กลิ่นคาวเลือดจางๆ ที่ลอยอบอวลอยู่บนปกเสื้อแจ็คเก็ตทหารสีเขียวเข้มตัวนั้น ช่างตัดกันอย่างสิ้นเชิงกับความเงียบงันที่กดทับบรรยากาศภายในห้องครัวคับแคบ หลินฟางเซียนหรี่ตามองร่างสูงใหญ่ที่ยืนบังแสงตะวันจากหน้าต่างบานเล็ก เงามืดของเขาแผ่คลุมร่างเธอไว้ครึ่งหนึ่ง แต่นัยน์ตาคมกริบคู่นั้นกลับไม่มีร่องรอยของความหวาดกลัว มีเพียงประกายแห่งความระแวดระวังและคำถามมากมายที่ยังไม่ได้เอ่ยปาก
จางเหว่ย... สามีผู้เงียบขรึมที่คนในหมู่บ้านต่างลือกันว่าเสียชีวิตในภารกิจแนวหน้า บัดนี้เขากลับมายืนอยู่ตรงหน้าเธอ พร้อมกับรอยแผลเป็นใหม่ที่พาดผ่านสันลาดยาวถึงกกหู แม้เนื้อตัวจะมอมแมมและมีคราบดินโคลนปะปนกับหยดเลือด แต่มือหนาที่ยกขึ้นปลดกระดุมเสื้อเครื่องแบบนั้นกลับมั่นคงและไร้ซึ่งอาการสั่นเทา
"คุณ... กลับมาได้ยังไงคะ" เสียงของฟางเซียนราบเรียบ แต่นิ่งสนิทราวกับผิวน้ำในบึงลึก เธอไม่ได้แสดงอาการตื่นตระหนกหวาดกลัวเหมือนหญิงสาวชาวบ้านทั่วไปที่เห็นสามีฟื้นคืนชีพจากความตาย เพราะในโลกที่เธอเพิ่งก้าวข้ามผ่านความตายมาได้ เรื่องเหลือเชื่อเหล่านี้ดูจะเป็นเรื่องธรรมดาเสียด้วยซ้ำ
จางเหว่ยชะงักมือเล็กน้อย ดวงตาคมกริบเหลือบมองภรรยาที่ครั้งหนึ่งเคยเอาแต่ใจและร้องไห้คร่ำครวญทุกครั้งที่เขาต้องจากบ้านไปราชการ ทว่าวันนี้... แววตาคู่นั้นกลับเรียบนิ่ง เย็นชา และฉายแววความฉลาดเฉลียวที่เขาไม่เคยสังเกตเห็นมาก่อน รอยยิ้มจางๆ ผุดขึ้นที่มุมปากหนาอย่างขบขันระคนแปลกใจ
"ถ้าผมไม่รีบกลับมาเกรงว่าคุณคงจะถูกพวกญาติฝ่ายแม่เลี้ยงขายให้กับตาแก่บ้านท้ายหมู่บ้านไปเสียก่อน... จริงไหมครับ ฟางเซียน" เขาจงใจใช้สรรพนามและน้ำเสียงหยอกเย้า แต่สายตากลับกวาดมองไปรอบห้องครัวที่ว่างเปล่า มีเพียงหม้อดินเผาเก่าๆ และแป้งสาลีขึ้นรากถุงเล็กๆ วางอยู่บนโต๊ะ
ฟางเซียนแค่นหัวเราะในลำคอเบาๆ "คุณคิดว่าฉันจะยอมให้ใครมาบงการชีวิตได้ง่ายๆ อย่างนั้นหรือคะ จางเหว่ย... โลกมันเปลี่ยนไปแล้ว และฉันก็ไม่ใช่คนเดิมที่คุณเคยรู้จัก"
บรรยากาศระหว่างคนทั้งสองคล้ายมีประกายไฟประทุขึ้นเงียบๆ ทว่าก่อนที่บทสนทนาเชิงจิตวิทยาจะลึกซึ้งไปมากกว่านั้น ท้องของฟางเซียนก็ส่งเสียงร้องประท้วงขึ้นมาอย่างไม่ถูกกาลเทศะ ความหิวโหยในร่างเดิมที่เธอเพิ่งรับช่วงต่อกำลังแผดเผา ร่างกายนี้อ่อนแอและขาดสารอาหารมาหลายวัน ข้าวสารในบ้านหมดเกลี้ยง ยุ้งฉางว่างเปล่า มีเพียงความหนาวเหน็บและสายตาดูแคลนจากคนรอบข้างที่พร้อมจะเหยียบย่ำพวกเขาทุกเมื่อ
