กุนซือหญิงผู้หวนคืนกับอ๋องทรราชผู้ถูกหมางเมิน•ตอนที่ 12

รอยร้าวที่ขยายตัว

ผลงานโดย เงียบแต่ฟาดเรียบ
คมกระบี่วาววับสะท้อนแสงจันทร์สีนวลที่สาดส่องผ่านช่องหน้าต่างแกะสลักลายเมฆมงคล กลิ่นอายของความตายยังคงคละคลุ้งอยู่ในความเงียบงันยามราตรี จ้าวเฟยหรงยังคงตรึงร่างบางของเซี่ยอวี่หลันไว้ในอ้อมกอด ไออุ่นจากแผ่นอกแกร่งแผ่ซ่านผ่านอาภรณ์เนื้อดีสีเข้มปักลายพยัคฆ์ทะยานเมฆาของเขา องคาพยพทุกส่วนบนใบหน้าคมคายดั่งรูปสลักนั้นตึงเครียดระคนห่วงหา ดวงเนตรคมปลาบดุจพญาอินทรีวาวโรจน์ด้วยโทสะที่ถูกเก็บกดไว้ใต้ความเยือกเย็น ทว่าเซี่ยอวี่หลันกลับมิได้แสดงอาการตื่นตระหนกแม้แต่น้อย นางเพียงกวาดสายตาเรียบเฉยไปยังรอยแผลลึกบนหัวไหล่ของบุรุษผู้เอาตัวเข้ามารับคมกระบี่แทนตน หยาดโลหิตสีชาดไหลรินหยดลงกระทบพื้นหินขัดเงาวับจนเกิดเสียงดังกังวานในความเงียบ "ท่านอ๋องทรงทำเช่นนี้... คุ้มค่ากับหยาดโลหิตที่ต้องเสียไปแล้วหรือเพคะ" สุ้มเสียงหวานกังวานเอ่ยขึ้นแผ่วเบา ทว่าแฝงไว้ด้วยความนัยล้ำลึก นางเอื้อมปลายนิ้วเรียวดุจหยกสลักขึ้นแตะลงบนรอยแยกของอาภรณ์บริเวณหัวไหล่ที่ชุ่มโชกด้วยเลือด สัมผัสนั้นเบาราวปีกแมลงทับแต่มั่นคง "ต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิตของเปิ่นหวาง เพื่อปกป้องเจ้า... ย่อมคุ้มค่ายิ่งกว่าสิ่งใด" จ้าวเฟยหรงเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ทว่าหนักแน่นดั่งคำสัตย์สาบานเบื้องหน้าพระพักตร์สวรรค์ ดวงตาคู่นั้นทอดมองสตรีตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่ลึกซึ้งเกินกว่าผู้ใดจะหยั่งถึง ในห้วงเวลาที่ทั้งโลกต่างหวาดกลัวและรังเกียจเขาดั่งปีศาจร้าย มีเพียงสตรีผู้นี้ที่มองทะลุผ่านเปลือกนอกอันโหดร้าย เข้ามาสบตากับหัวใจที่ด้านชาของเขาอย่างไร้ความหวาดกลัว ทว่า ภายใต้บรรยากาศที่อบอวลด้วยความอาทรอันเปราะบาง ความตึงเครียดของเกมการเมืองหาได้หยุดนิ่งไม่ เงาร่างโปร่งบางของเฟยอินปรากฏขึ้นที่เบื้องหน้าประตูกำแพงวงพระจันทร์อย่างเงียบเชียบ นางคุกเข่าลงข้างหนึ่งพลุบกายคำนับอย่างนอบน้อม มือเรียวกำกระบี่ประจำกายไว้แน่น ดวงตาคมกริบกวาดมองสถานการณ์รอบด้านด้วยความระแวกระวังก่อนจะเอ่ยรายงานด้วยน้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคม "ทูลท่านอ๋อง กุนซือเซี่ย... คนสนิทขององค์ชายหลี่จวินเหยาที่ถูกส่งมาแทรกซึมในกรมอาญา ถูกจัดการเรียบร้อยตามแผนการแล้วเจ้าค่ะ" เซี่ยอวี่หลันชักมือกลับอย่างช้าๆ นางขยับกายถอยห่างจากอ้อมกอดของจ้าวเฟยหรงเพียงเล็กน้อยเพื่อรักษาธรรมเนียมปฏิบัติ ทว่าแววตากลับเปล่งประกายความเจ้าเล่ห์ดุจสุนัขจิ้งจอกเจ้าปัญญา อาภรณ์ผ้าไหมซาตินสีขาวบริสุทธิ์ปักลายดอกเหมยสีแดงชาดของนางไหววูบตามจังหวะการก้าวเดิน ท่าทีสง่างามราวกับเทพเซียนลงมา "รวดเร็วยิ่งนัก... เฟยอิน เจ้าทำได้ดีมาก" เซี่ยอวี่หลันเอ่ยชมด้วยรอยยิ้มบางเบาที่มุมปาก "หมากตัวแรกที่หลี่จวินเหยาใช้คอยส่งข่าวลับและบิดเบือนสำนวนคดีในกรมอาญา ได้ถูกถอนรากถอนโคนไปอย่างไร้ร่องรอยแล้วกระมัง" "เพคะกุนซือเซี่ย" เฟยอินเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย แววตาส่อประกายสะใจ "ศพของใต้เท้า 'สือเฉิง' ถูกโยนทิ้งลงบ่อน้ำร้างนอกเมืองโดยที่ไม่มีผู้ใดล่วงรู้ ร่องรอยการต่อถูกลบเลือนจนหมดสิ้น ทางด้านองค์ชายหลี่จวินเหยาเวลานี้คงกำลังร้อนรุ่มดั่งไฟสุมกระดูก เพราะขาดมือขวาคอยเดินเกมในราชสำนักชั้นนอก" จ้าวเฟยหรงแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นทุบทำลายความเงียบราตรีลงอย่างราบคาบ เขายกมือขึ้นกดบาดแผลที่หัวไหล่โดยไม่สะทกสะท้านต่อความเจ็บปวดแม้แต่น้อย ความดุร้ายดั่งพยัคฆ์ร้ายปรากฏขึ้นในดวงเนตรอีกครา "หลี่จวินเหยาคิดใช้แผนสกปรกแทรกแซงอำนาจของเปิ่นหวางผ่านกรมอาญา ช่างบังอาจนัก... การกำจัดสือเฉิงเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเท่านั้น หมากทุกตัวที่มันวางไว้เพื่อคอยทิ่มแทงเรา เปิ่นหวางจะค่อยๆ เด็ดปีกทีละข้าง จนกว่ามันจะกลายเป็นพยัคฆ์ไร้เขี้ยวเล็บอย่างแท้จริง" บรรยากาศภายในห้องทรงอักษรกลับมาเยือกเย็นและเข้มข้นขึ้นอีกวาระ กลิ่นอายของอำนาจและการล้างแค้นลอยอบอวลปะปนกับกลิ่นหอมจางๆ ของชาอู่หลงชั้นดีที่ถูกรินทิ้งไว้บนโต๊ะไม้จันทน์หอม เซี่ยอวี่หลันหันกลับมาสบตากับท่านอ๋องผู้เยือกเย็น นางรู้ดีว่าการกำจัดสือเฉิงเป็นเพียงการเปิดฉากสงครามระลอกแรกเท่านั้น หลี่จวินเหยา องค์ชายผู้ใช้รอยยิ้มอ่อนโยนปกปิดความอำมหิต ย่อมไม่นิ่งดูดายเมื่อคนสนิทหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย มันจะต้องส่งหมากตัวอื่นเข้ามาทดแทนอย่างแน่นอน และนั่นคือจังหวะเวลาที่พวกนางรอคอย—จังหวะเวลาที่จะตลบหลังศัตรูให้ตกหลุมพรางที่ขุดไว้ด้วยมือของตนเอง "ท่านอ๋องเพคะ" เซี่ยอวี่หลันเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าทรงพลัง "หลี่จวินเหยาขึ้นชื่อว่าเป็นคนรอบคอบ เมื่อสือเฉิงขาดการติดต่อนานเกินหนึ่งัชชา มันย่อมส่งคนระดับรองลงมาเข้าตรวจสอบ และเป้าหมายต่อไปที่มันจะใช้เคลื่อนไหวเพื่อกู้หน้า... ย่อมหนีไม่พ้น 'หออักษรหมื่นลี้' แหล่งกบดานลับของพวกมันในเมืองหลวง" จ้าวเฟยหรงหรี่ตาลงเล็กน้อย มุมปากหยักลึกยกยิ้มขึ้นอย่างเหี้ยมเกรียม ความเข้าใจอันลึกซึ้งระหว่างเขากับยอดกุนซือหญิงผู้นี้มักจะสอดประสานกันราวกับจับวาง "เจ้าต้องการให้เปิ่นหวางนำกำลังทหารม้าเกราะดำบุกกวาดล้างหออักษรหมื่นลี้ในคืนนี้เลยหรือไม่" ท่านอ๋องเอ่ยถาม น้ำเสียงเต็มไปด้วยความกระหายในการนองเลือด "ยังก่อนเพคะท่านอ๋อง" เซี่ยอวี่หลันยกมือขึ้นห้ามแผ่วเบา รอยยิ้มประดับบนใบหน้าช่างงดงามหยาดเยิ้ม ทว่าแฝงไว้ด้วยความหนาวเหน็บถึงกระดูกดำ "การใช้กำลังบุกรุกโดยพลการจะทำให้ตื่นตระหนกและแหวกหญ้าให้งูตื่น