กลิ่นธูปดอกสุดท้ายที่มอดไหม้จนกลายเป็นเถ้าถ่านสีเทาหม่นในงานศพของ ‘ชน Dr.’ เพื่อนรักผู้ล่วงลับ ยังไม่ทันจางหายไปจากปลายประสาทสัมผัส รวินท์ก็สัมผัสได้ถึงความเย็นยะเยือกที่ผิดธรรมชาติ ซึ่งไม่ได้มาจากสายลมหนาวรอบกาย แต่มันคืองไอแห่งความตายที่คืบคลานเข้ามาประชิดแผ่นหลังอย่างเงียบเชียบ
หญิงสาวในชุดไว้ทุกข์สีดำสนิทชะงักฝีเท้าลงขณะกำลังจะก้าวพ้นประตูวัด ท่ามกลางความเงียบสงบยามวิกาล บรรยากาศรอบตัวกลับถูกบีบอัดจนแทบหายใจไม่ออก ดวงตาคู่สวยไหวระริกเมื่อเงาร่างสูงใหญ่ของใครบางคนทาบทับลงมาปกคลุมร่างเธอไว้ทั้งหมด รวินท์รู้ทันทีโดยไม่ต้องหันไปมอง... ว่ามัจจุราชในร่างมนุษย์ผู้มาเยือนคนนี้คือใคร
"ดึกดื่นค่ำคืนเช่นนี้ รวินท์... เธอยังอาลัยอาวรณ์เพื่อนรักคนนี้มากจนไม่อยากกลับบ้านกระนั้นหรือ"
น้ำเสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจเอ่ยกระซิบชิดริมใบหู เย็นชาแต่แฝงไว้ด้วยกระแสความดิบเถื่อนที่กระชากสัญชาตญาณการเอาตัวรอดของเธอให้พุ่งพล่าน รวินท์สูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อตั้งสติ ก่อนจะหันกลับไปเผชิญหน้ากับ ‘ศิลา’ ชายผู้กุมอำนาจมืดเบื้องหลังอาณาจักรธุรกิจพันล้าน และเป็นบุคคลที่เธออยากหลบหน้าให้ไกลที่สุดในโลกใบนี้
ดวงตาคมกริบดุจพญาอินทรีของศิลากวาดมองร่างระหงที่สั่นเทาเล็กน้อยด้วยความโกรธปนหวาดกลัว เขายืนตระหง่านอยู่เบื้องหน้าด้วยท่าทางที่เปี่ยมล้นไปด้วยความเย่อหยิ่งและถือดี ร่างกายสูงใหญ่กำยำในชุดสูทสีเข้มเข้ารูปดูทรงพลังและคุกคามในเวลาเดียวกัน เสน่ห์อันอันตรายและดิบเถื่อนของชายหนุ่มแผ่ซ่านออกมาจนอากาศรอบตัวราวกับจะร้อนระอุขึ้นมาดื้อๆ ทั้งที่เมื่อครู่ยังหนาวเหน็บ
"คุณมีสิทธิ์อะไรมาดักรอฉันที่นี่... ศิลา" รวินท์เค้นเสียงลอดไรฟันด้วยความเคียดแค้น แม้ขาทั้งสองข้างจะสั่นเทา แต่เธอก็ฝืนยืนหยัดด้วยศักดิ์ศรีทั้งหมดที่มี ดวงตากลมโตจ้องมองกลับอย่างไม่เกรงกลัว "ฉันหมดธุระที่จะต้องเกี่ยวข้องกับคุณแล้ว ปล่อยฉันกลับบ้าน"
ศิลาหัวנסเสียงต่ำในลำคอ รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากหยักลึก เขาไม่ตอบคำถามแต่กลับก้าวเข้าไปประชิดตัวรวินท์อย่างรวดเร็วจนเธอถอยหลังหนีไม่ทัน แผ่นหลังบางชนเข้ากับเสาปูนเย็นเฉียบของศาลาวัด ก่อนที่ฝ่ามือหนาและแข็งแกร่งดุจคีมเหล็กจะยกขึ้นตรึงข้อมือทั้งสองข้างของเธอไว้เหนือศีรษะด้วยแรงมหาศาล
