิตคู่ของพวกเขาไม่ได้สงบสุขเรียบง่ายอย่างที่ใครต่อใครจินตนาการ หากแต่มันคือสมรภูมิย่อยๆ ที่คนรอบข้างต่างลงความเห็นเป็นเสียงเดียวกันว่า—ประธานหนุ่มผู้เย่อหยิ่งและเย็นชาคนนั้น ได้กลายร่างเป็น 'ทาสเมีย' ระดับพรีเมียมอย่างสมบูรณ์แบบ
ใครจะเชื่อว่าผู้ชายที่เคยสั่งปลดพนักงานเพียงเพราะหายใจแรงเกินไป จะยอมยืนถือกระเป๋าแบรนด์เนมใบละแสนรอภรรยาเดินช็อปปิ้งนานสามชั่วโมงโดยไม่ปริปากบ่น? ใครจะเชื่อว่าเสือร้ายแห่งวงการธุรกิจจะยอมเป็นคนล้างจานและนวดขาให้ภรรยาตัวแสบทุกคืนแลกกับการได้ฟังคำชมว่า 'น่ารักมาก' เพียงประโยคเดียว?
แต่กระนั้น ความคลั่งรักระดับร้อยเปอร์เซ็นต์ก็มาพร้อมกับความหวาดระแวงที่เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว โดยเฉพาะเมื่อภรรยาตัวดีของเขามีดีกรีเป็นถึงอดีตสาวฮอตที่มีหนุ่มๆ เรียงคิวขายขนมจีบไม่เว้นแต่ละวัน แม้กระทั่งแต่งงานกันแล้ว พิมพ์มาดาตัวแสบก็ยังชอบทำตัวเป็นแม่เหล็กดึงดูดปัญหาอยู่เสมอ
พฤกษ์คว้าสูทราคาแพงมาพาดบ่าอย่างลวกๆ ขายาวก้าวฉับๆ ออกจากห้องทำงานท่ามกลางสายตาเลิกลั่กของเลขานุการหน้าห้องที่ตั้งตัวแทบไม่ทัน
"ยกเลิกตารางประชุมบ่ายทั้งหมด... บอกว่าผมมีภารกิจด่วนระดับชาติที่ต้องไปจัดการ"
รถสปอร์ตคันหรูพุ่งทะยานออกจากลานจอดรถด้วยความเร็วสูงราวกับจรวด เป้าหมายคือแกลเลอรีศิลปะย่านใจกลางเมืองที่พิมพ์มาดากำลังจัดนิทรรศการภาพวาดส่วนตัวในวันนี้
ระหว่างทาง สมองของพฤกษ์ประมวลผลด้วยความเร็วสูง ภาพของปกรณ์—ผู้ชายที่เคยเกือบจะได้แต่งงานกับพิมพ์มาดาเมื่อหลายปีก่อนผุดขึ้นมาในหัว แม้สุดท้ายเรื่องราวจะจบลงด้วยการถอนหมั้นเพราะทัศนคติที่ไม่ตรงกัน และพิมพ์มาดาเป็นฝ่ายสะบัดบ๊อบใส่ก่อนจะบินกลับเมืองไทย แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ความรู้สึกหึงหวงในใจของพฤกษ์ลดน้อยลงเลยแม้แต่น้อย ยิ่งคิดว่าไอ้สารเลวนั่นกล้ากลับมาหา 'ภรรยาของเขา' ความอดทนที่มีอยู่น้อยนิดก็พังทลายลงทันที
เพียงไม่ถึงสี่นาทีต่อมา รถคันหรูก็เบรกเอี๊ยดจอดเทียบหน้าแกลเลอรีศิลปะสไตล์โมเดิร์น พฤกษ์ก้าวลงจากรถด้วยท่าทางทรงพลัง รังสีความหึงหวงแผ่กระจายรอบตัวจนคนเดินถนนแถวนั้นต้องรีบหลบทางให้
