"คุณถอยไปหน่อยได้ไหมคะ... คุณกรณ์"
เสียงของรสาไม่ได้สั่นไหวอย่างที่เธอพยายามบังคับให้มันนิ่ง แต่มันกลับแหบพร่าลงเล็กน้อยในระยะประชิดที่ใกล้จนเกินมาตรฐานของเพื่อนร่วมงาน... ไม่สิ มากกว่าเพื่อนร่วมงาน และเกินกว่าเส้นแบ่งเขตที่เขาเป็นคนขีดไว้ด้วยซ้ำ
ร่างสูงของสถาปนิกหนุ่มไม่ได้ถอยหลังตามคำสั่ง แถมยังขยับเข้ามาอีกก้าว จนแผ่นหลังบางของมัณฑนากรสาวแนบชิดติดกับชั้นวางแปลนพิมพ์เขียวขนาดใหญ่ในมุมอับสายตาของห้องทำงาน
กรณ์ กิตติภัทร เจ้าของฉายาสถาปนิกน้ำแข็งขั้วโลกในตำนาน กำลังใช้วงแขนแกร่งกักตัวเธอไว้ทั้งสองข้าง ปลายจมูกโด่งเป็นสันแทบจะชนเข้ากับแก้มเนียนของเธออยู่รำหนี่ และดวงตาสีเข้มคู่นั้น... ดวงตาที่มักจะมองผลงานและลูกน้องด้วยความเย็นชาและเฉียบคม ตอนนี้กลับลุกโชนด้วยประกายไฟบางอย่างที่ทำให้หัวใจของรสาเต้นรัวผิดจังหวะ
เหตุการณ์เมื่อครู่ยังติดตรึงอยู่ในความรู้สึก รสากำลังจะขยับตัวออกห่างจากอ้อมกอดที่ดูเหมือนจะตั้งใจโอบรัดเธอไว้แน่นเกินความจำเป็น และกรณ์ก็รู้ดีกว่าใคร... ว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ
"ถอยทำไมล่ะครับ รสา" เสียงทุ้มต่ำรอดไรฟันออกมาด้วยโทนเสียงที่แหบพร่าและอันตราย "เมื่อกี้คุณยังเถียงผมฉอดๆ อยู่เลยไม่ใช่เหรอเรื่องดีเทลกระเบื้องห้องน้ำในรีสอร์ทของมีนารา... ทำไมตอนนี้ถึงได้เงียบไปล่ะ หรือว่าเถียงไม่ออก"
"ฉันไม่ได้เถียงไม่ออก แค่ไม่อยากเปลืองน้ำลายกับคนเผด็จการต่างหากค่ะ" รสาเชิดหน้าขึ้นสู้ แม้หัวใจเจ้ากรรมจะเต้นระรัวจนแทบจะกระกระเด็นออกมานอกอก ดวงตากลมโตจ้องมองริมฝีปากหยักที่เหยียดยิ้มเยาะอย่างหมั่นไส้ "ปล่อยได้แล้วค่ะ งานก็ยังไม่เสร็จ ไฟในตึกก็เริ่มทยอยปิดกันหมดแล้ว ฉันจะกลับบ้าน"
"ดึกขนาดนี้แล้ว จะรีบกลับไปไหน" กรณ์ก้มหน้าลงมาอีกนิด จนรสาต้องเอียงคอหลบสัมผัสอุ่นร้อนที่แผ่ออกมาจากตัวเขา "อีกอย่าง... คุณก็รู้ว่าผมเกลียดความผิดพลาด และแบบแปลนที่คุณแก้มาล่าสุด มันมีจุดที่ผมต้อง 'ตรวจทาน' อีกเยอะ"
"ตรวจทานบ้าอะไรใกล้ชิดขนาดนี้เล่า! ถอยไปเลยนะ!" รสาทุบเข้าที่อกแกร่งเบาๆ เป็นเชิงประท้วง แต่กรณ์กลับจับข้อมือทั้งสองข้างของเธอรวบไว้ด้วยมือเดียวตรึงไว้เหนือศีรษะอย่างง่ายดาย ความแข็งแกร่งของเขาทำให้เธอตระหนักได้ทันทีว่าช่องว่างระหว่างแรงผู้ชายกับผู้หญิงมันห่างกันแค่ไหน ยิ่งเวลาที่เขาถอดมาดสุขุมแล้วกลายร่างเป็นผู้ชายเอาแต่ใจแบบนี้... เธอยิ่งต่อกรได้ยากเหลือเกิน
"ผมไม่ได้ทำอะไรบ้าสักหน่อย ผมกำลังทำงาน..." กรณ์กระซิบชิดริมหู น้ำเสียงทุ้มพร่ากระแทกกระทั้นความรู้สึกจนรสาขนลุกซู่ "งานที่ต้องใช้... ความละเอียดอ่อนเป็นพิเศษ"
ฉับพลัน!
