คราบเลือดสีเข้มบนพื้นคอนกรีตเย็นเฉียบยังคงส่งกลิ่นคาวสนิมจางๆ คละคลุ้งในอากาศอับชื้นของเซฟเฮาส์ร้าง
รินรดายืนนิ่งค้างอยู่ตรงข้ามซากประตูเหล็กที่บิดเบี้ยว ดวงตากลมโตคู่สวยกวาดมองข้อความสั้นๆ บนหน้าจอโทรศัพท์มือถือที่เพิ่งดับลง *‘เจอตัวแล้วล่ะ... น้องชายทรยศ’* ปลายเล็บเรียวของเธอจิกเข้าหากันแน่นจนขึ้นสีขาวซีด ความเย็นยะเยือกไม่ได้มาจากลมที่ลอดผ่านช่องหน้าต่างแตกๆ หากแต่มาจากความจริงที่เพิ่งถูกกระชากหน้ากากออกต่างหาก
ตึ้ง!
เสียงโลหะกระแทกกับพื้นดังสนั่นจนร่างเพรียวสะดุ้งสุดตัว คินน์ก้าวพรวดเข้ามาในห้องคับแคบด้วยใบหน้าถมึงทึง ดวงตาคมกริบฉายแววคุกรุ่นจนน่ากลัว สันจมูกโด่งรั้นเชิดขึ้นเล็กน้อยตามแรงหายใจกระฮืดกระหอบที่พยายามสะกดกลั้นอารมณ์
"คุณสมองเสื่อมหรือว่ารอยหยักในสมองมันถูกต้มจนเปื่อยไปหมดแล้ว รินรดา!"
น้ำเสียงทุ้มต่ำแต่ทรงพลังตวาดกร้าวขึ้นทันทีโดยไม่มีการเกริ่นนำ ร่างสูงใหญ่ในชุดเชิ้ตพับแขนก้าวเข้ามาประชิดตัวเธอด้วยความเร็ว จนรินรดาต้องเผลอถอยหลังไปชนกับผนังปูนเปลือยเย็นเยียบ
"ฉันไม่ได้ขอให้คุณตามมาช่วยสักหน่อย คินน์!" เธอสวนกลับทันควัน เสียงหวานตึงเครียดไม่แพ้กัน ดวงตาดื้อรั้นตวัดมองหน้าเขาอย่างไม่เกรงกลัว "แล้วก็เลิกทำเสียงเหมือนพ่อคนที่สองของฉันสักที ฉันโตแล้ว!"
"โต? เรียกการวิ่งเข้าหาดงกระสุนตัวคนเดียวว่าโตงั้นเหรอ!" คินน์แค่นหัวเราะในลำคอ ใบหน้าหล่อเหลาบึ้งตึงจนขึ้นสันกราม เขาใช้มือข้างหนึ่งยันกำแพงกั้นทางหนีของเธอไว้ กักตัวเธอให้อยู่ในอาณัติโดยสมบูรณ์ "ถ้าเมื่อกี้ไอ้สารเลวนั่นมันลั่นไกเร็วกว่านี้สักวินาทีเดียว คุณคิดว่าสภาพของคุณตอนนี้จะเป็นยังไง หึ? จะยังมีปากเก่งๆ มาเถียงผมอยู่แบบนี้ไหม!"
"ก็เพราะฉันรู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่น่ะสิถึงกล้ามา!" รินรดาเชิดหน้าขึ้นสู้ สายตาคมกราบกรานไม่ยอมหลบ ร่างบางเบียดชิดติดผนังแต่แววตากลับเปล่งประกายความท้าทาย "อีกอย่าง... คนทรยศคนนั้นมันคบเพลิงซ่อนเร้นอยู่ใกล้ตัวฉัน ถ้าฉันไม่ล่อมันออกมาตอนนี้แล้วเมื่อไหร่จะได้ความจริง คุณคิดว่าตัวเองเป็นใคร ถึงมาสั่งห้ามโน่นห้ามี่แล้วทำตัวเป็นเจ้าข้าวเจ้าของฉันอยู่ได้!"
คำพูดที่พรั่งพรูออกมาด้วยความโมโหทำให้บรรยากาศระหว่างทั้งคู่ร้อนระอุยิ่งกว่าเตาไฟในครัวระดับมิชลินของเขา คินน์ชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาคมเข้มวาวโรจน์ขึ้นวูบหนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นความเจ็บปวดลึกซึ้งที่ฉาบไว้ภายใต้ความเกรี้ยวกราด
"ผมเป็นใคร..." คินน์ทวนคำ เสียงของเขาเบาลงแต่กลับทรงพลังจนน่าใจหาย ใบหน้าคมคายโน้มลงมาใกล้จนปลายจมูกเกือบจะชนกัน ลมหายใจอุ่นร้อนปะทะเข้ากับแก้วเนียนของเธอ "คุณยังกล้าถามอีกเหรอว่าผมเป็นใคร... ทั้งๆ ที่รู้ว่าผมแทบคลั่งตอนที่รู้ว่าคุณขับรถพุ่งเข้ามาในเขตอันตรายนี่ลำพังคนเดียว!"
