กงล้อแห่งดาราจักรบนฟากฟ้ายามค่ำคืนมิได้หมุนวนด้วยความเมตตา แต่มันขับเคลื่อนด้วยซากกระดูกและหยาดโลหิตของเหล่าผู้บำเพ็ญเพียรที่โง่งờว่ายวนอยู่ในวัฏสงสาร
บนยอดเขาเมฆาหิมะอันเหน็บหนาว สายลมปราณเยือกแข็งพัดผ่านช่องเขาดั่งเสียงโหยหวนของวิญญาณ ภายในตำหนักเซียนแปดทิศ ปรากฏร่างสองร่างยืนเผชิญหน้ากัน ท่ามกลางความเงียบงันที่หนักอึ้งจนแทบหยุดหายใจ
ไป๋หลินซือ นางเซียนผู้คุมกฎแห่งแดนสวรรค์ ยืนสง่างามอยู่เบื้องหน้าแท่นบูชาหยกขาว อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ของนางพลิ้วไหวตามกระแสลมปราณที่แปรปรวน ดวงตาคู่งามที่เคยราบเรียบดั่งผิวน้ำในบึงลึก บัดนี้กลับสั่นไหวเล็กน้อยยามทอดมองบุรุษเบื้องหน้า
ฉินอวี้เซียว หาได้สะทกสะท้านต่อแรงกดดันจากอาคมคุ้มกันตำหนักแม้แต่น้อย เขายืนไขว่ห้าง มือข้างหนึ่งวางอยู่บนด้ามกระบี่ไร้ลักษณ์ที่เหน็บไว้ที่เอว ร่างกายแผ่ไอสังหารและจิตวิญญาณแห่งความทะนงตนออกมาอย่างไม่ปิดบัง ดวงตาคมกริบดั่งคมกระบี่คู่นั้นจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของนางเซียน ราวกับต้องการมองทะลุปรุโปร่งถึงจิตวิญญาณที่ถูกพันธนาการไว้ด้วยกฎสวรรค์
"เจ้ายังคงยึดมั่นในวิถีอันไร้สาระนี้อยู่หรือ ไป๋หลินซือ" เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบงัน น้ำเสียงของฉินอวี้เซียวราบเรียบ ทว่าเต็มไปด้วยพลังกดดันอันน่าสะพรึงกลัว "สัจธรรมที่สำนักเซียนของเจ้าพร่ำสอน ชักนำให้ผู้คนก้มหัวให้เงาของตัวเอง หรือสอนให้พวกเขากลายเป็นเพียงหุ่นเชิดที่รอวันถูกสวรรค์กลืนกินกันแน่?"
ไป๋หลินซือเม้มริมฝีปากแน่น ความเยือกเย็นที่นางใช้ปกป้องตนเองมานับร้อยปีเริ่มมีรอยร้าว นางสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นคลื่นอารมณ์ที่ปั่นป่วนในอก
"ฉินอวี้เซียว... เจ้าไม่เข้าใจ" นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ทว่าสั่นเครือเล็กน้อย "กฏเกณฑ์แห่งฟ้าดินมิใช่สิ่งที่ผู้ใดจะต่อต้านได้ตามอำเภอใจ การบำเพ็ญเพียรคือการหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับวิถีเต๋า หากไร้ซึ่งระเบียบและข้อจำกัด มนุษย์และเหล่าเซียนก็ไม่ต่างอะไรจากเดรัจฉานที่เข้าห้ำหั่นกันในกองเพลิงแห่งกิเลส"
"ระเบียบงั้นหรือ?" ฉินอวี้เซียวแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ เสียงหัวเราะของเขาเจือด้วยความเย้ยหยันและรingเกียจอย่างถึงที่สุด "ระเบียบที่ว่านี้ คือการที่อาจารย์ทรยศศิษย์เพื่อความอมตะ คือการที่ผู้บริสุทธิ์นับล้านต้องกลายเป็นบรรณาการให้แก่ทัณฑ์สวรรค์ และคือการที่เจ้า... ผู้ถือครองกฏแห่งยอดเขาเมฆาหิมะ ต้องก้มหน้ายอมรับชะตากรรมที่ถูกกำหนดไว้โดยไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้ามองดูดาวบนฟ้าด้วยซ้ำ!"
คำพูดประโยคสุดท้ายพุ่งเข้าปะักกลางใจของไป๋หลินซือราวกับคมกระบี่ นางชะงักงัน ร่างกายแข็งทื่อ ใบหน้าขาวเนียนซีดเผือดลงชั่วขณะ ความจริงอันโหดร้ายที่นางพยายามหลบIซ้อนไว้ใต้รอยยิ้มและท่าทีอันเย็นชาถูกกระชากออกมาประจานต่อหน้าบุรุษผู้ไม่เคยยอมก้มหัวให้ผู้ใด
ตลอดหลายร้อยปีที่ผ่านมา นางคือกำแพงเหล็กที่ปกป้องความสงบเรียบร้อยของแดนเซียน นางคือนิยามแห่งความสมบูรณ์แบบที่ใครต่อใครต่างหวาดเกรงและเคารพยำเกรง แต่จะมีใครล่วงรู้บ้างเล่า ว่าภายใต้เสื้อคลุมเซียนอันทรงเกียรติ์นี้ หัวใจของนางกลับแห้งเหี่ยวและโดดเดี่ยวเพียงใด นางเป็นเพียงนักโทษชั้นสูงที่ถูกจองจำไว้ในคุกทองคำแห่งสัจธรรมจอมปลอม
"แล้วเจ้าต้องการสิ่งใดกันแน่..." ไป๋หลินซือหลบสายตาคมกริบของเขา นางหันหลังให้ ริมฝีปากสั่นระริกขณะเอ่ยถาม "การท้าทายสวรรค์ การทำลายกฏเกณฑ์ทั้งหมดนี้... มันจะมอบอะไรให้แก่เจ้า นอกจากความตายและความโดดเดี่ยวอันเป็นนิรันดร์?"
