เศษกระเบื้องเคลือบสมัยราชวงศ์ถังที่รวินทร์เพิ่งซ่อมแซมเสร็จด้วยกาวเรซิ่นผสมผงแร่หยก แตกละเอียดคามือเป็นผุยผงทันทีที่แรงสั่นสะเทือนจากพื้นเบื้องล่างกระแทกขึ้นมาถึงห้องใต้หลังคา
กลิ่นอับชื้นของกระดาษโบราณและฝุ่นผงเร่งเร้าสัญชาตญาณการเอาตัวรอด เสียงฝีเท้าหนักหน่วงนับสิบคู่กำลังบุกตะลุยขึ้นบันไดวนไม้สักเก่าแก่ เสียงรองเท้าคอมแบทกระทบขั้นบันไดดัง *ปัง ปัง ปัง* เป็นจังหวะที่เด็ดขาดและไร้ความปรานี เจ้าหน้าที่กองปราบปรามพิเศษฝ่ายคดีลี้ลับแห่งกรมศิลปากรไม่ได้มามือเปล่า พวกเขากำลังถือ "คบเพลิงอาคมชำระบาตร" ที่สามารถแผดเผาทั้งกายเนื้อและวิญญาณให้สลายกลายเป็นจุลภายในพริบตา
"รวินทร์ ทางหน้าต่างด้านหลังมีตาข่ายพลังงานไสยเวทตรึงอยู่สามชั้น... พวกมันเตรียมการมาอย่างดีเพื่อไม่ให้เราหนีรอด"
เสียงกระซิบที่ลอยวนอยู่ข้างใบหูของศิรินทร์ไม่ได้มีความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย วิญญาณสาวในชุดผ้าแพรจีนโบราณสีนวลโปร่งแสงลอยตัวอยู่กลางอากาศ นิ้วเรียวยาวชี้ไปยังทิศทางของช่องลมระบายอากาศใต้คานหลังคา ซึ่งเป็นจุดอับสายตาและมีไอพลังงานความมืดพวยพุ่งออกมาอย่างน่าสะพรึงกลัว
รวินทร์สูดหายใจเข้าลึกเพื่อควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจที่กำลังรัวเร้า ดวงตาหลังกรอบแว่นทรงเหลี่ยมฉายแววครุ่นคิดอย่างรอบคอบ เขารู้ดีว่าการปะทะกับเจ้าหน้าที่ทางการในเวลานี้มีแต่จะเสียเปรียบ เนื่องจากกฎหมายไสยเวทฉบับใหม่ให้สิทธิ์เจ้าพนักงานสามารถวิสามัญผู้ต้องสงสัยที่เกี่ยวข้องกับวิญญาณเร่ร่อนได้ทันทีโดยไม่ต้องไต่สวน
"ถ้าออกทางหน้าต่างไม่ได้ เราก็ต้องใช้ทางที่พวกมันคาดไม่ถึงที่สุดค่ะ" รวินทร์เอ่ยเบา ๆ พลางหยิบตลับหมึกชาดโบราณและพู่กันขนหางจิ้งจอกหิมะขึ้นมา มือที่สวมถุงมือผ้าฝ้ายสีขาวตวัดข้อมืออย่างรวดเร็ว วาดอักขระโบราณลงบนแผ่นไม้กระดานพื้นห้องอย่างแม่นยำ
*แอด... โครม!*
ประตูไม้สักหนาหนักถูกถีบกระเด็นหลุดออกจากวงกบ กลิ่นควันธูปสาบสางและไอร้อนจากคบเพลิงอาคมพรั่งพรูเข้ามาพร้อมกับร่างของหัวหน้าชุดปฏิบัติการพิเศษ นายตำรวจยศพันโทผู้มีรอยแผลเป็นลากยาวจากขมับซ้ายลงมาถึงลำคอ ดวงตาของเขาคมกริบดั่งเหยี่ยวและเปี่ยมไปด้วยจิตสังหาร
"รวินทร์! คุณหมดทางหนีแล้ว ยอมมอบตัวแล้วส่งวิญญาณเร่ร่อนตนนั้นมาแต่โดยดี!" เสียงทุ้มต่ำทรงอำนาจตะคอกก้อง พร้อมกับที่ลูกน้องด้านหลังเริ่มยกกระบอกปืนบรรจุกระสุนอาคมขึ้นเล็งตรงมาที่กลางอกของภัณฑารักษ์หนุ่ม
ทว่า สิ่งที่พวกเขากลับพบเจอในห้องใต้หลังคาอันมืดสลัวกลับไม่ใช่ความตื่นกลัว รวินทร์ยืนนิ่งสงบอยู่หน้าโต๊ะทำงาน แววตาไม่มีความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย เขายกยิ้มมุมปากเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยประโยคที่ทำให้อีกฝ่ายต้องชะงัก
"พวกคุณมาช้าไปสามวินาทีนะคะ... และกฎฟิสิกส์ของแรงโน้มถ่วง ก็ไม่ได้อยู่ใต้บังคับบัญชาของกรมศิลปากรเสียด้วยสิ"
สิ้นคำพูด รวินทร์ก็ทิ้งตัวหงายหลังดิ่งลงไปในช่องเปิดลับบนพื้นไม้ที่เขาเพิ่งวาดอักขระทะลุมิติเสร็จสิ้น ศิรินทร์วาดมือออกไปครั้งหนึ่ง ม่านพลังงานสีครามพุ่งเข้ากระแทกโคมไฟโบราณจนเกิดประกายไฟช็อตสนั่นห้อง มืดสนิทลงในชั่วพริบตา