จางเหว่ยขมวดคิ้วมุ่น เขาก้าวเข้ามาใกล้ หมายจะหยิบยื่นถุงแป้งเก่าๆ ให้ แต่ฟางเซียนกลับถอยหลังหนึ่งก้าวอย่างรวดเร็ว พร้อมกับโบกมือปฏิเสธ
"ไม่ต้องห่วงฉันค่ะ... ฉันมีวิธีของฉันเอง"
เธอกล่าวจบก็หันหลังให้สามีแล้วเดินตรงไปยังมุมมืดที่สุดของห้องนอนเล็ก ทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าบนพื้นดินที่อัดแน่น ปิดประตูห้องสนิทเพื่อตัดขาดจากสายตาของชายหนุ่ม หัวใจของฟางเซียนเต้นระรัว ไม่ใช่เพราะความกลัวสามี แต่เป็นเพราะความหวังสุดท้ายที่เธอสัมผัสได้จากสร้อยคอมรกตโบราณที่สวมอยู่บนคอ—มรดกชิ้นเดียวจากมารดาผู้ล่วงลับที่ชุ่มไปด้วยหยดเลือดของเธอเองเมื่อคืนก่อน
ฟางเซียนยกมือขึ้นแตะจี้มรกตสีเขียวมรกตเข้ม เม็ดเหงื่อผุดพรายบนหน้าผาก ทันใดนั้น... ความรู้สึกหมุนเคว้งก็ดึงสติเธอดิ่งวูบลงไปในห้วงอากาศอันไร้ขอบเขต
วูบ!
ภาพห้องครัวคับแคบและกลิ่นอับชื้นพลันมลายหายไป สัมผัสแรกที่ปะทะผิวกายคือไอเย็นสบายของเครื่องปรับอากาศ และกลิ่นหอมสะอาดสะอ้านของผลิตภัณฑ์นานาชนิดที่คุ้นเคย ฟางเซียนลืมตาขึ้น พบว่าตนเองยืนอยู่ท่ามกลางอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าจินตนาการของคนในยุคนี้จะไขว่คว้า—ห้างสรรพสินค้าอัจฉริยะ 5 ชั้นที่ถูกผนึกไว้ในมิติลับ
นี่คือระบบความมั่งคั่งที่ติดตัวเธอมาหลังจากการเกิดใหม่!
ฟางเซียนสูดลมหายใจเข้าลึก 2 ครั้งเพื่อปรับสติ ดวงตากลมโตเป็นประกายเจิดจ้าด้วยความฮึกเหิม ที่นี่ไม่มีความอดอยาก ไม่มีข้าวยากหมากแพง ชั้นล่างสุดคือซูเปอร์มาร์เก็ตขนาดใหญ่ที่มีอาหารสด เนื้อสัตว์เกรดพรีเมียม ผักออร์แกนิกเขียวขจี และผลไม้นำเข้าราคาแพงเรียงรายละลานตา ชั้นที่สองคือคลังสินค้าอุปโภคบริโภค ชั้นที่สามคือเครื่องมือทางการเกษตรและเมล็ดพันธุ์ทนแล้ง ชั้นที่สี่คือเวชภัณฑ์และยารักษาโรค และชั้นบนสุด... คือห้องควบคุมระบบพลังงานและห้องนิรภัยที่เต็มไปด้วยทองคำแท่งและเงินตรา
"ช่างเป็นการต้อนรับที่ยอดเยี่ยมเสียจริง..." เธอยิ้มมุมปาก ความเหนื่อยล้าก่อนหน้านี้หายเป็นปลิดทิ้ง
