กลิ่นคาวเลือดที่คละคลุ้งผสมผสานกับกลิ่นไอน้ำค้างยามราตรีบนที่ราบสูงเป่ยเจียง คือสัจธรรมข้อแรกที่ผู้เยี่ยงทหารหาญต้องเรียนรู้ก่อนจะได้ยินเสียงกลองศึก แม่ทัพหลี่เจี้ยนมิได้ใส่ใจกับละอองฝนที่เกาะพราวอยู่บนเกราะหนังวัวชั้นดีและเสื้อคลุมขนจิ้งจอกสีดำสนิทของตน นัยน์ตาดุดันคู่นั้นกวาดมองซากปรักหักพังของค่ายทหารรกร้างเบื้องหน้า ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของแคว้น ทว่าบัดนี้กลับเหลือเพียงเถ้าถ่านและซากศพที่ยังไม่ทันถูกเผาทำลาย
เสียงเหล็กกระทบกันดังแกรกกรากเมื่อรองเท้าบูทหนังบุขนก้าวเหยียบลงบนพื้นดินโคลนตม หลี่เจี้ยนปรายตามองกองศพของทหารฝ่ายศัตรูที่นอนเกลื่อนกลาด ทุกรอยแผลล้วนคมกริบและแม่นยำ บ่งบอกถึงวิถีดาบที่ไร้ความปรานี—ร่องรอยเช่นนี้มีเพียงหน่วยทหารม้าทมิฬภายใต้การบัญชาการของเขาเองเท่านั้นที่ทำได้ แต่ความผิดปกติบางอย่างเบื้องหน้ากลับทำให้คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันเล็กน้อย
ค่ายกักกันนักโทษฉกรรจ์ที่ควรจะถูกกวาดล้างจนไม่เหลือผู้ใดรอดชีวิต บัดนี้กลับมีแสงไฟริบหรี่เล็ดลอดออกมาจากกระโจมพังๆ ที่ตั้งอยู่ลึกที่สุด
"ท่านแม่ทัพครับ" รองแม่ทัพก้าวเข้ามาทำความเคารพอย่างเร่งรีบ สีหน้าของอีกฝ่ายฉายแววหวาดระแวงอย่างปิดไม่มิด "เราพบร่องรอยการต่อสู้ในค่ายกักกัน ทหารยามเจ็ดนายถูกปลิดชีพโดยไร้เสียง... แต่กระโจมด้านในสุดมีควันไฟ และที่สำคัญ เราพบกลิ่นอายของสมุนไพรจีนราคาแพงในสถานที่อัปมงคลเช่นนี้ครับ"
หลี่เจี้ยนไม่เอ่ยคำใด เขาเพียงยกมือขึ้นเป็นเชิงห้าม ปลายดาบวิญญาณพยัคฆ์ในฝักถูกกระชับด้วยมือหนาที่ผ่านการถืออาวุธมาค่อนชีวิต ความเงียบงันแผ่ซ่านรอบตัวราวกับกาลเวลาหยุดเดิน มีเพียงเสียงหยดน้ำฝนที่กระทบผืนผ้าใบกระโจมดังติ๋งๆ เป็นระยะ
ก้าวเท้าของแม่ทัพหนุ่มหนักแน่นและมั่นคง เขากวาดม่านกระโจมขาดวิ่นออกด้วยปลายดาบ ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้ามิใช่ทหารศัตรูที่บาดเจ็บรอความตายอย่างที่คาดคิด
หากแต่เป็นร่างบอบบางในอาภรณ์สีขาวหม่นที่เปื้อนฝุ่นดินและคราบเลือด นางกำลังนั่งคุกเข่าอยู่เบื้องหน้าร่างของทหารเฒ่าที่กำลังหายใจรวยริน มือเรียวขาวราวหยกสลักกำลังใช้เข็มเงินฝังลงตามจุดชีพจรต่างๆ บนแผ่นอกของคนเจ็บอย่างแม่นยำ ท่ามกลางแสงสลัวจากตะเกียงน้ำมันสำริดที่ใกล้จะดับมอด
ซูเหมยมิได้สะดุ้งสะเทือนต่อการปรากฏตัวของยอดแม่ทัพผู้ขึ้นชื่อเรื่องความเหี้ยมโหด นางเพียงปรายหางตามองเงาสูงตระหง่านที่ทาบทับลงมาด้วยแววตานิ่งสงบ ไร้ซึ่งความหวาดกลัว ราวกับคนตรงหน้าเป็นเพียงอากาศธาตุ ไม่ใช่แม่ทัพผู้กุมอำนาจชี้เป็นชี้ตายทหารนับหมื่น
"หากท่านจะลงมือ... กรุณารอสักเค่อ" เสียงหวานใสทว่าราบเรียบราวน้ำค้างแข็งเอ่ยขึ้นโดยไม่เงยหน้ามอง "คนผู้นี้ยังตายไม่ได้ อย่างน้อยก็จนกว่าข้าจะถามความจริงเรื่องตราประทับกองทัพพยัคฆ์ที่หายไปจากคลังหลวงเสียก่อน"
หลี่เจี้ยนหรี่ตาลง ประเมินสตรีปริศนาผู้นี้ในชั่วพริบตา กลิ่นอายความรู้และท่าทีที่เย่อหยิ่งแต่มั่นคงเช่นนี้หาได้ยากยิ่งในหมู่เชลยศึก ยิ่งไปกว่านั้น รูปโฉมงดงามที่สะท้อนใต้แสงไฟ แม้จะมีคราบเขม่าดินเปรอะเปื้อน ก็ไม่อาจปกปิดความสูงส่งที่ติดตัวมาแต่กำเนิดได้
"เจ้าเป็นใคร" หลี่เจี้ยนเอ่ยถาม น้ำเสียงทุ้มต่ำดุดันราวกับเสียงคำรามของพยัคฆ์หนุ่มในป่าลึก "ค่ายกักกันนี้ถูกสั่งปิดตายตามราชโองการลับ ข้าคือนายกองผู้กวาดล้างที่นี่ เหตุใดจึงมีสตรีเช่นเจ้ามาลอยชายทำแผลให้ศัตรู หรือตระกูลซูของเจ้า... ส่งตัวหนอนบ่อนไส้มาเพื่อการนี้?"
