“เมื่อกี้... มินว่าอะไรนะ?”
เสียงทุ้มต่ำที่จงใจลากเสียงยาวอย่างกวนประสาทดังขึ้นชิดใบหู จนคนฟังอย่างฉันถึงกับสะดุ้งสุดตัว ขนลุกเกรียวไปทั้งร่าง ความร้อนพุ่งพล่านขึ้นมาตีตื้นที่พวงแก้มจนแทบจะระเบิดเป็นโกโก้ครั้นช์อยู่รอมร่อ ให้ตายเถอะ! นี่ฉันเผลอหลุดปากพูดอะไรออกไปวะเนี่ย!
ฉันถอยหลังกรูดจนสะโพไปชนกับชั้นวางหนังสือในห้องสมุดคณะนิเทศฯ เสียงแฟ้มเอกสารกระแทกกันดังลั่นจนบรรณารักษ์ต้องหันมามองค้อนควับ แต่ใครจะไปสนใจสายตาพิฆาตพวกนั้นกันล่ะ ในเมื่อเป้าหมายเฉพาะหน้าที่ยืนกอดอกพิงขอบโต๊ะอ่านหนังสือด้วยท่าทางลอยชายคนนี้ กำลังส่งสายตาเจ้าเล่ห์แพรวพราวมาให้ ชนิดที่ว่าต่อให้เอาช้างมาฉุดก็กลบความเจ้าเล่ห์ในแววตาคู่นั้นไม่มิด
“ฉัน... ฉันไม่ได้พูดอะไรสักหน่อย! นายหูฝาดไปเองหรือเปล่ารุ่นพี่คิน!” ฉันรีบเสียงดังกลบเกลื่อนอาการร้อนรนของตัวเอง พร้อมกับยกมือขึ้นโบកปฏิเสธเป็นพัลวันจนแขนแทบพันกันเอง
“หูฝาดเหรอ? อื้ม... แปลกแฮะ หูฉันอาจจะฝาด แต่บันทึกเสียงในสมองนี่ชัดแจ๋วเลยนะ” คินยกนิ้วขึ้นเคาะขมับตัวเองเบาๆ รอยยิ้มมุมปากที่จุดประกายขึ้นมานั่นมันชวนให้หมั่นไส้จนอยากจะหยิกเนื้อแน่นๆ สักที “ประโยคประมาณว่า... *‘ถ้าช่วยขนาดนี้ มากินนอนด้วยกันเลยดีไหมล่ะ!’* อะไรทำนองนี้หรือเปล่าหึ?”
“กรี๊ด! ไอ้บ้าคิน! ใครพูดแบบนั้นกันยะ นายมโนไปเองต่างหาก!” ฉันแหวใส่เสียงดังลั่นจนลืมตัวไปชั่วขณะ มือเล็กๆ คว้าเอาสมุดโน้ตปกแข็งบนโต๊ะฟาดเพลียะเข้าที่แขนแกร่งเต็มแรง แต่เจ้ากรรมนายเวรคนนี้กลับไม่สะทกสะทะแถมยังหัวเราะร่อในลำคออย่างชอบใจอีกต่างหาก
“โอ๊ย! มือหนักเป็นบ้าเลยยัยเตี้ย คิดจะฆ่าสามีในอนาคตหรือไง”
“สามีบ้าสามีบออะไรเล่า! ใครเขาจะไปอยากได้นายเป็นสามี ประสาท!” ฉันแยกเขี้ยวใส่ ยืนเท้าสะเอวจ้องหน้าเขาตาเขียวปัด พยายามอย่างยิ่งยวดที่จะควบคุมจังหวะการเต้นของหัวใจที่มันดันทรยศ เต้นโครมครามดังจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยิน
ให้ตายสิ นี่มันสถานการณ์อะไรกันเนี่ย!
