"ถ้ารินทร์ยังคิดจะใช้พลังจิตดึงภาพความตายออกจากสำรับไพ่ตระกูลอัคคีเดชอีกแค่ครั้งเดียว... อาจารย์จะเผาไพ่ทาโรต์ทุกสำรับในห้องนี้ทิ้งเสียให้หมด"
น้ำเสียงของอาจารย์มินตราไม่ได้ดัง ไม่มีความเกรี้ยวกราด หรือแม้แต่ร่องรอยของอารมณ์ฉุนเฉียว แต่ทว่าทุกคำที่หลุดออกมาจากริมฝีปากที่เคลือบด้วยลิปสติกสีแดงก่ำนั้น กลับหนักแน่นและเยือกเย็นจนทำให้บรรยากาศภายในห้องทำงานอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของความกดดันที่แทบจะทำให้หายใจไม่ออก
รินทร์สะดุ้งเล็กน้อย มือเรียวที่ยังคงกำไพ่ทาโรต์สำรับโบราณไว้แน่นสั่นเทาขึ้นมาอย่างควบคุมไม่ได้ บนโต๊ะไม้สักทองตรงหน้า มีกองคราบเขม่าสีดำสนิทที่ยังคงคายไอความร้อนระอุหลงเหลืออยู่ มันคือเศษซากของไพ่ทาโรต์ชุดพิเศษที่เธอเพิ่งแอบใช้มันติดต่อกับวิญญาณอาฆาตเมื่อไม่กี่นาาทีก่อนหน้านี้
นักศึกษาสาวเม้มริมฝีปากแน่น ดวงตากลมโตฉายแววดื้อรั้นผสมผสานกับความรู้สึกผิด เธอรู้ดีว่าอาจารย์มินตราเป็นห่วง แต่ทว่าเบาะแสเกี่ยวกับคดีฆาตกรรมต่อเนื่องที่เชื่อมโยงกับ "ไพ่ตาย" กำลังบีบให้เธอต้องเสี่ยง
"แต่มันเป็นหนทางเดียวที่เราจะรู้ว่าเหยื่อรายต่อไปคือใครนะคะอาจารย์" รินทร์เถียงเสียงเบา แต่สายตาไม่ยอมหลบ "ถ้าหนูไม่ใช้ญาณทิพย์นำทาง แล้วเราจะแกะรอยฆาตกรที่ใช้มนต์ดำควบคุมจิตใจคนจากสำรับไพ่พวกนั้นได้ทันเวลาเหรอคะ"
อาจารย์มินตราถอนหายใจยาวนาน หญิงสาวในชุดสูทเข้ารูปสีเข้มวางปากกาขนนกในมือลงบนโต๊ะ ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ขายาวก้าวเข้ามาใกล้โต๊ะทำงานที่รินทร์นั่งอยู่ กลิ่นหอมจางๆ ของกำยานจันทน์เทศลอยมาแตะจมูก พร้อมกับแรงกดดันทางจิตวิญญาณที่แผ่ออกมาจากตัวของอาจารย์สาว ทำให้รินทร์ต้องเผลอถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว
"รินทร์... เธอคิดว่าไสยเวทมันเป็นแค่เกมจับผิดคนร้ายในนิยายสืบสวนที่เธอชอบอ่านหรือไงคะ?"
