“ขยับกายไปก็มีแต่ความตาย... หากเจ้ายังรักชีวิต จงหยุดดิ้นรนเสียเถอะ”
เสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงบดกรวดในลำคอดังขึ้นเหนือศีรษะ มันไม่ใช่คำเตือนด้วยความเมตตา แต่เป็นคำพิพากษาที่เย็นเยียบดุจคมหอกที่ปักลงกลางอก เซียวหานพยายามลืมตาขึ้น แต่เปลือกตาของเขากลับหนักอึ้งราวกับถูกถมด้วยดินร่วนก้อนใหญ่ ความเจ็บปวดแล่นพล่านไปทั่วร่างดั่งมีเข็มนับหมื่นเล่มทิ่มแทงผ่านเส้นประสาททุกเส้น
เขาจำได้ว่าตนเองเพิ่งสลายร่างเป็นธุลีท่ามกลางทัณฑ์สายฟ้าเก้าชั้นฟ้าหลังจากถูกสหายร่วมสาบานหักหลังในอดีตชาติ ทว่าความร้อนระอุของโลหิตที่กำลังไหลรินออกจากบาดแผลกลับเป็นสิ่งที่เขาสัมผัสได้ชัดเจนที่สุดในเวลานี้
“เศษสวะอย่างเจ้า คิดจะริอ่านชิงตัวนางฟ้าผู้สูงส่งเช่นศิษย์พี่หญิงมู่เหยาอย่างนั้นรึ?”
ปลายรองเท้าหนังเนื้อดีเหยียบลงบนแผ่นอกที่ช้ำระบมของเขาอย่างแรง เซียวหานกระอักเลือดสีดำคล้ำออกมาคำโต สติที่พร่าเลือนเริ่มรวมตัวกันเป็นหนึ่งเดียว เขาไม่ได้อยู่ในร่างมหาเทพผู้เกรียงไกรอีกต่อไป แต่เป็นร่างของศิษย์ชั้นนอกผู้ต่ำต้อยในสำนักเมฆาจันทร์ ผู้ที่มีเพียง ‘จุดชีพจรตีบตัน’ เป็นตราประทับแห่งความอัปยศ
เซียวหานกัดฟันแน่น ความเจ็บปวดมิได้ทำให้เขาหวาดกลัว กลับทำให้เขาสัมผัสได้ถึง ‘ชีพจรที่ยังเต้นอยู่’ ของร่างใหม่นี้ แม้จะเป็นชีพจรที่แห้งผากราวกับลำธารที่ขาดน้ำมานานปีก็ตาม
“ข้า... จะไม่ตายที่นี่” เสียงแหบพร่าเค้นออกมาจากลำคอที่เต็มไปด้วยคราบเลือด
ชายหนุ่มตรงหน้าผู้เป็นศิษย์ร่วมสำนักแสยะยิ้มกว้าง มันคือความเหยียดหยามที่ส่งผ่านดวงตาที่วาวโรจน์ด้วยความสะใจ มันชักกระบี่เหล็กกล้าออกมา แสงจันทร์ที่สาดส่องลงมาสะท้อนคมกระบี่เป็นประกายวับวาว
“เจ้าไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเอ่ยชื่อนางด้วยซ้ำ ลาโลกไปเสียเถอะ... เซียวหาน”
*ฉัวะ!*
คมกระบี่กรีดผ่านอากาศ หมายจะปลิดชีพเขาให้สิ้นซากในคราเดียว ทว่าในเสี้ยววินาทีที่ความตายกำลังจะมาถึง ความนิ่งสงบอันประหลาดกลับบังเกิดขึ้นในจิตใจของเซียวหาน อดีตมหาเทพผู้เคยผ่านสงครามแย่งชิงแผ่นดินนับร้อยปีไม่ได้สูญสิ้นไปไหน จิตวิญญาณของเขายังคงอยู่ แม้มันจะถูกกักขังอยู่ในกรงขังเนื้อหนังที่อ่อนแอนี้ก็ตาม
สัญชาตญาณนักรบสั่งให้เขากลิ้งหลบไปด้านข้างอย่างเฉียดฉิว แม้ความเร็วจะช้ากว่าในอดีตหลายเท่าตัว แต่ท่วงท่านั้นกลับเปี่ยมไปด้วยวิถีกระบี่ที่เหนือล้ำกว่าผู้ใดในที่นี้
“เจ้า... ยังมีแรงขยับอีกหรือ!” คนลงมือตวาดด้วยความตกใจ
เซียวหานยันกายขึ้นด้วยมือที่สั่นเทา ดวงตาที่เคยไร้แววของศิษย์สวะผู้นี้ บัดนี้กลับฉายประกายเย็นเยียบดุจน้ำแข็งพันปี ลึกล้ำ ยากจะหยั่งถึง เขามองไปยังใบหน้าของผู้ที่ทำร้ายตนด้วยความสมเพช
“ในเมื่อสวรรค์ยังไม่รับข้าไป ทัณฑ์นี้ย่อมเป็นบทเรียนแรกที่ข้าจะมอบให้เจ้า”
เซียวหานรวบรวมปราณหยิบมือที่หลงเหลืออยู่ในจุดตันเถียนที่เกือบจะแห้งเหือด เขาไม่ได้ใช้เคล็ดวิชาลึกลับระดับสูง แต่เขาเลือก ‘ชี้’ นิ้วไปยังจุดตายบนข้อมือของอีกฝ่ายด้วยความเร็วที่เหนือความคาดหมาย นี่คือเคล็ดลับวิชาที่เขาเคยใช้พิชิตจอมมารมาแล้วในอดีตชาติ แม้ปราณจะน้อยนิด แต่ทิศทางกลับแม่นยำดุจจับวาง
*เปรี้ยง!*