เรื่องมันเริ่มจากความซวยล้วนๆ เมื่อสัปดาห์ก่อน งานโปรเจกต์มิดเทอมของคณะนิเทศฯ ดันบังเอิญต้องไปพึ่งพาความรู้เรื่องระบบฐานข้อมูลโปรแกรมวิศวะฯ ที่พวกพี่ๆ เขาคิดค้นขึ้นมาพอดี และในฐานะที่ฉันเป็นหัวหน้ากลุ่ม... คนซวยที่ต้องรับหน้าที่มาติดต่อประสานงานกับ ‘ท่านประธานชมรมหุ่นยนต์’ สุดโหด (ที่ในเวลาปกติก็กวนตีนฉันได้โล่) ก็หนีไม่พ้น ‘คิน’ คนนี้นี่แหละ
ตอนแรกฉันคิดว่าเราจะต่างคนต่างทำงานแล้วแยกย้าย แต่ที่ไหนได้... คุณพี่ท่านเล่นยื่นข้อเสนอชนิดที่เรียกว่า ‘มัดมือชก’ ชัดๆ
*“อยากให้ฉันช่วยสอนโปรแกรมวิศวะฯ สุดโหดให้ใช่ไหมล่ะมิน... งั้นแลกกันสิ เธอกช่วยมาติวงานนิเทศฯ วิชาประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ให้ฉันหน่อย ช่วงนี้ฉันใกล้จะรีไทร์รอมร่อแล้วเนี่ย ช่วยสงเคราะห์เด็กวิศوةตาดำๆ คนนี้หน่อยนะกั๊บบบ”*
นั่นแหละคือจุดเริ่มต้นของมหกรรมความปวดหัว!
จากวันนั้นจนถึงวันนี้ เราสองคนเลยต้องกลายมาเป็น ‘ติวเตอร์จำเป็น’ ให้แก่กันและกัน โดยใช้ห้องสมุดคณะนิเทศฯ เป็นสนามรบขนาดย่อม และดูเหมือนว่ายิ่งเวลาผ่านไป, เส้นแบ่งเขตแดนระหว่างคำว่า ‘รุ่นพี่รุ่นน้อง’ หรือแม้แต่คำว่า ‘เฟรนด์โซน’ ที่เขากร่างบอกว่าจะขอคู้คืน มันจะยิ่งเลือนรางลงเรื่อยๆ จนน่ากลัว...
“อะแฮ่ม! เลิกเถียงกันสักวิได้ไหมคะคุณคู่รัก... เอ๊ย! คุณเพื่อนร่วมโปรเจกต์”
เสียงกระแอมกระอักกระอ่วนดังแทรกขึ้นมาจากด้านหลัง พร้อมกับการปรากฏตัวของร่างเพรียวบางของ ‘ฟ้าใส’ เพื่อนสนิทตัวดีที่เดินถือแก้วชาไทยดูดจ้วบๆ เข้ามาสมทบ ยัยนี่ส่งยิ้มกรุ้มกริ่มเจ้าเล่ห์มาให้ฉันสลับกับคิน ชนิดที่เรียกว่าต่อให้ไม่ต้องพูดอะไร ฉันก็รู้ว่าในหัวสมองของมันกำลังคิดอกุศลเรื่องจิ้นอะไรอยู่แน่ๆ
“มาพอดีเลยฟ้าใส! แกช่วยลากตัวรุ่นพี่ปีสามจอมกวนคนนี้ออกไปจากคณะฉันทีสิคะ เขารบกวนเวลาอันเป็นความสงบสุขของฉันมากเลยนะ!” ฉันรีบพุ่งตัวไปเกาะแขนเพื่อนสนิทเป็นที่พึ่งทันที
ฟ้าใสหัวเราะคิกคัก พลางเหลือบตามองคินที่ยักไหล่อย่างไม่ยี่ห้อ “อุ๊ย แกจะไล่พี่เขาได้ยังไงล่ะมิน ในเมื่อตารางนัดวันนี้คือ ‘การบ้านวิชาความรัก’ เอ๊ย! วิชาโปรแกรมวิศวะฯ สลับกับนิเทศฯ ต่างหากล่ะ จริงไหมคะพี่คิน”
“พูดได้ดีนี่ฟ้าใส เดี๋ยวตอนเย็นเลี้ยงชานมไข่มุกแก้วหนึ่ง” คินยิ้มกริ่ม ส่งซิกขยิบตาให้เพื่อนฉันหน้าตาเฉย
“ย่ะ! ฉันไม่ได้ขายเพื่อนกินง่ายๆ หรอกนะ... แต่ถ้าสองแก้วก็น่าคิด” ฟ้าใสหัวเราะคิกคักก่อนจะสะกิดแขนฉันเบาๆ แล้วกระซิบข้างหู “แก... ฉันไปห้องน้ำก่อนนะ ฝากเฝ้าเด็กวิศوةนี่แป๊บ อย่าเพิ่งกินหัวกันตายล่ะ”
“เฮ้ยฟ้าใส! อย่าทิ้งฉันไว้กับอีตานี่นะ!”
