โลหิตสีชาดหยดหนึ่งร่วงหล่นลงกระทบพื้นศิลาสีนิล ส่งเสียง "ติ๊ง" กังวานราดรดความเงียบงันของยอดเขาไร้ชื่อ ดั่งเสียงระฆังพิพากษาแห่งแดนปรโลก
ฉินอวี้เซียวไม่ได้ปัดเช็ดรอยเลือดที่มุมปาก แม้ลมปราณในตันtian (ตันเถียน) ของเขาจะปั่นป่วนดั่งพายุคลั่งที่พร้อมฉีกร่างออกเป็นร้อยท่อน แต่แววตาคู่คมกริบดั่งคมกระบี่นั้นกลับทอประกายเย้ยหยันอย่างไร้ขีดจำกัด เบื้องหน้าของเขาคือยอดฝีมือสามสำนักใหญ่แห่งแดนบูรพา—เจตจำนงแห่งกระบี่ของพวกมันแผ่ซ่านกดดันจนอากาศรอบกายบิดเบี้ยวเป็นริ้วคลื่นสีคราม
"ฉินอวี้เซียว เจ้าเดินมาถึงทางตันแล้ว" เสียงของพรรคพวกจากสำนักกระบี่เมฆาคำรามก้อง แฝงไว้ด้วยจิตสังหารรุนแรง "อาจารย์ของเจ้าสละชีพเพื่อล้างมลทินให้สำนัก เหตุไฉนเจ้าจึงยังดึงดันปกป้องเคล็ดวิชานอกรีตเดรัจฉานนั่นเล่า? คายคัมภีร์กระบี่ไร้ลักษณ์ออกมาเสีย มิฉะนั้น ร่างของเจ้าในวันนี้จะไม่เหลือแม้แต่เถ้าธุลี!"
มุมปากของฉินอวี้เซียวแย้มยิ้มขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มนั้นทั้งเหยียดหยามและเย็นชาจนน่าสะพรึงกลัว
*อาจารย์ผู้ให้กำเนิดวิชา... สละชีพเพื่อล้างมลทินงั้นหรือ? ช่างเป็นคำแก้ตัวที่น่าขันสิ้นดี*
ในใจของเขายังคงสะท้อนภาพเหตุการณ์ในคืนฝนดาวตกเมื่อสามปีก่อน วันที่อาจารย์ผู้ซึ่งเขาเคารพรักดั่งบิดาบังเกิดเกล้า ลงมือแทงกระบี่ทะลวงหัวใจของเขาจากด้านหลัง เพียงเพราะต้องการครอบครองแก่นแท้แห่งวิถีกระบี่ไร้ลักษณ์ ความกตัญญูที่เขามีต่อสำนักถูกแปรเปลี่ยนเป็นความแค้นฝังลึกถึงกระดูกดำ กฎเกณฑ์สวรรค์และคุณธรรมจอมปลอมของยุทธภพนี้ ล้วนเป็นเพียงกรงขังสำหรับคนอ่อนแอที่ยอมจำนนต่อโชคชะตาเท่านั้น!
"พวกเจ้าพูดพร่ำเรื่องคุณธรรมความกตัญญูกันจนน่าคลื่นไส้..." ฉินอวี้เซียวเอ่ยขึ้น น้ำเสียงราบเรียบแต่กลับทรงพลังกดทับกดดันจนคู่ต่อสู้ทั้งสามชะงักงัน "สำนักของพวกเจ้าเหยียบย่ำศพผู้บริสุทธิ์เพื่อไต่เต้าสู่จุดสูงสุด แล้ววันนี้ยังกล้ามาทวงถามวิถีกระบี่จากข้า ผู้ใดในใต้หล้าที่มีคุณสมบัติพอจะตัดสินฉินอวี้เซียวผู้นี้? แม้แต่สวรรค์... ข้ายังเหยียบย่ำมาแล้ว!"
สิ้นเสียงคำราม ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์ระเบิดออกจากร่างของเขาอย่างบ้าคลั่ง!
ท้องนภาที่เคยปลอดโปร่งพลันแปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิท สายฟ้าสีม่วงคำรามกึกก้องผ่าลงกลางยอดเขาไร้ชื่อ แรงกดดันระดับขอบเขตหลอมรวมสวรรค์แผ่ขยายออกไปเป็นวงกว้าง พื้นศิลาใต้ฝ่าเท้าแตกละเอียดเป็นผุยผง ร่างทั้งสามของยอดฝีมือสำนักใหญ่ที่พุ่งทะยานเข้ามาถึงกับใบหน้าถอดสี พวกมันสัมผัสได้ถึงความตายที่คืบคลานเข้ามาใกล้เสียจนลมหายใจสะดุด
"วิชาบ้าอะไรกัน! มันทะลวงสู่ขอบเขตวิปลาสไปแล้ว!"
ฉินอวี้เซียวไม่เปิดโอกาสให้พวกมันได้ส่งเสียงร้องขอชีวิต ดาบในมือไม่ได้ถูกชักออกจากฝัก... เพราะสำหรับเขาในยามนี้ ร่างกายและจิตวิญญาณทั้งหมดได้หลอมรวมเป็นกระบี่ไปเสียแล้ว เพียงแค่การสะบัดแขนเสื้อครั้งเดียว คลื่นกระบี่โปร่งใสราวกับภาพลวงตาก็แหวกอากาศพุ่งทะลวงผ่านร่างของยอดฝีมือทั้งสามในชั่วพริบตา
ฉับพลัน!