พรึ่บ!
ทั้งห้องทำงานขนาดใหญ่ตกอยู่ในความมืดสนิททันที ไฟเพดานและไฟสปอตไลท์ส่องแบบแปลนดับวูบลงพร้อมกันอย่างไร้สัญญาณเตือน ระบบไฟฟ้าสำรองของตึกคงจะมีปัญหาฉุกเฉินท่ามกลางดึกสงัดแบบนี้ แสงไฟนีออนจากตึกฝั่งตรงข้ามที่สาดส่องเข้ามาผ่านกระจกใสบานใหญ่ กลายเป็นแหล่งกำเนิดแสงเพียงหนึ่งเดียวที่สาดเงาทอดยาวให้ห้องทั้งห้องกลายเป็นสีส้มสลัวและเงาตะคุ่ม
"ว้าย!" รساอุทานเบาๆ ด้วยความตกใจ เผลอซุกหน้าเข้ากับแผงอกกว้างตามสัญชาตญาณ มือที่เคยพยายามผลักไสเปลี่ยนเป็นกำเสื้อเชิ้ตของเขาไว้แน่นโดยไม่รู้ตัว
กรณ์นิ่งงันไปชั่วขณะเมื่อสัมผัสได้ถึงความนุ่มนวลและไออุ่นจากร่างเล็กที่โถมเข้าใส่ ความมืดรอบตัวไม่ได้ทำให้เขารู้สึกกังวลแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม... มันกลับปลุกสัญชาตญาณความเป็นนักล่าและความคลั่งรักที่เขาพยายามกดทับเอาไว้มาตลอดหลายสัปดาห์ให้พุ่งทะยานขึ้นถึงขีดสุด
วงแขนที่เคยกลักขังเธอไว้ เปลี่ยนเป็นโอบกระชับเอวบางเข้าหาตัวอย่างแนบแน่นโดยอัตโนมัติ ฝ่ามืออุ่นจัดลูบไล้แผ่นหลังเรียวภายใต้เสื้อสูททำงานเบาๆ เพื่อปลอบประโลม แต่สัมผัสนั้นกลับทำให้รสารู้สึกร้อนวูบวาบไปทั้งร่างราวกับถูกไฟลน
"กลัวความมืดเหรอครับ คุณนักออกแบบปากเก่ง" เสียงกระซิบเย้าแหบพร่าดังอยู่เหนือศีรษะ น้ำเสียงนั้นไม่มีแววเยาะเย้ยหลงเหลืออยู่เลย มีเพียงความอ่อนโยนเจือความปรารถนาลึกล้ำที่ทำให้คนฟังใจสั่นไหว
"เปล่า... ใครกลัวกัน" รสาปฏิเสธเสียงแข็ง ทั้งที่หน้าของเธอตอนนี้แนบอยู่กับอกเสื้อของเขา และเธอก็ได้ยินเสียงหัวใจของเขาที่เต้นรัวเร็วไม่แพ้กันเลย "แค่ตกใจเฉยๆ ปล่อยได้แล้วค่ะ ไฟดับแบบนี้เรายิ่งทำงานต่อไม่ได้ งั้นฉันกลับก่อนนะคะ"
เธอบอกพร้อมกับพยายามขยับตัวถอยหลัง แต่กรณ์ไม่มีทีท่าว่าจะปล่อย เขากลับยิ่งกระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นจนแทบไม่มีอากาศแทรกผ่าน ลมหายใจอุ่นร้อนที่เป่ารดอยู่ข้างขมับทำให้สติสัมปชัญญะของรสาเริ่มพร่าเลือน เคมีที่ดึงดูดกันอย่างรุนแรงในความมืดทำให้บรรยากาศรอบตัวอบอวลไปด้วยความหวานล้ำและอันตรายในคราวเดียวกัน
"ใครบอกว่าทำงานต่อไม่ได้ล่ะครับ..." กรณ์เอ่ยเสียงแผ่ว ปลายจมูกโด่งกดลงบนเส้นผมสลวยของเธออย่างไร้การควบคุม สูดดมนิตยสารกลิ่นหอมอ่อนๆ ที่ติดตัวเธอมาทั้งวันเข้าปอดลึก "ในเมื่อแสงสว่างมันไม่จำเป็นสำหรับการเรียนรู้... 'งานสำคัญ' บางอย่างหรอกนะ"