ฉันร้องโวยวายตามหลังเพื่อนสาวที่ชิ่งหนีหายลับไปกับฝูงชนอย่างไร้เยื่อใย ทิ้งให้ฉันยืนเคว้งคว้างเผชิญหน้ากับผู้ชายตัวสูงใหญ่ที่ตอนนี้ขยับเข้ามาใกล้เรื่อยๆ จนกลิ่นน้ำหอมผู้ชายเจือจางสะอาดๆ ลอยเข้าแตะจมูก
“หนีไม่พ้นหรอดยัยเตี้ย...”
เสียงกระซิบแหบพร่าดังขึ้นใกล้ใบหูจนขนลุกซู่ คินก้มตัวลงมาเล็กน้อยเพื่อให้ใบหน้าของเราอยู่ในระดับเดียวกัน นัยน์ตาคมกริบคู่นั้นทอประกายจริงจังขึ้นมาวูบหนึ่งจนฉันเผลอกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว
“นี่... ถอยไปเลยนะ คนมองกันเต็มแล้ว” ฉันเม้มปากแน่น พยายามดันแผงอกกว้างของเขาให้ออกห่าง แต่มีหรือที่แรงอันน้อยนิดของฉันจะต้านทานแรงของอีตาควายป่าวิศวะคนนี้ได้
“มองก็มองสิ ใครแคร์... อีกอย่าง ที่ฉันมาวันนี้ไม่ได้มาเล่นๆ นะมิน” น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนเป็นจริงจังขึ้นมาจนฉันต้องเงยหน้าขึ้นมอง ปฏิกิริยาขี้เล่นเมื่อครู่วันนี้หายไปไหนหมด เหลือเพียงแววตาที่สะท้อนเงาของฉันไว้อย่างชัดเจนจนใจกระตุก
“...นายหมายความว่าไง”
“หมายความว่า... ที่ฉันบอกว่าจะกู้คืนสถานะเฟรนด์โซนเนี่ย ฉันไม่ได้พูดเล่น” คินเอื้อมมือมาหยิบสมุดเลคเชอร์ที่วางอยู่บนโต๊ะ เปิดไปหน้ากระดาษที่จดบันทึกยุกยิกด้วยลายมือยุ่งเหยิงของฉัน “นี่ไง... การบ้านวิชาความรักที่เธอต้องสอนฉันวันนี้ คือการติวให้ฉันรู้สักทีว่า... ฉันต้องทำยังไง เธอถึงจะยอมใจอ่อนเลิกปากแข็งแล้วมาเป็นแฟนฉันสักที”
ตู้ม!
เหมือนมีระเบิดลูกใหญ่มาลงกลางอก สมองของฉันขาวโพลนไปหมด คำพูดลื่นไหลไร้สาระเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความเงียบงันที่ดังก้องอยู่ในหัว ใจดวงน้อยเต้นระรัวราวกับจะทะลุออกมานอกอก ความร้อนพุ่งวาบขึ้นมาถึงใบหูจนมันคงจะแดงแจ๋ยิ่งกว่ามะเขือเทศสุก
นาย... นายพูดอะไรออกมาหน้าตาเฉยเนี่ย!