ฉินอวี้เซียวไม่ตอบทันที เขาก้าวเท้าช้าๆ เข้าไปประชิดร่างบางของนาง เสียงฝีเท้าที่กระทบพื้นหยกดังสะท้อนก้อง กลิ่นอายบุรุษอันเข้มข้นและกลิ่นอายกระบี่อันคมกล้าแผ่ซ่านโอบล้อมรอบตัวนาง จนไป๋หลินซือรู้สึกราวกับหายใจไม่ออก
มือหนายื่นออกไปสัมผัสเส้นผมสีดำสนิทที่ปรอยลงมาคลอเคลียไหล่บางของนาง ไป๋หลินซือสะดุ้งเฮือก ร่างกายเกร็งแน่น แต่นางมิได้ถอยหนี
"ความตายหรือ?" ฉินอวี้เซียวโน้มใบลงกระซิบข้างใบหูของนาง น้ำเสียงของเขาอ่อนโยนลงอย่างประหลาด ทว่าหนักแน่นดั่งขุนเขา "ข้าไม่เคยกลัวความตาย สิ่งที่ข้ากลัวที่สุด คือการต้องมีชีวิตอยู่โดยไร้ซึ่งจิตวิญญาณ... เช่นเดียวกับเจ้าในตอนนี้"
หัวใจของไป๋หลินซือกระตุกวูบ น้ำตาหยดหนึ่งร่วงหล่นจากดวงตางามกระทบพื้นหยกแตกกระจาย นางยอมจำนนต่อความรู้สึกที่ซ่อนเร้นมานาน นางหันกลับมาเผชิญหน้ากับเขา ดวงตาคู่งามฉายแววเจ็บปวดแต่ก็เต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว
"หากข้าเลือกที่จะเดินตามทางเดียวกับเจ้า... ไป๋หลินซือผู้นี้ จะไม่เหลือสิ่งใดให้สูญเสียอีกแล้วนะ" นางเอ่ยเสียงสั่น
ฉินอวี้เซียวแย้มยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่หาได้ยากยิ่ง รอยยิ้มที่เปี่ยมด้วยความทะนงตนและความอ่อนโยนที่มีให้เพียงนางผู้เดียว เขายื่นมือเช็ดหยาดน้ำตาบนแก้มเนียนอย่างทะนุถนอม
"เจ้าจะไม่สูญเสียสิ่งใดทั้งสิ้น... เพราะจากนี้ไป กระบี่ของข้า จะปกป้องทั้งตัวเจ้า และวิถีเต๋าที่แท้จริงที่เราจะร่วมกันกำหนดขึ้นมาใหม่"
ทันใดนั้นเอง ท้องนภายามค่ำคืนที่เคยสงบ กลับแปรปรวนอย่างรุนแรง เมฆดำทะม้วนตัวปกคลุมยอดเขาเมฆาหิมะในพริบตา สายฟ้าสีทองคำฟาดผ่าลงมากลางตำหนักเซียนจนสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น แรงกดดันมหาศาลจากสวรรค์พุ่งตรงมายังพวกเขาทั้งสอง ราวกับฟ้าดินกำลังพิโรธที่พวกเขากล้าอาจต่อรองกับโชคชะตา
ฉินอวี้เซียวชักกระบี่ไร้ลักษณ์ออกจากฝัก เสียงคมกระบี่เสียดสีกับฝักดังขึ้นกังวานเสียดแทงฟ้าดิน แสงกระบี่สีครามสว่างวาบเจิดจ้าขับไล่ความมืดมิดรอบตัว เขายืนขวางหน้าไป๋หลินซือ ดึงร่างของนางเข้ามาแนบชิด พร้อมกับเงยหน้ามองขึ้นไปบนท้องฟ้าด้วยแววตาท้าทาย
ทัณฑ์สวรรค์ระลอกแรกกำลังจะพั่งพรูลงมาทำลายล้างทุกสิ่ง ทว่าก่อนที่สายฟ้าสายแรกจะผ่าลงมาถึงยอดตำหนัก ประตูมิติเบื้องหน้าพวกเขากลับปริแตกออก พร้อมกับการปรากฏตัวของเงาร่างลึกลับในชุดคลุมสีดำสนิทผู้หนึ่ง ที่ก้าวออกมาพร้อมรอยยิ้มเยียบเย็นและคำพูดที่ทำให้ฉินอวี้เซียวต้องหรี่ตาลงทันที...
"ช้าก่อน... จอมกระบี่ไร้ลักษณ์ เจ้าคิดว่าเจ้ากำลังท้าทายใครอยู่กันแน่?"
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางในวิถีกระบี่อันโดดเดี่ยวนี้ด้วยกันนะครับ
กระบี่วิปลาสสะบั้นเมฆา กับนางเซียนผู้เฝ้ามองดารา•ตอนที่ 5
ปรัชญาเต๋าที่บิดเบี้ยว
ผลงานโดย กระบี่ไร้ลักษณ์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระบี่ไร้ลักษณ์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่วิปลาสสะบั้นเมฆา กับนางเซียนผู้เฝ้ามองดารา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!