โลกทั้งใบราวกับหยุดนิ่ง เสียงลมหายใจ เสียงสายฟ้า และเสียงหัวใจที่เต้นระรัว ทุกสิ่งสงบงัดลงอย่างน่าประหลาด ร่างของยอดฝีมือทั้งสามแข็งค้างกลางอากาศ ก่อนที่รอยกระบี่ละเอียดดั่งเส้นผมจะปรากฏบนลำคอของพวกมัน และในวินาทีต่อมา ร่างทั้งสามก็แตกสลายกลายเป็นละอองธุลีสีเลือดปลิวหายไปกับสายลม
ทว่า ชัยชนะครั้งนี้ไม่ได้นำพาความโล่งใจมาให้แม้แต่น้อย
ทันทีที่วิชาไร้ลักษณ์สงบลง ฉินอวี้เซียวกลับกระอักเลือดคำโตออกมาอีกครั้ง เลือดสีดำคล้ำบ่งบอกว่าพิษร้ายจากสำนักกระบี่เมฆากำลังกัดกินชีพจรหัวใจของเขาจนถึงขีดสุด บาดแผลฉกรรจ์จากการหักหลังในอดีตผสมผสานกับทัณฑ์สวรรค์ที่สะท้อนย้อนกลับมาจากการฝืนใช้พลังเกินขอบเขต ทำให้เส้นปราณทั่วร่างของเขาขาดสะบั้น
ความมืดมิดเข้าครอบงำดวงตา สติสัมปชัญญะเริ่มเลือนราง เขากำลังจะร่วงหล่นลงสู่เหวลึกเบื้องล่าง—เหวลึกที่ไร้ก้นบึ้งของเทือกเขาเมฆาหิมะ สถานที่ซึ่งผู้บำเพ็ญเพียรต่างหวาดกลัวและหลีกเลี่ยง
ในวินาทีที่ร่างกำลังจะดิ่งลงสู่ความตายอันหนเหน็บ แสงสว่างสีเงินยวงเส้นหนึ่งก็พลันสาดส่องลงมาจากฟากฟ้า ราวกับดาราจักรนับล้านดวงถูกรวบรวมไว้ในพริบตาเดียว
กลิ่นหอมเย็นยะเยือกของดอกเหมันต์ลอยละล่องเข้ามาแตะจมูก ท่ามกลางม่านหมอกหนาทึบ ร่างระหงในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ดั่งหิมะแรกฤดูปรากฏขึ้นอย่างเงียบเชียบ นางลอยตัวอยู่กลางอากาศอย่างไร้ซึ่งแรงโน้มถ่วง เส้นผมสีดำสนิทสยายพลิ้วไหวตามสายลม ดวงตางามลึกล้ำราวกับห้วงจักรวาลที่ว่างเปล่า แต่นัยน์ตากลับสะท้อนภาพของชายหนุ่มที่กำลังร่วงหล่นอย่างชัดเจน
ไป๋หลินซือ... เทพเซียนผู้คุมกฎแห่งยอดเขาเมฆาหิมะ ผู้ที่ไม่เคยชายตามองสิ่งมีชีวิตใดในโลกหล้ามานับพันปี
นางยื่นมือเรียวบางออกไปรับร่างของฉินอวี้เซียวไว้ได้อย่างแผ่วเบา สัมผัสจากปลายนิ้วของนางเย็นเฉียบราวกับน้ำแข็ง แต่มันกลับแฝงไว้ด้วยพลังปราณเซียนบริสุทธิ์ที่ไหลทะลักเข้าสู่ร่างกายของเขา ช่วยยื้อชีวิตที่กำลังจะดับสูญไว้ได้อย่างฉิวเฉียด
ฉินอวี้เซียวฝืนลืมตาขึ้นอย่างยากลำบาก ภาพแรกที่เขาเห็นคือนัยน์ตาคู่สวยที่เยือกเย็นและสง่างามจนน่าตะลึง ไร้ซึ่งความหวาดกลัว ไร้ซึ่งความรังเกียจ มีเพียงความลึกล้ำที่ไม่อาจหยั่งถึง
"เจ้า... เป็นใครกัน?" ฉินอวี้เซียวเค้นเสียงถามริมฝีปากแห้งผาก ขณะที่มือข้างหนึ่งยังคงกำด้ามกระบี่แน่น แม้จะอยู่ในยาสลบเลือนราง สัญชาตญาณของจอมกระบี่ยังคงระแวดระวังภัย
ไป๋หลินซือไม่ตอบคำถามนั้น นางมองหน้าเขานิ่งนาน ก่อนที่มุมปากอิ่มจะขยับเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบเรื่อยดั่งสายน้ำไหลริน แต่กลับก้องกังวานอยู่ในจิตวิญญาณของเขา
"คนผู้นั้นรอคอยการกลับมาของเจ้า... และชะตากรรมของแดนเซียน กำลังเริ่มต้นขึ้น ณ บัดนี้"
สิ้นคำกล่าวของนาง ท้องนฟ้าเบื้องบนก็เกิดเสียงคำรามสนั่นหวั่นไหว เมฆหมอกสีดำแปรเปลี่ยนเป็นประตูมิติขนาดยักษ์ที่เปิดอ้าออก เผยให้เห็นเงาอักษรโบราณสีทองอร่ามที่สลักชื่อของ "ฉินอวี้เซียว" ไว้บนแผ่นศิลาแห่งทัณฑ์สวรรค์!
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปในวิถีกระบี่อันโดดเดี่ยวนี้ด้วยกันนะครับ
กระบี่วิปลาสสะบั้นเมฆา กับนางเซียนผู้เฝ้ามองดารา•ตอนที่ 1
รอยร้าวบนผิวกระบี่
ผลงานโดย กระบี่ไร้ลักษณ์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระบี่ไร้ลักษณ์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่วิปลาสสะบั้นเมฆา กับนางเซียนผู้เฝ้ามองดารา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!