มินตราเอื้อมมือเรียวไปแตะที่ขอบโต๊ะไม้ ใกล้กับคราบเขม่าสีดำนั้น ดวงตาคู่คมจ้องมองลึกลงไปในนัยน์ตาของลูกศิษย์สาว "ไสยเวทโบราณ โดยเฉพาะสำรับไพ่ที่ผ่านการทำพิธีสะกดวิญญาณ มันไม่ใช่เครื่องมือสื่อสารไร้พิษภัย มันคือ 'ประตู' ค่ะ... ประตูที่เปิดโอกาสให้สิ่งชั่วร้ายที่อยู่เบื้องหลังความตาย ก้าวข้ามเขตแดนเข้ามารังควานจิตใจของคนเป็นได้"
รินทร์เงียบลง เธอสัมผัสได้ถึงความสั่นไหวในน้ำเสียงของอาจารย์ แม้ภายนอกมินตราจะดูเป็นคนเข้มงวดและเด็ดขาดเสมอ แต่รินทร์รู้ดีว่าเบื้องหลังความเข้มงวดนั้นซ่อนร่องรอยของบาดแผลในอดีตเอาไว้ บาดแผลที่เกิดจากการเข้าไปพัวพันกับศาสตร์มืดที่เกินกว่ามนุษย์ปุถุชนจะรับไหว
"หนูขอโทษค่ะอาจารย์..." รินทร์ยอมแพ้ต่อสายตาคู่นั้น เสียงของเธอลดระดับลงจนเกือบเป็นเสียงกระซิบ "แต่หนูควบคุมพลังของตัวเองไม่ได้... ทุกครั้งที่หลับตา ภาพพวกนั้นมันก็วิ่งเข้ามาในหัว เหมือนมีใครบางคนพยายามบังคับให้หนูมองเห็นความตายซ้ำแล้วซ้ำเล่า"
มินตราผ่อนลมหายใจออกมาช้าๆ ความตึงเครียดในแววตาคลายลงเล็กน้อย มือเรียวยื่นไปกุมมือที่เย็นเฉียบของรินทร์ไว้ หล่อนบีบเบาๆ เพื่อถ่ายทอดความอบอุ่นและความมั่นคง
"นั่นแหละคือเหตุผลที่ฉันต้องเข้มงวดกับเธอ" มินตรากล่าวด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลง แต่น้ำหนักของถ้อยคำยังคงจริงจัง "พลังญาณทิพย์ที่เธอกำลังแบกรับอยู่ มันไม่ใช่พรวิเศษ แต่มันคือคำสาปที่ดึงดูดสายตาของสิ่งที่อยู่มืดมิดเข้ามาหา คนธรรมดาไม่ควรแตะต้องไสยเวท เพราะหากจิตใจของเธอไม่แข็งแกร่งพอ ความอาฆาตแค้นในสำรับไพ่พวกนั้น จะค่อยๆ กลืนกินวิญญาณของเธอทีละน้อย จนกระทั่งตัวเธอเองนี่แหละ ที่จะกลายเป็นฆาตกรคนต่อไปโดยไม่รู้ตัว"
คำพูดนั้นทำให้รินทร์รู้สึกเย็นวาบไปถึงสันหลัง ภาพเหตุการณ์เมื่อครู่ที่เธอเกือบจะหลุดเข้าไปในวังวนความมืดของไพ่ทาโรต์มรณะผุดขึ้นมาในหัว สมองของเธอเริ่มประมวลผลถึงระบบพลังงานและกฎเกณฑ์ของไสยเวทที่มินตราเคยพร่ำสอน—ทุกการกระทำย่อมมีราคาที่ต้องจ่าย และราคาของการล่วง
รินทร์พยักหน้ารับช้าๆ อย่างจำนนต่อเหตุผล "หนูเข้าใจแล้วค่ะอาจารย์ ต่อไปนี้หนูจะใช้แค่สติปัญญาและตรรกะในการสืบสวน จะไม่ใช้วิธีเสี่ยงอันตรายแบบนั้นอีกแล้วค่ะ"
มินตราพยักหน้ารับด้วยความพึงพอใจ ก่อนจะหันกลับไปหยิบสมุดบันทึกปกหนังสีดำสนิทเล่มหนาขึ้นมาเปิดพลิกดูหน้ากระดาษที่เต็มไปด้วยอักขระโบราณ "ดีมาก... ในเมื่อเราตกลงกันได้แล้วว่าห้ามใช้ทางลัด งั้นเรามาเริ่มต้นแกะรอยตามวิธีของคนเป็นกันเถอะ"