“บ้า... บ้าที่สุด!” ฉันหน้าแดงแจ๋ เม้มริมฝีปากแน่นจนห่อเลือด พยายามจะคว้าสมุดในมือเขาคืน แต่คินกลับยกมันหลบสูงเหนือหัว แถมยังโน้มตัวลงมาใกล้จนปลายจมูกของเราเกือบจะชนกัน
“หึๆ หน้าแดงใหญ่แล้วนะยัยตัวแสบ เขินล่ะสิ” เขาหัวเราะในลำคออย่างอารมณ์ดี “ว่าไงล่ะ... จะยอมสอนวิชานี้ให้ฉันดีๆ หรือจะต้องให้ฉันใช้วิธี ‘ภาคปฏิบัติ’ แทนการติวทฤษฎีหื้ม?”
สายตาพราวระยับที่มองตรงมาทำเอาฉันแทบละลายคาที่ ความคิดในหัวตีกันยุ่งเหยิงจนตั้งรับไม่ทัน ร่างกายแข็งทื่อ ขยับเขยื้อนไปไหนไม่ได้ราวกับถูกมนต์สะกด
ในจังหวะที่หัวใจกำลังเต้นระรัวจนแทบจะกระกระ조กออกมารับความจริงตรงหน้า เสียงแจ้งเตือนข้อความในสมาร์ทโฟนที่วางอยู่บนโต๊ะก็ดังขึ้น *‘ติ๊ง!’* ขัดจังหวะความเงียบงัน
ฉันก้มลงมองหน้าจอตามสัญชาตญาณ ปรากฏว่าเป็นโน้ตข้อความแชตกลุ่มที่เผลอกดค้างไว้... และนิ้วเจ้ากรรม ดันไปกดส่งข้อความที่พิมพ์ค้างร่าไว้โดยไม่ได้ตั้งใจ!
*[มิน]: คิน... ถ้าจะจีบขนาดนี้ เป็นแฟนกันเลยก็ได้มั้ง!*
ฉิบหายแล้ว!
ฉันเบิกตากว้างด้วยความตกใจ รีบยื่นมือสั่นเทาไปคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาหมายจะกดยกเลิกข้อความบ้าๆ นั่นให้เร็วที่สุด แต่ทว่า... มันช้าไปเสียแล้ว
“หืม...?”
เสียงทุ้มครางฮือในลำคออย่างแปลกใจดังขึ้นเหนือหัว พร้อมกับที่หน้าจอโทรศัพท์ของคินที่วางอยู่ข้างๆ ส่งเสียงแจ้งเตือนข้อความเด้งขึ้นมาพร้อมกันพอดีเป๊ะ!
ดวงตาคมกริบของคินก้มมองหน้าจอของตัวเอง อ่านข้อความนั้นซ้ำไปซ้ำมา ก่อนที่รอยยิ้มกว้างชนิดที่เรียกว่าเจ้าเล่ห์ที่สุดเท่าที่เคยเห็นมาจะค่อยๆ คลี่ออกทีละน้อย จนเต็มใบหน้าหล่อเหลานั้น
“อ้าว... ส่งมาแบบนี้ แปลว่าฉันสอบผ่านวิชาความรักแล้วใช่ไหมล่ะเนี่ย?”
คินเงยหน้าขึ้นสบตาฉัน รอยยิ้มพราวระยับในแววตานั้นเต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์และความพึงพอใจอย่างถึงที่สุด ขณะที่ฉัน... ได้แต่อ้าปากค้าง สมองหยุดทำงานไปชั่วขณะ และอยากจะมุดแผ่นดินหนีหายไปจากตรงนั้นเสียเดี๋ยวนี้!
*(โปรดติดตามตอนต่อไป)*
---
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาเติมความหวานและหวีดไปด้วยกันในตอนนี้นะคะ! ❤️
รุ่นพี่สายตื๊อขอกู้คืนสถานะเฟรนด์โซน•ตอนที่ 24
การบ้านวิชาความรัก
ผลงานโดย ชาพีชหวานน้อย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชาพีชหวานน้อย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รุ่นพี่สายตื๊อขอกู้คืนสถานะเฟรนด์โซน นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!