เจ้าหน้าที่พุ่งเข้าไปคว้าตัวแต่คว้าได้เพียงอากาศ รวินทร์และศิรินทร์ร่วงหล่นลงมาตามท่อส่งเศษวัสดุโบราณของพิพิธภัณฑ์เก่า แรงเสียดทานทำให้แผ่นหลังแสบร้อน แต่ด้วยความรวดเร็วและไหวพริบ รวินทร์คว้าห่วงเหล็กนิรภัยเกี่ยวเข้ากับสลิงขนของฉุกเฉิน ช่วยชะลอความเร็วในการดิ่งลงสู่เบื้องล่างได้อย่างเฉียดฉิว
พวกเขาร่วงลงมาสู่ห้องใต้ดินชั้นลึกที่สุด ซึ่งเป็นเขาวงกตเก็บรักษาโบราณวัตถุต้องห้ามที่ถูกปิดตายมานานกว่าร้อยปี กลิ่นอับชื้นผสมผสานกับกลิ่นอายความตายลอยอบอวลจนน่าคลื่นไส้ แสงไฟจากคบเพลิงฉุกเฉินสีส้มสลัวสาดส่องให้เห็นเงาตะคุ่มของรูปปั้นโบราณนับร้อยที่ตั้งเรียงรายคล้ายกำลังจ้องมองผู้บุกรุก
"ที่นี่คือเขาวงกตชั้นเจ็ด... แผนผังในบันทึกโบราณบอกว่ามันไม่มีทางออกนอกจากจะไขกลไกประตูศิลาทับหลัง" ศิรินทร์เอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงกังวล ขณะที่เธอกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ดวงวิญญาณของเธอเริ่มสั่นไหวเล็กน้อยเมื่อสัมผัสได้ถึงบางสิ่งที่น่ากลัวยิ่งกว่าเจ้าหน้าที่ไล่ล่า
"ไม่ต้องห่วงค่ะศิรินทร์ ประวัติศาสตร์ไม่ได้มีไว้แค่ให้เราศึกษา แต่มีไว้ให้เราแกะรอยหาจุดอ่อนต่างหากล่ะคะ" รวินทร์ดึงไฟฉายคาดหัวขึ้นมาเปิดใช้งาน แสงสีขาวนวลส่องกระทบเข้ากับสลักหินรูปอสรพิษเก้าเศียรที่สลักอยู่บนบานประตูศิลาเบื้องหน้า
ทว่า ในขณะที่รวินทร์กำลังใช้ไขควงเล็ก ๆ ค่อย ๆ เขี่ยเข็มกลไกโบราณเพื่อเปิดทางหนี เสียงฝีเท้าที่หนักหน่วงและรวดเร็วกว่ามนุษย์ทั่วไปก็ดังสะท้อนก้องมาจากอุโมงค์มืดเบื้องหลัง
*กึก... กึก... กึก...*
ไม่ใช่เสียงของคน... แต่มันคือเสียงกรงเล็บเหล็กที่ขูดขีดไปกับพื้นหิน พร้อมกับเสียงคำรามต่ำในลำคอที่สั่นสะเทือนไปถึงขั้วหัวใจ รวินทร์ชะงักมือที่กำลังไขกลไก เขาหันกลับไปมองในความมืด และพบกับดวงตาสสีแดงคู่ใหญ่ที่กำลังเปล่งประกายเรืองรองอยู่ในความมืดมิด—"เงาอสูรพิทักษ์ทวาร" ที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นจากการหลับใหลโดยทางการเพื่อมาล่าพวกเขาทั้งเป็น!
ระบบหน้าต่างแจ้งเตือนสีแดงฉานปรากฏขึ้นกลางอากาศตรงหน้าของรวินทร์โดยที่เขาไม่ต้องเรียกหา พร้อมกับเสียงแจ้งเตือนที่ดังระรัวในโสตประสาท:
[แจ้งเตือนระบบ: ตรวจพบภัยคุกคามระดับ SSS "เงาอสูรพิทักษ์ทวาร" กำลังเข้าประชิดในระยะ 10 เมตร]
[เงื่อนไขการเอาชีวิตรอด: เหลือเวลาอีก 45 วินาทีก่อนประตูศิลาจะปิดตายถาวร]
[ข้อเสนอพิเศษจากระบบ: แลกเปลี่ยนความทรงจำวัยเด็กที่สูญหาย เพื่อรับพลัง "เนตรทิพย์ทะลุกลไก" ขั้นสูงสุดทันที... คุณจะยอมแลกมันหรือไม่?]
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทาง เคียงบ่าเคียงไหล่ และเติบโตไปพร้อมกับความลับอันดำมืดบทใหม่นี้นะคะ
คดีลับหลังชั้นหนังสือ: บันทึกคนเป็นล่าวิญญาณคืนชีพ•ตอนที่ 27
หนีการไล่ล่า
ผลงานโดย นภากระซิบผี
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (นภากระซิบผี)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง คดีลับหลังชั้นหนังสือ: บันทึกคนเป็นล่าวิญญาณคืนชีพ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!