เรามิได้ต้องการแค่ทำลายรังของมัน แต่เราต้องการ 'หลักฐานมัดตัว' ที่จะทำให้องค์ชายหลี่จวินเหยาไม่สามารถดิ้นหลุดจากข้อหาซ่องสุมกำลังและติดสินบนขุนนางได้" นางก้าวเข้าไปใกล้โต๊ะทำงานไม้จันทน์หอม หยิบพู่กันขนหมาป่าขึ้นมาจรดปลายลงบนกระดาษสาเนื้อดีอย่างคล่องแคล่ว ลายเส้นพู่กันที่ตวัดลงไปเต็มไปด้วยความเฉียบคมและเด็ดขาด สะท้อนมันสมองอันล้ำเลิศที่สามารถคำนวณหมากทุกตาไว้ล่วงหน้าอย่างแม่นยำ "เฟยอิน... เจ้าจงนำราชโองการปลอมฉบับนี้ ไปวางไว้ที่โต๊ะทำงานของรองหัวหน้ากองตรวจการผู้เป็นคนสนิทอีกคนของหลี่จวินเหยา" เซี่ยอวี่หลันออกคำสั่งเสียงเรียบ "ทำทุกอย่างให้แนบเนียนที่สุด ให้ทางการเข้าใจว่าฝ่ายนั้นกำลังสมรู้ร่วมคิดกับชนเผ่าทางเหนือเพื่อก่อกบฏ" เฟยอินรับคำด้วยความนอบน้อม ก่อนจะหายตัวไปจากห้องอย่างรวดเร็วดั่งภูตผี ภายในห้องเหลือเพียงความเงียบงันระหว่างคนทั้งสองอีกครา จ้าวเฟยหรงก้าวเข้าไปประชิดร่างบางของเซี่ยอวี่หลันอย่างถือวิสาสะ ลมหายใจอุ่นร้อนระAอยู่ข้างใบหูขาวผ่อง กลิ่นกายบุรุษผสมผสานกับกลิ่นคาวเลือดจางๆ ลอยเข้าจมูก นางไม่ได้ขัดขืนปล่อยให้เขากักกันนางไว้ระหว่างอ้อมแขนและโต๊ะอักษร "อวี่หลัน... บางครั้งเจ้าฉลาดเฉลียวจนน่ากลัว" จ้าวเฟยหรงกระซิบเสียงพร่าชิดริมฝีปากนุ่ม "เจ้าทำให้เปิ่นหวางรู้สึกว่า หากวันใดวันหนึ่งเจ้าคิดจะหันคมดาบมาใส่ข้า ข้าคงไม่มีทางรอดเงื้อมมือของเจ้าเป็นแน่" เซี่ยอวี่หลันเงยหน้าขึ้นสบตาอีกฝ่าย นัยน์ตางามระยับด้วยประกายความมั่นใจ รอยยิ้มเย้ายวนปรากฏขึ้นบนเรียวปากสีชาด นางเอื้อมมือขึ้นโอบรอบลำคอแกร่งของเขาอย่างอาจหาญ "หม่อมฉันจะไม่มีวันหันคมดาบใส่ท่านอ๋องอย่างแน่นอนเพคะ... เพราะศัตรูของท่าน ก็คือศัตรูของหม่อมฉัน และผู้ใดที่บังอาจทำร้ายท่าน มันผู้นั้นจะต้องชดใช้ด้วยความพินาศย่อยยับยิ่งกว่าความตาย" คำประกาศิตอันหนักแน่นดั่งหินผาดังก้องอยู่ในความเงียบงัน ทว่าในขณะที่เกมการเมืองกำลังดำเนินไปอย่างดุเดือดและฝ่ายของเซี่ยอวี่หลันเป็นฝ่ายกุมความได้เปรียบอยู่นั้น เสียงฝีเท้าหนักหน่วงและเร่งรีบของขันทีประจำตำหนักก็ดังขึ้นทำลายบรรยากาศภายนอกประตู "ท่านอ๋องพะยะค่ะ! องค์ชายหลี่จวินเหยา... เสด็จมาเยือนตำหนักของท่านอ๋องในยามวิกาลพะยะค่ะ!" จ้าวเฟยหรงและเซี่ยอวี่หลันชะงักไปชั่วขณะ ดวงตาของทั้งคู่หันขวับไปมองบานประตูไม้แกะสลักที่ปิดสนิททันที ความตึงเครียดพุ่งทะยานขึ้นถึงขีดสุดเมื่อผู้มาเยือนปรากฏตัวเร็วกว่าที่คาดคิดไว้ถึงครึ่งชั่วยาม! ——————————————— ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุนผลงานด้วยดีเสมอมานะคะ! — เงียบแต่ฟาดเรียบ
สารจากนักเขียน (เงียบแต่ฟาดเรียบ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กุนซือหญิงผู้หวนคืนกับอ๋องทรราชผู้ถูกหมางเมิน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%