รสาเบิกตากว้างในความมืด หัวใจเต้นแรงจนแทบทะลุออกมานอกอก เมื่อริมฝีปากหยักของเขาลากไล้ลงมาตามกรอบหน้าเนียนอย่างอ้อยอิ่ง และหยุดนิ่งอยู่ริมฝีปากอิ่มที่กำลังเผยอค้างด้วยความตกตะลึง
นี่มันบ้าไปแล้ว... เธอกับเขาเป็นแค่คู่กัด เป็นสถาปนิกกับมัณฑนากรที่มักจะทะเลาะกันทุกครั้งที่เจอหน้า แล้วทำไม... ทำไมตอนนี้เธอถึงได้รู้สึกว่าตัวเองไม่อยากผลักไสเขาเลยสักนิด
สติของรสาขาดผึ่งลงเมื่อปลายนิ้วอุ่นของเขาเชยคางเธอขึ้นช้าๆ บังคับให้เธอยอมรับสัมผัสที่กำลังจะเกิดขึ้น ความลังเลในแววตาแพรพราวถูกความมืดอำพรางไว้ แต่ริมฝีปากที่สั่นเทานิดๆ เป็นตัวทรยศความรู้สึกที่แท้จริงทั้งหมด
กรณ์โน้มใบหน้าลงมาใกล้ขึ้นเรื่อยๆ ระยะห่างลดลงจนเหลือเพียงลมหายใจกั้น ริมฝีปากของเขากำลังจะแตะลงบนกลีบปากของเธออยู่รอมร่อ ความรู้สึกพุ่งสูงจนเกือบจะเกินเลยขอบเขตของเพื่อนร่วมงานไปไกลโข
*กริ๊ก!*
เสียงเปิดประตูห้องทำงานดังขึ้นพร้อมกับแสงไฟนีออนสว่างจ้าที่สาดส่องเข้ามาเต็มตา ทำลายความมืดและบรรยากาศอันน่าหลงใหลให้พังทลายลงในพริบตา!
"ไอ้กรณ์ รสา! พวกแกยังอยู่กันใช่ไหมวะ กูเอาแฟ้มโปรเจกต์มีนารามาให้... เฮ้ย! ขอโทษๆ กูไม่ได้ตั้งใจขัดจังหวะ!"
เสียงโหลกโฮกฮากของตรีภพที่ก้าวเข้ามาพร้อมแฟ้มเอกสารในมือดังลั่นห้อง ก่อนที่เพื่อนสนิทตัวดีจะรีบหันหลังกลับแล้วทำท่าปิดประตูหนีแทบไม่ทัน
รสาผลักอกกรณ์สุดแรงด้วยความตกใจ ใบหน้าเนียนแดงก่ำลามไปจนถึงใบหู รีบก้าวถอยหลังกรูดจนสะดุดขาตัวเองเกือบล้ม ส่วนสถาปนิกหนุ่มหน้าตาย... ตอนนี้ใบหล่อเหลากลับฉายแววหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัด ดวงตาคมกริบตวัดมองเพื่อนสนิทที่ยืนยิ้มแห้งอยู่ตรงประตูด้วยสายตาที่พร้อมจะฆ่าคนได้ทุกเมื่อ
---
*ขอบคุณนักอ่านทุกคนที่แวะมาติดกับดักความซึนของตาคุณกรณ์กับยัยรสายัยปากเก่งคนนี้นะคะ! ห้ามพลาดตอนหน้าเด็ดขาด เพราะความลับที่ซ่อนอยู่กำลังจะแดงขึ้นแล้วค่ะ!* — **เอมเมอรัลด์อายส์**
สถาปนิกหนุ่มหน้าตายกับมัณฑนากรสาวสายพ่นไฟ•ตอนที่ 15
ประชุมดึกดื่นกับสองต่อสอง
ผลงานโดย เอมเมอรัลด์อายส์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เอมเมอรัลด์อายส์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สถาปนิกหนุ่มหน้าตายกับมัณฑนากรสาวสายพ่นไฟ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!