อาจารย์สาวใช้นิ้วเรียวเคาะลงบนหน้ากระดาษที่มีแผนผังของคฤหาสน์ตระกูลอัคคีเดช ซึ่งเป็นจุดเกิดเหตุคดีฆาตกรรมล่าสุด รินทร์ขยับเก้าอี้เข้ามาใกล้เพื่อตรวจสอบข้อมูลร่วมกัน บรรยากาศภายในห้องกลับคืนสู่ความสงบและเป็นมืออาชีพอีกครั้ง ระบบการวิเคราะห์เบาะแสทางคดีผสมผสานกับความรู้เรื่องสัญลักษณ์ไพ่ทาโรต์ถูกนำมาวางเรียงรายอย่างเป็นเหตุเป็นผล
ทว่า ในขณะที่ทั้งคู่กำลังจดจ่ออยู่กับการถอดรหัสปริศนาบนหน้ากระดาษ เสียงบางอย่างก็ทำลายความเงียบขึ้นมา
*กริ๊ง...*
เสียงกระดิ่งลมโบราณที่แขวนอยู่เหนือกรอบประตูหน้าห้องทำงานดังขึ้นเบาๆ แต่ทว่า มันไม่ใช่เสียงที่เกิดจากสายลมภายนอก เพราะหน้าต่างทุกบานในห้องปิดสนิทอย่างไร้รอยต่อ
รินทร์ชะงักเงยหน้าขึ้นมอง ส่วนอาจารย์มินตราขมวดคิ้วมุ่นทันที ดวงตาคู่คมเปลี่ยนเป็นความระแวดระวังอย่างเฉียบพลัน บรรยากาศรอบตัวลดอุณหภูมิลดลงอย่างฮวบฮาบ ไอเย็นยะเยือกแผ่ซ่านเข้ามาทางช่องลมใต้ประตู พร้อมๆ กับกลิ่นอายของความตายที่คุ้นเคย
บนโต๊ะทำงาน เศษซากเขม่าสีดำที่ควรจะมอดไหม้ไปแล้ว กลับเริ่มเปล่งแสงเรืองรองสีครามจางๆ ออกมาอีกครั้งอย่างไม่มีสาเหตุ
*ติ๊ง!*
เสียงแจ้งเตือนระบบภารกิจปริศนาดังขึ้นในโสตประสาทของรินทร์อย่างกะทันหัน พร้อมกับหน้าจอโฮโลแกรมโปร่งแสงสีแดงฉานที่ปรากฏขึ้นตรงหน้า พร้อมข้อความแจ้งเตือนระดับสูงสุดที่ทำให้หัวใจของเธอแทบหยุดเต้น
**[แจ้งเตือนระบบ: ตรวจพบการแทรกแซงจาก 'เจ้าของสำรับไพ่ตัวจริง' — ภารกิจลับระดับ SSS: เผชิญหน้ากับผู้ควบคุมคำสาป ถูกเปิดใช้งานทันที!]**
**[คำเตือน: บุคคลภายนอกที่ไม่ได้รับเชิญกำลังก้าวเข้ามาในอาณาเขตของท่าน... และประตูห้องทำงานไม่ได้ถูกล็อค]**
รินทร์หันขวับไปมองที่บานประตูไม้สีเข้ม ซึ่งตอนนี้ลูกบิดประตูโลหะกำลังค่อยๆ หมุนวนด้วยมือปริศนาจากด้านนอกอย่างช้าๆ...
ขวัญเนตรทายใจหวังว่าบทนี้จะทำให้ทุกท่านลุ้นจนนั่งไม่ติดเก้าอี้เลยนะคะ พบกันตอนหน้าค่ะ!
อาจารย์สาวกับคำสาปในสำรับไพ่ที่ตายแล้ว•ตอนที่ 3
กฎเหล็กของคนเป็น
ผลงานโดย ขวัญเนตรทายใจ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ขวัญเนตรทายใจ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง อาจารย์สาวกับคำสาปในสำรับไพ่ที่ตายแล้ว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!