“ถ้าคุณไม่อยากไป ผมจะขวางพวกเขาไว้เอง”
อาหลางเอ่ยขึ้นท่ามกลางความเงียบงันในห้องโถงไม้สน แสงตะเกียงน้ำมันก๊าดสั่นไหววูบวาบตามแรงลมที่ลอดผ่านช่องหน้าต่าง เงาของเขาทอดยาวไปบนพื้นไม้กระดาน เสมือนกำแพงสูงตระหง่านที่กำลังปกป้องใครบางคนจากมรสุมที่มองไม่เห็น รินรดายืนนิ่งอยู่ตรงข้ามเขา มือที่กุมถ้วยชาอุ่นระอุในมือสั่นเทาเล็กน้อย ชาอูหลงยอดน้ำค้างที่เธอเพิ่งชงไว้ส่งกลิ่นหอมกรุ่นอบอวล แต่ในเวลานี้ กลิ่นหอมที่เคยปลอบประโลมใจกลับดูไร้ความหมายเมื่อเทียบกับน้ำหนักของพินัยกรรมที่ข่มทับหัวใจ
“คุณจะขวางพวกเขาด้วยอะไรครับ อาหลาง? ด้วยมือเปล่า หรือด้วยความรักในไร่ชาแห่งนี้” รินรดาถามเสียงแผ่ว ดวงตาคู่สวยสบมองชายหนุ่มผู้ผ่านร้อนผ่านหนาวบนยอดเขามาทั้งชีวิต “พวกเขาไม่ได้มาเพื่อเจรจา พวกเขามาเพื่อยึดคืนทุกอย่างที่เป็นชื่อของผม... และอาจรวมถึงตัวผมด้วย”
อาหลางวางถุงชาที่กำลังคั่วค้างไว้บนโต๊ะไม้ขัดเงา เขาเดินเข้ามาใกล้รินรดา ระยะห่างระหว่างทั้งสองลดลงจนสัมผัสได้ถึงไออุ่นที่แผ่ออกมาจากร่างกาย กลิ่นจางๆ ของใบชาคั่วใหม่ๆ และกลิ่นอายดินหลังฝนพรมบนตัวเขา ทำให้ความตื่นตระหนกในใจของรินรดาค่อยๆ สงบลงเหมือนผิวน้ำในบ่อที่ไร้แรงกระเพื่อม
“ผมมีไร่ชา มีความรู้เรื่องสมุนไพร และมีดวงตาที่มองเห็นว่าอะไรคือของจริง” อาหลางตอบพลางขยับเข้าไปใกล้ขึ้นอีกนิดจนปลายเท้าแทบจะจรดกัน “คนในเมืองเหล่านั้นอาจมีอำนาจ มีกฎหมายที่จับต้องได้ แต่พวกเขาไม่มี ‘ใจ’ ที่จะดูแลยอดเขาเมฆาคล้อยแห่งนี้ รินรดา... ถ้าคุณยอมไปกับพวกเขา ทุกอย่างที่ปู่คุณสร้างมาจะกลายเป็นเพียงสมบัติที่ถูกตีค่าเป็นตัวเลขในบัญชี ไม่ใช่จิตวิญญาณเหมือนที่เป็นอยู่ตอนนี้”
รินรดาหลุบตาลงมองน้ำชาในถ้วยที่นิ่งสนิท เธอรู้สึกถึงแรงบีบคั้นที่ขยายตัวขึ้นเรื่อยๆ ราวกับพายุใหญ่ที่กำลังก่อตัวอยู่หลังแนวป่าสนด้านนอก “แล้วถ้าผมไม่มีทางเลือกล่ะครับ? พินัยกรรมฉบับนั้นระบุชัดเจนว่าผมต้องกลับไปรับตำแหน่งภายในเจ็ดวัน ไม่อย่างนั้นไร่นี้จะถูกขายทอดตลาดเพื่อชำระหนี้สินที่ปู่ทิ้งไว้”
“งั้นเราก็ใช้เวลาที่เหลืออยู่ให้คุ้มค่าที่สุดครับ”
อาหลางยื่นมือไปแตะที่ถ้วยชาในมือเธอเบาๆ ปลายนิ้วหยาบกร้านจากการทำงานหนักสัมผัสกับนิ้วเรียวของหญิงสาว มันไม่ใช่การฉวยโอกาส แต่เป็นการส่งผ่านความเชื่อมั่นที่หนักแน่น รินรดาเงยหน้าขึ้นมองใบหน้าคมสันที่มักจะซ่อนความรู้สึกไว้ใต้หมวกปีกกว้างเสมอ ครั้งนี้เธอกลับเห็นเพียงแววตาที่เว้าวอนและห่วงใยอย่างปิดไม่มิด
“คืนนี้... บนยอดเขานี้จะมีเพียงเรา” อาหลางกระซิบ “ผมจะพาคุณไปที่แปลงชาลับหลังหุบเขา ที่นั่นมีต้นชาสายพันธุ์ดั้งเดิมที่ปู่คุณหวงแหนที่สุด เราจะไปเก็บใบชาด้วยกันใต้แสงจันทร์ เพื่อให้คุณได้จดจำว่า ‘บ้าน’ ที่แท้จริงของคุณไม่ได้อยู่ที่เอกสารพวกนั้น แต่อยู่ที่ผืนดินที่คุณยืนอยู่”