หัวใจของรินรดากระตุกวูบ จังหวะการหายใจสะดุดกึกไปชั่วขณะเมื่อสบเข้ากับดวงตาคู่นั้น มันไม่ใช่แค่ความโกรธ แต่มันคือความห่วงใยที่ล้นปรี่จนเจ็บปวด คินน์กำลังโกรธ... โกรธเพราะกลัวจะสูญเสียเธอไป
"ฉัน... ฉันแค่อยากสะสางเรื่องนี้ให้มันจบ..." น้ำเสียงที่เคยแข็งกร้าวอ่อนลงโดยไม่รู้ตัว ความดื้อรั้นในแววตาถูกแทนที่ด้วยความสั่นไหวระริก รินรดาเม้มริมฝีปากแน่น เบือนหน้าหนีสายตาที่ร้อนแรงรากับจะหลอมละลายเธอนั้น
"จบเหรอ? คุณเรียกการเอาชีวิตไปทิ้งไว้กลางดงตีนแบบนี้ว่าการสะสางรึไง" คินน์ถอนหายใจยาวเหยียด มือหนาที่เคยกำแน่นค่อยๆ คลายออก ก่อนจะเอื้อมมาจับไหล่บางทั้งสองข้างอย่างทะนุถนอม แม้แรงบีบจะยังคงมีความดุดันอยู่บ้างก็ตาม "ริน... ฟังผมนะ โลกใบนี้มันไม่ได้ใจดีกับคนเก่งแต่หัวรั้นอย่างคุณหรอก ถ้าคุณเป็นอะไรไป... ร้านอาหารของผม เมนูใหม่ที่ผมตั้งใจคิดขึ้นมา หรือแม้แต่ตัวผมเอง จะมีความหมายอะไรอีก"
ประโยคสุดท้ายหลุดออกมาจากริมฝีปากหยักล้ำลึกด้วยน้ำเสียงที่สั่นพร่าเล็กน้อย มันเป็นคำสารภาพที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความปากร้ายมาตลอดหลายสัปดาห์ คินน์ไม่เคยพูดจาหวานหูใส่เธอเลยสักครั้ง แต่ทุกการกระทำ ทุกความห่วงใยที่แสดงออกมาอย่างดิบเถื่อนและเผด็จการนั้น กลับชัดเจนยิ่งกว่าคำว่ารักนับร้อยคำ
รินรดานิ่งอึ้ง สมองขาวโพลนไปชั่วขณะ เธอมองใบหน้าหล่อเหลาที่เต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าและความกังวลใจอย่างลึกซึ้ง กำแพงที่เธอสร้างขึ้นเพื่อปกป้องตัวเองจากความรู้สึกหวั่นไหวพังทลายลงในพริบตา
"คุณนี่มัน..." รินรดาพึมพำเสียงแผ่ว ดวงตาเริ่มร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างห้ามไม่อยู่ "ปากร้ายชะมัด..."
"ก็ดีกว่าพูดจaน่าฟังแต่ไม่เคยปกป้องคุณได้ก็แล้วกัน" คินน์สวนกลับด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำที่เจือความอ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด นิ้วหัวแม่มือหนาปัดผ่านรอยเปื้อนฝุ่นบนแก้มเนียนของเธออย่างเบามือ สัมผัสที่อบอุ่นนั้นทำให้รินรดาเผลอหลับตาลงรับโดยไม่รู้ตัว
ระยะห่างระหว่างใบหน้าของทั้งคู่ค่อยๆ ลดลงจนแทบไม่มีช่องว่าง อุณหภูมิในห้องร้างที่เคยหนาวเหน็บกลับแปรเปลี่ยนเป็นร้อนระอุ หัวใจสองดวงเต้นรัวระรัวจนแทบจะหลอมรวมเป็นจังหวะเดียวกัน คินน์โน้มใบหน้าลงมาอีกนิด ริมฝีปากหยับสวยเคลื่อนเข้าใกล้กลีบปากนุ่มที่กำลังสั่นระริกของเธอทีละน้อย
นี่คือช่วงเวลาที่ทุกอย่างรอบตัวราวกับหยุดหมุน...
แกร๊ก!
เสียงโลหะกระทบกันดังขึ้นเบาๆ จากมุมมืดของทางเดินด้านหลังห้องเก็บของ พร้อมกับแสงไฟฉายลำเล็กที่สาดส่องเข้ามาตัดผ่านความมืดมิด
คินน์ชะงักกึก ร่างสูงไหวตัวด้วยสัญชาตญาณดิบ เขาดึงรินรดาเข้าามาหลบไว้ด้านหลังทันที พร้อมกับมืออีกข้างที่ชักอาวุธพกออกมาเตรียมพร้อม ใบหน้าคมเข้มกลับมาเคร่งขรึมและเย็นชาในเสี้ยววินาที
รินรดากลั้นหายใจ ชะโงกหน้ามองผ่านไหล่กว้างของชายหนุ่มออกไปยังความมืดสลัวเบื้องหน้า
เงาร่างหนึ่งก้าวออกมาจากมุมอับชื้นของทางเดิน รองเท้าคอมแบทส่งเสียงกระทบพื้นปูนดังเป็นจังหวะก้าว กลิ่นอายคุกามะคุกคามแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณ ก่อนที่เจ้าของเงาร่างนั้นจะหยุดยืนอยู่ใต้แสงไฟสลัว พร้อมกับรอยยิ้มเย็นเยียบที่มุมปาก
"แหม... ดูเหมือนผมจะมาขัดจังหวะเวลาสวีทของเชฟคนดังกับนักสืบสาวฝีปากกล้าเข้าสินะครับ" เสียงทุ้มต่ำคุ้นหูดังขึ้น พร้อมกับปลายกระบอกปืนเงาวับที่ถูกยกขึ้นเล็งตรงมาที่พวกเขาโดยไม่มีความลังเล
รินรดาเบิกตากว้างด้วยความตกใจสุดขีดเมื่อเห็นใบหน้าของบุคคลที่ก้าวออกมาจากความมืดนั้นชัดเจน
"พี่... เป็นไปไม่ได้!"
เซฟเฮาส์ลับกับเชฟมือฉมัง•ตอนที่ 18
ปากไม่ตรงกับใจ
ผลงานโดย เมทริกซ์ซีโร่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (เมทริกซ์ซีโร่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์ลับกับเชฟมือฉมัง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!