"ปล่อยนะ! คุณทำบ้าอะไรของคุณ!" รวินท์ตื่นตระหนก เธอพยายามบิดข้อมือหนีแต่ก็ไร้ผล แรงปะทะระหว่างร่างกายของทั้งสองคนสร้างกระแสไฟฟ้าแปลบปลาบขึ้นในอากาศ กลิ่นกายบุรุษเพศผสมผสานกับกลิ่นบุหรี่ราคาแพงและหยาดฝนจางๆ พุ่งเข้าปะทะนาสิกจนหญิงสาวเกือบลืมหายใจ
ศื่อนหน้าคมคายโน้มลงมาใกล้จนปลายจมูกเกือบชิดกัน ดวงตาคมดุจเหยี่ยวจ้องลึกลงไปในดวงตาที่ฉายแววตื่นตระหนกของเธอ ราวกับจะค้นหาความลับบางอย่างที่เธอซ่อนไว้ "คนอย่างศิลาอยากได้อะไร... ก็ต้องได้ ไม่มีคำว่า 'หมดธุระ' สำหรับเธอและฉัน รวินท์... วิญญาณของเพื่อนเธอเพิ่งจะสลายไป แต่ดูเหมือนเธอยังมีเรื่องต้องสะสางกับฉันอีกยาวนาน"
สัมผัสจากฝ่ามืออุ่นจัดที่บีบกระชับข้อมือจนขึ้นรอยแดงทำให้รวินท์เจ็บแปลบ แต่สิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าความเจ็บปวดทางกายคือแรงดึงดูดอันมืดมนที่เธอพยายามปฏิเสธมาตลอด ศิลาคือไฟบรรลัยกัลป์ที่พร้อมจะแผดเผาทุกอย่างให้เป็นจุล และเธอกำลังถูกดึงเข้าไปในวังวนนั้นอีกครั้งโดยขัดขืนไม่ได้
"ฉันบอกให้ปล่อย...!"
"ถ้าอยากให้ฉันปล่อย เธอก็ต้องขึ้นรถไปกับฉันดีๆ" ศิลาตัดบทด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบขาด เด็ดเดี่ยว และไม่เปิดโอกาสให้ปฏิเสธ สายตาของเขาบอกชัดเจนว่าต่อให้เธอจะกรีดร้องจนเสียงแหบแห้งแค่ไหน เขาก็จะอุ้มร่างนี้โยนขึ้นรถเบนซ์สีดำสนิทที่จอดรออยู่หน้าวัดด้วยมือข้างเดียวอยู่ดี
ก่อนที่รวินท์จะทันได้เปล่งเสียงปฏิเสธ ฝ่ามือทรงพลังก็เปลี่ยนจากการตรึงข้อมือเป็นการโอบกระชับเอวบางเข้าหาตัวแนบแน่น ร่างของเธอถูกยกขึ้นลอยเหนือพื้นด้วยพละกำลังอันเหนือกว่า ชายหนุ่มพาเธอเดินดุ่มๆ ออกจากเขตวัด ท่ามกลางความมืดมิดของราตรีกาลที่โอบล้อม เสียงหัวใจของรวินท์เต้นระรัวด้วยความหวาดกลัวและตื่นตระหนก ปลายเท้าของเธอไร้การควบคุม ขณะที่รถหรูคันงามจอดรอรับเหยื่อผู้ดื้อรั้นอยู่เบื้องหน้า
ประตูกลอนรถถูกเปิดออกอย่างไร้ความปรานี รวินท์ถูกดันเข้าไปในเบาะหนังด้านหลังอย่างรวดเร็ว ก่อนที่ร่างสูงใหญ่ของศิลาจะตามเข้ามาปิดกั้นทางหนีทุกทาง บรรยากาศภายในห้องโดยสารที่ปิดทึบอบอวลไปด้วยความอึดอัดและแรงปรารถนาอันอันตราย รถหรูเคลื่อนตัวออกจากวัดร้างอย่างเงียบเชียบ มุ่งหน้าสู่คฤหาสน์กลางหุบเขาที่โดดเดี่ยวและไร้ซึ่งทางหนีทีไล่
เส้นทางคดเคี้ยวขึ้นสู่หุบเขาสูงชันทำให้ความมืดมิดกลืนกินทัศนียภาพรอบด้าน รวินท์นั่งตัวเกร็งชิดติดประตูอีกด้าน สายตาคมกราบกรานมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยความรู้สึกเคว้งคว้าง ขณะที่ศิลานั่งไขว่ห้างอยู่เคียงข้าง ความเงียบงันภายในรถเต็มไปด้วยแรงกดดันที่หนักหน่วงเสียจนแทบหายใจไม่ออก
กระทั่งรถยนต์หรูเลี้ยวผ่านประตูเหล็กดัดบานใหญ่เข้าสู่เขตคฤหาสน์สไตล์โกธิคโบราณที่ตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางป่าทึบ แสงไฟสลัวจากตัวคฤหาสน์สาดส่องลงมาสะท้อนกับโครงสร้างหินอ่อนสีเทาเข้ม ยิ่งขับเน้นให้สถานที่แห่งนี้ดูราวกับกรงขังวิญญาณอันน่าสะพรึงกลัว
รถจอดสนิทที่หน้าบันไดหิน ศิลาไม่ได้รอให้บอดี้การ์ดเปิดประตู เขากระชากเปิดประตูฝั่งของตัวเองก้าวลงไป ก่อนจะกระชากเปิดประตูฝั่งที่รวินท์นั่งอยู่อย่างแรง มือหนาเอื้อมมาคว้าข้อแขนของเธอแล้วฉุดกระชากให้ก้าวลงมาจากรถอย่างไม่ยอมให้ตั้งตัว
"ลงมา... รวินท์"
"ปล่อยฉันนะศิลา! คุณพาฉันมาที่นี่ทำไม!" รวินท์สะบัดแขนออกสุดแรง เธอถอยหลังก้นชนกับตัวรถด้วยความตื่นตระหนก เมื่อแหงนหน้าขึ้นมองคฤหาสน์หลังมหึมาที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า ความรู้สึกเย็นยะเยือกแล่นพล่านไปทั่วสันหลัง ราวกับว่ามีสายตานับร้อยคู่กำลังจ้องมองพวกเขามาจากหน้าต่างบานมืดทึบเหล่านั้น
ศิลาไม่ตอบคำถาม เขาโน้มใบหน้าเข้ามาใกล้จนลมหายใจร้อนผ่าวเป่ารดข้างแก้ม น้ำเสียงทุ้มต่ำพร่าพร่ากระซิบข้างหูเธอด้วยถ้อยคำที่ทำให้เลือดในกายเย็นเฉียบ
"ต้อนรับสู่บ้านของฉัน... ที่ซึ่งเธอจะต้องชดใช้ทุกอย่างด้วยวิญญาณและร่างกายของเธอเอง"
สิ้นคำพูดนั้น ศิลาก็ปัดผมที่ปรกลงมาบังใบหน้าของหญิงสาวออกอย่างถือวิสาสะ นิ้วแกร่งไล้เบาๆ ที่คางมนบังคับให้เธอเงยหน้าขึ้นรับจูบอันดุดันและร้อนแรงที่พุ่งเข้าจู่โจมโดยไม่ทันตั้งตัว...
ขอขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามการเดินทางอันดำมืดบทนี้ร่วมกันนะครับ
เงาอาถรรพ์ทวงคืนวิญญาณคนรัก•ตอนที่ 1
แขกไม่ได้รับเชิญในเงามืด
ผลงานโดย ศาลาริมน้ำโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ศาลาริมน้ำโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาอาถรรพ์ทวงคืนวิญญาณคนรัก นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