รินรดาพยักหน้ารับเบาๆ ความหวาดกลัวที่เคยถาโถมเริ่มจางหายไปแทนที่ด้วยความโหยหาที่จะซึมซับทุกวินาทีที่เหลืออยู่ ทั้งคู่เดินออกจากตัวบ้านไม้เข้าสู่ความมืดมิดของยามค่ำคืนที่อบอวลไปด้วยกลิ่นดอกหอมหมื่นลี้ที่บานสะพรั่งแข่งกับแสงดาว บรรยากาศรอบข้างเงียบสงัดจนได้ยินเสียงหัวใจของกันและกัน
ท่ามกลางแปลงชาที่ทอดตัวยาวตามไหล่เขา รินรดาเอื้อมมือไปเด็ดยอดอ่อนตามคำสอนของอาหลาง ความอบอุ่นจากมือของเขาที่คอยประคองมือเธอให้เด็ดใบชาอย่างถูกวิธีทำให้เธอเผลอพิงศีรษะลงบนไหล่กว้างนั้นโดยไม่รู้ตัว นี่คือความสงบที่เธอโหยหามาตลอดชีวิต ความเป็นจริงที่โหดร้ายข้างล่างนั่นดูห่างไกลออกไปราวกับเป็นคนละโลก
“อาหลางครับ...”
“ครับ?”
“ถ้าผมต้องจากไปจริงๆ คุณจะยังอยู่ที่นี่ไหม? คุณจะยังคงคั่วชาถ้วยเดิมให้คนที่เขาอาจจะไม่ใช่ผมดื่มหรือเปล่า?”
อาหลางชะงักไปครู่หนึ่ง เขาวางมือลงบนไหล่เธอ กระชับเสื้อคลุมให้แน่นขึ้นเพื่อกันลมหนาว “ไร่ชานี้ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อใครคนหนึ่ง แต่มันถูกสร้างมาเพื่อรอคอยคนที่รักมันจริงๆ ผมอาจจะดูแลมันอยู่ตรงนี้... แต่หากขาดคุณไป กลิ่นชาคงไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เพราะรอยยิ้มของคุณคือเครื่องปรุงที่ทำให้ชาของผมสมบูรณ์ที่สุดครับ”
คำสารภาพที่เรียบง่ายแต่บาดลึกทำให้รินรดานิ่งค้าง เธอกำลังจะเอ่ยปากถามถึงอนาคตที่ยังคลุมเครือ ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักๆ ของคนหลายคนก็ดังแทรกความเงียบงันขึ้นมา ไม่ใช่ฝีเท้าของสัตว์ป่า แต่เป็นเสียงรองเท้าบูทหนังที่ย่ำลงบนกิ่งไม้แห้งอย่างไม่เกรงใจ
อาหลางรีบดึงรินรดาหลบเข้าหลังพุ่มชาขนาดใหญ่ สายตาคมกริบของเขากวาดมองไปยังทิศทางของบ้านพัก แสงไฟจากไฟฉายแรงสูงสาดส่องผ่านความมืดมิดตัดผ่านม่านหมอกราวกับดาบคม ที่นั่น... ชายในชุดสูทสีดำกลุ่มหนึ่งกำลังเดินตรงมาที่บ้านพัก โดยมีชายชราท่าทางน่าเกรงขามถือซองเอกสารในมือ
“มาไวกว่าที่คิด” อาหลางพึมพำ น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบ
รินรดามองเห็นภาพนั้นด้วยความใจหาย เมื่อชายชราคนนั้นหยุดเดินที่หน้าบ้าน แล้วหันมาสบตากับความมืดมิดในจุดที่พวกเธอซ่อนตัวอยู่ ราวกับเขารู้ว่าเธอกำลังจ้องมองเขาอยู่ และในวินาทีนั้นเอง ชายชราคนนั้นก็นำโทรศัพท์ขึ้นมากดรับสาย ก่อนที่หน้าจอของรินรดาในกระเป๋าเสื้อจะสว่างวาบขึ้นมาพร้อมเสียงเรียกเข้าที่ดังลั่นท่ามกลางความเงียบสนิทของยอดเขา
หน้าจอระบุชื่อว่า... "คุณปู่ (สายที่เสียชีวิตไปแล้ว)"
ใบชาหอมหมื่นลี้ขอขอบคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางมาถึงตอนสำคัญของเรื่องนี้นะครับ
กลิ่นชาหอมหมื่นลี้ ณ ยอดเขาเมฆาคล้อย•ตอนที่ 26
คืนวันอันเงียบสงบก่อนพายุ
ผลงานโดย ใบชาหอมหมื่นลี้
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ใบชาหอมหมื่นลี้)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กลิ่นชาหอมหมื่นลี้ ณ ยอดเขาเมฆาคล้อย นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!