ภายในแกลเลอรีที่ตกแต่งด้วยโทนสีขาวสะอาดตา เต็มไปด้วยผู้คนแวดวงสังคมที่มาร่วมชื่นชมผลงานศิลปะ ทว่าสายตาคมกริบของพฤกษ์กลับกวาดมองหาเป้าหมายเพียงคนเดียว... และเขาก็เจอเธอยืนอยู่ตรงมุมจัดแสดงภาพวาดสีน้ำมันขนาดใหญ่
พิมพ์มาดายังคงงดงามและโดดเด่นเสมอในชุดเดรสเข้ารูปสีเอิร์ธโทน ขับผิวเนียนผ่องให้ยิ่งเปล่งประกาย รอยยิ้มมั่นใจและท่าทางเฉี่ยวคมเวลาพูดคุยกับแขกเหรื่อในงานทำให้เธอดูล้ำค่าและน่าหลงใหลจนหัวใจของคนเป็นสามีตุกติกทุกครั้งที่มอง แต่สิ่งที่ทำให้คิ้วเข้มของพฤกษ์กระตุกอย่างรุนแรง คือผู้ชายแปลกหน้าในชุดสูทสากลเนี๊ยบกริบที่กำลังยืนประชิดตัวเธอ ส่งยิ้มหวานหยาดเยิ้มและยื่นช่อดอกกุหลาบสีขาวช่อใหญ่ให้
"ไม่เจอกันนานเลยนะพิมพ์... คุณยังดูงดงามไม่เปลี่ยนเลยจริงๆ" เสียงนุ่มทุ้มของปกรณ์ดังแว่วมาเข้าหูพฤกษ์ที่กำลังสาวเท้าเข้าไปใกล้ด้วยฝีเท้าเงียบกริบดั่งเสือดาวล่าเหยื่อ
พิมพ์มาดายิ้มรับตามมารยาท เธอถอยหลังออกห่างหนึ่งก้าวเพื่อรักษาระยะห่างอย่างชัดเจน "ขอบคุณค่ะคุณปกรณ์ แต่ฉันคิดว่าเราคงไม่มีเรื่องอะไรต้องคุยกันเป็นส่วนตัวขนาดนั้นนะคะ อีกอย่าง... สามีฉันไม่ชอบให้คนแปลกหน้าเข้าใกล้ฉันเกินรัศมีหนึ่งเมตรค่ะ"
คำพูดตัดเยื่อใยแบบไม่ไว้หน้าทำเอาปกรณ์ชะงักไปเล็กน้อย แต่รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ก็ยังคงประดับอยู่บนใบหน้า "สามีเหรอครับ? ผมได้ยินมาว่าคุณแต่งงานกับนักธุรกิจจอมเผด็จการคนนั้น... ไม่คิดเลยว่าคนอย่างคุณพิมพ์มาดาจะยอมก้มหัวให้ใครง่ายๆ"
"ใครบอกว่าฉันก้มหัวให้เขาคะ?" เสียงหวานตอกกลับทันควัน พร้อมกับรอยยิ้มท้าทายที่ปรากฏขึ้นที่มุมปาก "ฉันไม่ได้ก้มหัวให้ใครทั้งนั้น... แต่เพราะเขา 'ยอมก้มหัวให้ฉัน' ต่างหากล่ะคะ คุณถึงได้ไม่มีสิทธิ์มายืนพูดจาอวดดีอยู่ตรงนี้"
พฤกษ์ที่ยืนฟังบทสนทนาอยู่เงียบๆ ถึงกับมุมปากกระตุก ความหึงหวงเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความหมั่นไส้แกมเอ็นดูจนแทบหลุดยิ้ม... ยัยตัวแสบคนนี้ ต่อให้เวลาผ่านไปกี่ปี ฝีปากก็ยังคมกริบไม่เคยเปลี่ยน แถมยังชอบหยิบยกเรื่องของเขาไปข่มคนอื่นหน้าตาเฉย
หมับ!
