กระบี่บรรพกาลสะบั้นดารา กับจันทราผู้เย็นชาเหนือเมฆา•ตอนที่ 1

คมกระบี่เดียวดาย

ผลงานโดย กระบี่ไร้ลักษณ์
"ศิษย์ทรยศ มู่หาน... เจ้ายังมีหน้ามารับทัณฑ์สวรรค์ ณ แท่นพิพากษาสำนักกระบี่นภาอีกหรือ?" เสียงตวาดก้องกังวานดั่งอสุนีบาตฟาดผ่ากลางใจความเงียบงันของเหล่าผู้วิสุทธิ์นับร้อยชีวิตที่รายล้อมแท่นหินสีนิล เบื้องบนท้องนภามืดครึ้มด้วยเมฆฝนสีชาด ปราณกระบี่นับพันสายพวยพุ่งกดทับลงมาจากค่ายกลห้าธาตุ จนบรรยากาศรอบกายหนักอึ้งราวกับแบกภูเขาไว้ทั้งลูก มู่หานยืนตระหง่านอยู่บนใจกลางแท่นพิพากษา ร่างกายของเขาสวมชุดอาภรณ์สีขาวที่บัดนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยคราบโลหิตจางๆ ทว่าแผ่นหลังกลับเหยียดตรงไม่ยอมก้มหัวให้ผู้ใด แววตาคู่คมกริบดั่งคมกระบี่ที่ผ่านการลับคมในอัคคีพันปีทอดมองไปยังเบื้องบนอย่างไร้ความหวาดกลัว ในมือขวาของเขาไม่ได้ถือศาสตราวุธใดๆ นอกจาก "เศษไม้ไผ่" ลำหนึ่งที่หักครึ่ง ซึ่งครั้งหนึ่งมันเคยเป็นกระบี่ไม้ธรรมดาที่เขาใช้ฝึกฝนยามเยาว์วัย "ทรยศ? ผู้อาวุโส... คำนี้ท่านใช้บรรทัดฐานใดวัดกันแน่?" มู่หานเอ่ยตอบ น้ำเสียงของเขาเรียบเฉย ทว่ากังวานก้องบาดลึกถึงจิตวิญญาณของผู้ฟังทุกนาย "วิชากระบี่ของสำนักเรายึดถือความยุติธรรมและปกป้องสรรพชีวิต แต่วันนี้... พวกท่านกลับยอมก้มหัวให้สำนักมารโลหิต เพียงเพื่อแลกกับศิลาปราณระดับนภา ใครกันแน่ที่ทรยศต่อเจตนารมณ์ของบรรพบุรุษ!" *เปรี้ยง!* กระแสปราณกดดันระเบิดออกมารอบทิศทาง ผู้วิสุทธิ์อาวุโสสูงสุดนาม "เทียนเฉิน" บันดาลโทสะจนหนวดเคราสั่นเทา กระบี่วิเศษประจำกายหลุดจากฝักลอยเคว้งคว้างบนอากาศ ชี้ตรงมายังหว่างคิ้วของมู่หาน "สามหาม! เจ้าเด็กอวดดี ตระกูลมู่ของเจ้าก่อกรรมทำเข็ญจนสมควรตายตกตามกันไป สำนักเราเมตตาชุบเลี้ยงเจ้ามาจนเติบโต บัดนี้เจ้ากลับกล้าอาจหาญต่อต้านกฎสำนัก วันนี้ข้า... เทียนเฉิน จะใช้กระบี่นี้พิพากษาล้างมลทินให้สำนักด้วยการปลิดชีพเจ้าเสีย!" มู่หานไม่สะทกสะท้าน มุมปากหยักยิ้มเยาะหยันตนเองเล็กน้อย สัจธรรมแห่งเต่านั้นลึกซึ้งยิ่ง ยิ่งผู้คนไขว่คว้าอำนาจ ก็ยิ่งหลงทางในกิเลส ภายในใจของเขาหวนนึกถึงอดีต คืนวันที่ตระกูลมู่ถูกล้างบางอย่างอยุติธรรมโดยน้ำมือของขั้วอำนาจเบื้องบนที่สำนักนี้นิ่งดูดาย ปรารถนาเดียวที่ค้ำจุนลมหายใจของเขามาตลอดสามปีคือการทวงคืนความยุติธรรม และล้างมลทินให้ดวงวิญญาณบรรพชน หาใช่การเป็นสุนัขรับใช้ให้ผู้มีอำนาจกดขี่ผู้ที่อ่อนแอกว่า "หากการปกป้องวิถีกระบี่ที่แท้จริงคือความผิด... ข้า มู่หาน ขอเป็นผู้แบกรับบาปนี้ไว้เอง" สิ้นเสียงคำประกาศกร้าว มู่หานสะบัดแขนเสื้อขวา ปราณกระบี่ไร้ลักษณ์พวยพุ่งจากปลายนิ้ว ทะลวงม่านพลังค่ายกลห้าธาตุจนเกิดรอยร้าวขนาดใหญ่ เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว แรงสะท้อนทำให้กระอักโลหิตคำโตสาดกระเซ็นลงบนพื้นหินสีนิล ทว่าแววตาของเขากลับสุกใสยิ่งกว่าดวงดาราในยามค่ำคืน "ขับไล่มู่หานออกจากสำนักนับแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป! ห้ามผู้ใดให้ความช่วยเหลือ มิฉะนั้นจะถือว่าเป็นกบฏร่วมสำนัก!" เสียงประกาศิตสุดท้ายจากเจ้าสำนักดังไล่หลังมา พร้อมกับป้ายหยกประจำตัวที่ถูกโยนลงมาแตกละเอียดแทบเท้า มู่หานก้มลงมองเศษป้ายหยกนั้นด้วยสายตาว่างเปล่า เขาไม่ได้เอ่ยคำวอนขอความเห็นใจแม้ครึ่งคำ ร่างกายสูงโปร่งหมุนตัวกลับอย่างเด็ดเดี่ยว ก้าวเดินลงจากแท่นพิพากษา ท่ามกลางสายตานับร้อยที่มองมาด้วยความรู้สึกหลากหลาย ทั้งสมเพช เยาะเย้ย และบางเบาด้วยความหวาดกลัวในจิตวิญญาณที่ไม่อาจสยบของเขา ก้าวแรกที่พ้นจากเขตอาคมของสำนักกระบี่นภา สายลมหนาวเหน็บแห่งยุทธภพก็พัดโหมกระหน่ำเข้าใส่ร่างทันที โลกกว้างเบื้องหน้าเต็มไปด้วยอันตรายและการนองเลือด ไร้ซึ่งพรรคพวก ไร้ซึ่งสำนักค้ำจุน มีเพียงเศษไม้ไผ่ในมือ และวิถีกระบี่ที่เขาต้องบัญญัติขึ้นด้วยตนเอง ยุทธภพอันกว้างใหญ่... นับจากวันนี้ จะมีตำนานบทใหม่ของ "กระบี่ไร้ลักษณ์" ที่สะท้านฟ้าสะเทือนดิน ทว่า ในขณะที่มู่หานกำลังจะก้าวเท้าเข้าสู่ป่าทึบเบื้องหน้าเพื่อเริ่มต้นการเดินทางอันโดดเดี่ยว ท้องนพายามค่ำคืนที่ควรจะมืดมิดกลับปรากฏลำแสงสีเงินยวงสาดส่องลงมาจากห้วงนารา ลำแสงนั้นงดงามตระการตาแต่เยือกเย็นเสียจนสรรพชีวิตราวกับถูกแช่แข็ง ณ จุดศูนย์กลางของลำแสงเงินนั้น ร่างระหงในชุดอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ดั่งหิมะโปรยปรายลงมาอย่างแผ่วเบา นางลอยตัวอยู่กลางอากาศอย่างไร้ซึ่งน้ำหนัก ใบหน้างดงามล่มเมืองราวนางเซียนผู้สูงส่งไร้กิเลส ทว่าแววตากลับเย็นชาดั่งน้ำแข็งพันปีที่ไม่มีวันละลาย นางคือ "เซียนจื่อเวย" ผู้คุมกฎแห่งหอคอยดารา ผู้ที่ไม่เคยแยแสต่อเรื่องราวของโลกมนุษย์ และไม่เคยชายตาแลบุรุษใดในใต้หล้า นางปรายตามองบุรุษหนุ่มมอมแมมผู้ถือเศษไม้ไผ่เบื้องล่าง ก่อนที่ริมฝีปากบางเฉียบราวกลีบเหมันต์จะขยับเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ทำให้อุณหภูมิรอบกายลดฮวบลงทันตาเห็น "กระบี่ในมือเจ้า... ไร้ระเบียบ ไร้สำนัก ไร้แม้กระทั่งหนทางรอด... เหตุใดเจ้าจึงยังกล้าก้าวเดินต่อไป?" มู่หานหยุดฝีค่อย เงยหน้าขึ้นสบตากับดวงเนตรคู่เย็นชาคู่นั้นอย่างไม่เกรงกลัว มุมปากปรากฏรอยยิ้มจางๆ ที่เปี่ยมด้วยความท้าทาย "เพราะกระบี่ของข้า... ไม่ได้มีไว้เพื่อสยบฟ้าดิน แต่มีไว้เพื่อ... ฟันฝ่าอุปสรรคทุกสิ่งที่ขวางกั้น แม้กระทั่งตัวตนของท่าน เซียนผู้สูงส่ง" *เคร้ง!* เสียงชักกระบี่ออกจากฝักดังสะท้อนก้องกังวานไปทั่วผืนป่า ท่ามกลางประกายแสงจันทร์ที่สาดส่องลงมาราวกับเป็นสักขีพยานในการเผชิญหน้าระหว่างจอมยุทธ์ผู้ทะนงตนกับนางเซียนผู้เย็นชา... และในเสี้ยววินาทีนั้นเอง เมฆหมอกบนท้องฟ้าก็แยกออกจากกัน เผยให้เห็น "เงาเงือกปริศนา" ที่จับจ้องพวกเขาทั้งสองมาจากห้วงมิติที่สูงขึ้นไป! ขอขอบพระคุณท่านรี้ดทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปในวิถีกระบี่บทแรกนี้ด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (กระบี่ไร้ลักษณ์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่บรรพกาลสะบั้นดารา กับจันทราผู้เย็นชาเหนือเมฆา นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%