ฟางเซียนเดินตรงไปยังโซนอาหารสด หยิบเนื้อโคขุนคุณภาพเยี่ยมแพ็คสูญญากาศ ข้าวหอมมะลิชั้นดีหนึ่งถุงใหญ่ และผักกาดหอมกรอบสดใหม่ รวมถึงไข่ไก่สดอินทรีย์อีกหนึ่งแผง เธอตั้งใจจะทำอาหารมื้อใหญ่เพื่อทดสอบท่าทีของสามี และในขณะเดียวกันก็เป็นการประกาศศักดาให้คนตระกูลจางที่คอยจ้องจะสูบเลือดเนื้อเธอได้รู้ว่า... สะใภ้รองคนนี้ไม่ใช่เหยียบให้จมดินได้ง่ายๆ อีกต่อไป
มือเรียวบางเอื้อมหยิบตะกร้าหวายสานจากชั้นวางในมิติ ใส่ข้าวของลงไปจนเต็มเปี่ยม เตรียมตัวจะดึงสติกลับสู่โลกภายนอกเพื่อจัดการมื้ออาหาร
แต่ทว่า... ในจังหวะที่เธอกำลังจะหันหลังกลับไปยังจุดเชื่อมต่อมิติ เสียงฝีเท้าหนักแน่นและเสียงทุบประตูก็กร้าวขึ้นที่ด้านนอกห้องนอนในโลกจริง
"ฟางเซียน! เปิดประตูเดี๋ยวนี้! ฉันรู้ว่าเธอยังซ่อนแป้งสาลีเอาไว้ในนั้น ส่งมาให้บ้านใหญ่เดี๋ยวนี้ ไม่อย่างนั้นฉันจะให้ผู้ใหญ่บ้านมาไล่พวกเธอออกจากหมู่บ้าน!" เสียงแหลมสูงของพี่สะใภ้ใหญ่แผดลั่นเข้ามา พร้อมกับเสียงถีบประตูไม้ผุๆ จนสั่นสะเทือน
ฟางเซียนชะงักฝีเท้า รอยยิ้มเย็นเยียบผุดขึ้นบนเรียวปากสวย เธอหันกลับมามองกองสินค้าออร์แกนิกชั้นเลิศในมือ แววตาฉายความสนุกสนานระคนดุดันราวกับพญาเสือดาวที่กำลังรอเหยื่อเดินเข้ามาติดกับ
ในเมื่อพวกมันอยากหาเรื่องนัก เธอก็จะจัดชุดใหญ่ต้อนรับความโลภของพวกมันให้สาสม!
ทว่า... ก่อนที่เธอจะก้าวเท้าออกจากมิติลับเพื่อไปเปิดฉากฟาดฟันกับญาติจอมสูบเลือด เสียงฝีเท้าอีกคู่หนึ่งก็ดังแทรกขึ้นที่หน้าบ้าน พร้อมกับเสียงพูดคุยของจางเหว่ยที่ทำให้ฟางเซียนต้องหยุดชะงักค้างกลางอากาศ
"พี่สะใภ้... ถ้าท่านยังไม่อยากมือขาดกลับไปบ้าน รบกวนถอยห่างจากประตูห้องภรรยาผมตอนนี้เลยดีกว่าครับ"
น้ำเสียงของจางเหว่ยราบเรียบ เย็นเยียบ และเต็มไปด้วยไอสังหารที่สะท้อนผ่านสนามรบจริง ซึ่งดังลอดเข้ามาถึงในมิติลับอย่างชัดเจน... และสิ่งที่ตามมาคือเสียงโลหะกระทบพื้นดัง *เคร้ง!* ตามด้วยเสียงร้องโหยหวนด้วยความตกใจของคนนอกบ้าน
กุหลาบหนามเงินขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุนกันมาโดยตลอดนะคะ
เศรษฐินีฟาร์มออร์แกนิกในยุคข้าวยากหมากแพง•ตอนที่ 2
ห้างสรรพสินค้าไร้ขีดจำกัด
ผลงานโดย กุหลาบหนามเงิน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กุหลาบหนามเงิน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เศรษฐินีฟาร์มออร์แกนิกในยุคข้าวยากหมากแพง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