กระบี่ในมือศิษย์ชั้นนอกผู้นั้นหลุดกระเด็นออกจากมือด้วยแรงสะท้อนประหลาด มันไม่ใช่พลังปราณที่รุนแรง แต่เป็นจุดศูนย์ถ่วงของแรงปะทะที่ถูกทำลายโดยสิ้นเชิง
“ข้าจะให้โอกาสเจ้าเพียงครั้งเดียว... ไสหัวไปก่อนที่ข้าจะเปลี่ยนใจ” เสียงของเซียวหานราบเรียบ ทว่าทรงอำนาจจนอีกฝ่ายต้องถอยกรูดด้วยความหวาดกลัวอย่างจับจิต
เมื่อความเงียบงันกลับคืนสู่หุบเขาเบื้องหลังสำนักเมฆาจันทร์ เซียวหานทรุดกายลงนั่งขัดสมาธิท่ามกลางความมืดมิดของราตรี เขาเริ่มโคจรพลังตามวิถี ‘เคล็ดมหาเทพย้อนรอย’ ทันที ความเจ็บปวดจากการถูกทุบตีไม่ได้ทำลายเขา แต่กลับเป็นการ ‘เปิดทาง’ ให้กับพลังลมปราณที่เคยถูกปิดตายในร่างนี้ได้ไหลเวียนอีกครั้ง
ในตอนนั้นเอง เสียงฝีเท้าที่แผ่วเบาดุจหิมะตกบนพื้นหญ้าก็ดังขึ้นใกล้ตัวเขา เซียวหานลืมตาขึ้นโดยสัญชาตญาณ ทว่าภาพที่ปรากฏเบื้องหน้ากลับทำให้ลมหายใจของเขาหยุดชะงักไปชั่วขณะ
สตรีผู้หนึ่งยืนอยู่ท่ามกลางแสงจันทร์ นางสวมชุดสีขาวบริสุทธิ์ดุจหิมะ ปิ่นปักผมหยกแกะสลักลวดลายจันทร์เสี้ยวสั่นไหวเล็กน้อยตามจังหวะการเคลื่อนไหว ดวงตางดงามคู่นั้นเย็นชาและโดดเดี่ยว ทว่าเมื่อนางจ้องมองมายังเขา กลับมีความรู้สึกบางอย่างที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความนิ่งสงบนั้น
‘หลี่มู่เหยา’... นางเซียนผู้มีศักดิ์เป็นถึงบุตรีเจ้าสำนักเมฆาจันทร์ ผู้ที่ใครๆ ต่างหมายปอง แต่ไม่มีใครกล้าอาจเอื้อม
นางมองสภาพที่เปื้อนเลือดของเซียวหานด้วยสายตาที่ยากจะอ่านออก ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาจนบาดลึกถึงกระดูก “เจ้า... รู้ตัวหรือไม่ว่ากำลังจะถูกขับออกจากสำนักในรุ่งสางวันพรุ่งนี้เพียงเพราะเรื่องไร้สาระที่เจ้าก่อไว้”
เซียวหานมองนาง นัยน์ตาสีดำสนิทดุจถ่านไฟเก่าที่พร้อมจะลุกโชน “เรื่องไร้สาระหรือ... สำหรับท่านอาจจะเป็นเช่นนั้น แต่สำหรับข้า สิ่งที่ข้าทำคือการปกป้องศักดิ์ศรีที่หลงเหลืออยู่เพียงสิ่งเดียว”
หลี่มู่เหยาชะงักไป นางดูจะประหลาดใจกับวาจาที่เปลี่ยนไปของศิษย์สวะผู้นี้ ทว่าก่อนที่นางจะได้กล่าวสิ่งใด เงาดำสายหนึ่งกลับพุ่งทะยานลงมาจากยอดไม้เบื้องบน มันคือกลิ่นอายความอำมหิตที่รุนแรงจนอากาศรอบข้างบิดเบี้ยว
“ในที่สุด... ข้าก็หาเจ้าจนเจอ ไอ้ตัวบัดซบที่ตายยากยิ่งกว่าแมลงสาบ!”
เสียงคำรามของชายชุดดำที่แฝงด้วยไอปีศาจเข้มข้นทำให้บรรยากาศเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เซียวหานหรี่ตาลงทันที กลิ่นอายนี้... เขารู้จักดี มันคือกลิ่นอายของ ‘จอมมารอเวจี’ ที่ส่งสมุนมือขวามาตามล่าเขาถึงที่นี่ตั้งแต่วันแรกที่เขาฟื้นคืนชีพ!
ความลับของตัวตนที่แท้จริงของเขากำลังถูกเปิดเผย และดูเหมือนว่าศัตรูหัวใจคนสำคัญอย่างหลี่มู่เหยาก็ดูจะเข้ามาพัวพันในห้วงเหวแห่งความตายนี้เสียแล้ว
ขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามร่วมเดินทางไปกับ "เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ" นะครับ
เซียนหนุ่มผู้เผลอเป็นศัตรูหัวใจของมารเหนือภพ•ตอนที่ 1
ฟื้นคืนจากความตาย
ผลงานโดย เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เงากระบี่ใต้จันทร์เพ็ญ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนหนุ่มผู้เผลอเป็นศัตรูหัวใจของมารเหนือภพ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!