ชื่อสกุล 'ซู' กระแทกเข้าโสตประสาทอย่างจัง ซูเหมยชะงักมือที่กำลังถือเข็มเงินเล็กน้อย นัยน์ตางามวาดประกายความเจ็บแค้นและความเด็ดเดี่ยววับขึ้นมาวูบหนึ่ง ก่อนจะถูกเก็บซ่อนไว้ภายใต้เปลือกตาที่หลุบต่ำลงอย่างรวดเร็ว
"ตระกูลซูถูกใส่ร้ายจนต้องล่มสลายด้วยข้อหากบฏ ท่านแม่ทัพคงจำได้ดีกระมังครับ... อ้อ ไม่สิ ข้าลืมไปว่าท่านคือนักรบผู้ซื่อสัตย์ต่อราชบัลลังก์ ย่อมมองไม่เห็นเล่ห์เหลี่ยมสกปรกเบื้องหลังราชสำนัก" ซูเหมยย้อนกลับด้วยวาจาเชือดเฉือน นางค่อยๆ พยุงร่างทหารเฒ่านอนราบลงช้าๆ ก่อนจะลุกขึ้นยืนเผชิญหน้ากับบุรุษร่างสูงใหญ่อย่างไม่เกรงกลัว แม้ส่วนสูงของนางจะเทียบเขาไม่ได้ แต่วิญญาณและศักดิ์ศรีกลับสูงเทียมฟ้า
"บังอาจ!" รองแม่ทัพที่ตามเข้ามาด้านหลังชักดาบออกจากฝักหวังจะเข้าประชิดตัวนาง แต่หลี่เจี้ยนกลับยกมือขึ้นกั้นไว้ สายตาคมกราบยังคงจดจ้องอยู่ที่ดวงหน้าหวานล้ำแต่เย็นชาของสตรีตรงหน้า
ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครา บรรยากาศภายในกระโจมตึงเครียดจนแทบหายใจไม่ออก หลี่เจี้ยนก้าวเข้าไปใกล้นางอีกก้าว จนได้กลิ่นจางๆ ของดอกเหมยขาวที่ผสมผสานกับกลิ่นอายเลือดและฝน นางไม่ถอยหนี กลับเงยหน้าสบตากับเขาตรงๆ นัยน์ตาดุดันของแม่ทัพทมิฬปะทะเข้ากับนัยน์ตากระจ่างใสที่ลึกล้ำราวกับห้วงสมุทรไร้ก้นบึง
"เจ้าไม่ใช่เชลยธรรมดา" หลี่เจี้ยนเอ่ยพึมพำด้วยน้ำเสียงที่ลดระดับความดุดันลงเล็กน้อย เจือความน่าค้นหา "และเจ้าก็ไม่ได้มาที่นี่โดยบังเอิญ"
"ถ้าเช่นนั้น ท่านแม่ทัพจะสังหารข้า หรือจะฟังข้อเสนอที่ท่านอาจปฏิเสธไม่ได้?" ซูเหมยแย้มยิ้มบางเบา รอยยิ้มที่งดงามหยาดเยิ้มแต่กลับซ่อนความอันตรายไว้ทุกอณู นางยื่นมือที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อออกมาช้าๆ บนฝ่ามือเรียวขาวนั้นมีป้ายหยกประจำตัวของ 'องค์ชายสามฉีหลิน' วางอยู่—ป้ายหยกที่ควรจะอยู่กับบุคคลผู้เป็นกบฏตัวจริงในราชสำนัก
หลี่เจี้ยนมองป้ายหยกนั้น นัยน์ตาดุดันหรี่แคบลงทันที บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนเป็นเย็นยะเยือกในพริบตา
ก่อนที่แม่ทัพหนุ่มจะได้เอ่ยปากซักถามสิ่งใด เสียงฝีเท้าเร่งรีบของม้าศึกตัวหนึ่งก็ดังแหวกสายฝนเข้ามาหยุดอยู่ที่หน้ากระโจม ตามมาด้วยเสียงตะโกนด้วยความตื่นตระหนกของทหารยามหน้าค่าย
"ท่านแม่ทัพครับ! มีม้าเร็วหลวงนำพระราชโองการด่วนที่สุดมาจากเมืองหลวง... แจ้งว่า องค์ชายสามฉีหลิน เสด็จมาถึงชายแดนเป่ยเจียงด้วยพระองค์เองแล้วครับ!"
ขอขอบพระคุณท่านผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหน้ากระดาษแห่งประวัติศาสตร์บทนี้ร่วมกันครับ
แม่ทัพทมิฬผู้เย็นชา กับ กุนซือหญิงยอดอัจฉริยะ•ตอนที่ 1
รอยเลือดบนชายแดน
ผลงานโดย นักเล่าประวัติศาสตร์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นักเล่าประวัติศาสตร์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง แม่ทัพทมิฬผู้เย็นชา กับ กุนซือหญิงยอดอัจฉริยะ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