มือหนาคว้าหมับเข้าที่เอวบางของพิมพ์มาดาจากด้านหลังอย่างถือวิสาสะ แรงดึงเบาๆ ทำให้ร่างโปร่งเซเข้าไปแนบชิดกับแผ่นอกกว้างของสามีโดยอัตโนมัติ กลิ่นน้ำหอมคุ้นเคยและอุณหภูมิร่างกายที่อุ่นจัดทำให้พิมพ์มาดาสะดุ้งเล็กน้อย เธอหันขวับกลับมามองด้วยความตกใจ แต่เมื่อสบเข้ากับดวงตาคมดุที่ฉายแววหึงหวงแบบไม่ปิดบัง รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ก็ผุดขึ้นที่ริมฝีปากบางทันที
"อ้าว... คุณพฤกษ์ สามีเด็ก (ในนาม) ของฉันมาพอดีเลยค่ะ" พิมพ์มาดาจงใจลากเสียงยาวอย่างกวนประสาท แกล้งทำเป็นแซวสามีต่อหน้าแขกเหรื่อรอบข้างที่เริ่มหันมามอง "มาเร็วจังนะคะ หรือว่าได้กลิ่นหมาตัวไหนแถวนี้เข้า เลยรีบวิ่งแจ้นมาเช็คเรตติ้งเมีย?"
พฤกษ์ไม่ตอบคำถามยั่วเย้าของภรรยา เขาเพียงแค่ตวัดสายตาคมกริบราวกับใบมีดโกนไปยังปกรณ์ที่ยืนหน้าซีดเผือดอยู่ตรงหน้า ก่อนจะขยับตัวเข้ามาบังร่างบางของภรรยาไว้มิดชิด ราวกับต้องการประกาศความเป็นเจ้าของให้โลกรู้ว่าผู้หญิงคนนี้มีเจ้าของแล้ว และเจ้าของคนนี้ดุและหวงของมากแค่ไหน
"ภรรยาผมพูดถูก..." เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเยียบเย็น ทรงพลังจนปกรณ์ถึงกับกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก "ถ้าไม่อยากให้ธุรกิจครอบครัวของคุณพังพินาศภายในสามนาที... ไสหัวออกไปจากงานของภรรยาผมซะ ก่อนที่ผมจะเปลี่ยนใจไม่แค่ไล่ออกนอกประเทศ"
ปกรณ์หน้าเสียทันที เขาพยายามฝืนยิ้มแห้งๆ ก่อนจะโค้งศีรษะเล็กน้อยแล้วรีบเดินหายฝูงชนไปอย่างรวดเร็ว
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะรอบตัว พิมพ์มาดาเงยหน้าขึ้นสบตากับสามีที่ยังคงตีสีหน้าเคร่งขรึม ดวงตากลมโตฉายแววระยิบระยับด้วยความสนุกสนาน เธอยกมือเรียวขึ้นโอบรอบลำคอแกร่งของสามีอย่างหยอกเยิ้ม จงใจกระซิบเสียงหวานข้างใบหูหนา
"หึงเหรอคะคุณสามี... ตัวสั่นเชียวนะคะเนี่ย"
พฤกษ์ก้มมองภรรยาตัวแสบที่ไม่มีความสำนึกผิดแม้แต่น้อย รอยยิ้มเจ้าเล่ห์และแววตาท้าทายแบบนั้นทำเอาความยับยั้งชั่งใจที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดขาดผึ่งลงทันที มือหนาบีบกระชับเอวบางให้แนบชิดเข้าไปอีกจนแทบไม่มีช่องว่าง ใบหน้าหล่อเหลาก้มลงกระซิบชิดริมฝีปากอิ่มด้วยน้ำเสียงแหบพร่าที่เต็มไปด้วยอันตราย
"กลับบ้านเราเดี๋ยวนี้... พิมพ์มาดา" พฤกษ์กดเสียงต่ำจนน่ากลัว "คืนนี้ฉันจะลงโทษเธอให้สาสมกับที่กล้าทำให้ฉันหึงจนแทบคลั่ง... และเตรียมตัวไว้เลยว่าเธอไม่ได้นอนแน่"
พิมพ์มาดายิ้มรับคำขู่ด้วยความท้าทาย ดวงตาคู่สวยพราวระยับอย่างคนเหนือกว่า "แน่ใจเหรอคะว่าจะลงโทษฉัน... ระวังเถอะค่ะ คนที่จะหมดแรงก่อนจะเป็นคุณนะ—"
คำพูดของพิมพ์มาดาต้องกลืนหายลับไปทันที เมื่อริมฝีปากหนาร้อนผ่าวประกบจูบปิดปากช่างเจรจานั้นอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางเสียงฮือฮาเบาๆ ของแขกในงานที่หันมามองคู่สามีภรรยาคลั่งรักคู่นี้ด้วยความหมั่นไส้และอิจฉาในเวลาเดียวกัน
พฤกษ์ผละริมฝีปากออกช้าๆ ปล่อยให้ภรรยาตัวแสบหอบหายใจเบาๆ ด้วยใบหน้าที่ขึ้นสีแดงเรื่ออย่างน่ารัก ดวงตาคมกริบมองลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยด้วยความรักและอาการหวงแหนที่ไม่มีวันลดลง
ทว่า... ในวินาทีที่พฤกษ์กำลังจะอุ้มร่างโปร่งพาดบ่าเพื่อพาออกจากแกลเลอรีตามประสาคนเผด็จการ เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อสูตรของเขาก็แผดเสียงดังขึ้นทำลายบรรยากาศโรแมนติกสีชมพูจนยับเยิน
พฤกษ์ขมวดคิ้วมุ่นด้วยความหงุดหอดเป็นรอบที่สองของวัน นิ้วแกร่งควักสมาร์ทโฟนขึ้นมาด้วยท่าทีพร้อมจะสบถด่าปลายสายที่บังคับอาจหาญโทรมากวนใจในเวลาเข้าด้ายเข้าเข็มเช่นนี้ แต่เพียงแค่ก้มลงมองชื่อที่ปรากฏบนหน้าจอ... เลือดในกายของประธานหนุ่มก็เย็นเฉียบลงทันที
สายเรียกเข้าจาก... *'อดีตผู้มีพระคุณที่คุณปู่บังคับให้แต่งงานด้วยเมื่อสัปดาห์ก่อนการแต่งงานกับพิมพ์มาดา'* ซึ่งทุกคนรวมถึงตัวพิมพ์มาดาเอง... ต่างคิดว่าเธอตายไปในอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อสามปีก่อนอย่างไร้ร่องรอย!
พิมพ์มาดาที่สังเกตเห็นความผิดปกติบนใบหน้าหล่อเหลา ชะงักกึก รอยยิ้มซุกซนเลือนหายไปจากใบหน้าทันทีเมื่อเห็นสายตาที่พฤกษ์มองหน้าจอโทรศัพท์
"คุณพฤกษ์..." เสียงหวานเอמהแผ่วเบาอย่างไม่มั่นใจ "ใครโทรมาคะ? ทำไมหน้าซีดอย่างนั้น..."
พฤกษ์นิ่งงัน มือที่ถือโทรศัพท์สั่นเทาเล็กน้อยอย่างที่พิมพ์มาดาไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต... ก่อนที่หน้าจอจะสว่างวาบพร้อมกับข้อความสั้นๆ เด้งขึ้นมาขัดจังหวะลมหายใจของคนทั้งคู่
*[สวัสดีค่ะพี่พฤกษ์... ดีใจจังที่พี่จำเบอร์นี้ได้ ขอบคุณที่รอหนูมาตลอดสามปีนะคะ... ตอนนี้หนูยืนอยู่หน้าแกลเลอรีของคุณแล้วค่ะ]*
---------------------------------------------
*ขอบคุณที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปกับความคลั่งรักของคู่พฤกษ์-พิมพ์มาดานะครับ*
ทวงคืนยัยตัวแสบ•ตอนที่ 39
หนึ่งปีผ่านไป
ผลงานโดย ดันเจี้ยนมาสเตอร์ลึกลับ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ดันเจี้ยนมาสเตอร์ลึกลับ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ทวงคืนยัยตัวแสบ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!