"คุณไม่มีสิทธิ์แตะต้องมัน"
น้ำเสียงนั้นราบเรียบ ทว่ามีพลังกดดันมหาศาลจนทำให้ปลายนิ้วของศิลาที่กำลังจะสัมผัสสันปกสมุดบันทึกกระดาษสาโบราณต้องชะงักค้างกลางอากาศ
ศิลาไม่รีบร้อนชักมือกลับ เขายืดตัวขึ้นอย่างช้าๆ หมุนตัวเผชิญหน้ากับเจ้าของเสียงที่ยืนอยู่หลังชั้นไม้สักทองสูงจรดเพดาน กลิ่นอายของกระดาษเก่าและฝุ่นผงจางๆ ลอยอบอวลอยู่ในห้องคลังเอกสารพิเศษของหอสมุดแห่งชาติ แสงไฟสีส้มสลัวจากโคมไฟตั้งโต๊ะสาดกระทบใบหน้าของรวี ทำให้เงาสะท้อนในแว่นกรอบทองของอีกฝ่ายดูคมกริบราวกับใบมีด
"สวัสดีครับคุณรวี... ดีใจจริงๆ ที่ทราบว่านักอนุรักษ์ผู้เคร่งครัดเรื่องพิธีรีตอง ยังมีเวลามาใส่ใจงานภาคสนามของพวกผมด้วย" ศิลาเอ่ยทักด้วยรอยยิ้มบางเบาที่ไปไม่ถึงดวงตา ดวงตาคู่คมจ้องมองอีกฝ่ายอย่างประเมินสถานการณ์
รวีไม่ได้ขยับเขยื้อน เขายังคงยืนกอดอกด้วยท่าทีสงبนิ่ง สวมเสื้อเชิร์ตสีขาวพับแขนเสื้อขึ้นถึงข้อศอกเผยให้เห็นผิวเนื้อสะอาดสะอ้านและนาฬิกาโบราณสายหนังสีเข้ม ทว่าแววตาหลังเลนส์แว่นคู่นั้นกลับเย็นชาและคมปลาบ
"งานภาคสนามของคุณ กำลังสร้างความเสียหายให้แก่ประวัติศาสตร์" รวีกล่าวเสียงเรียบ เดินเข้ามาใกล้โต๊ะทำงานไม้โบราณที่กองไปด้วยเอกสารชิ้นส่วนบทกวีที่ถูกกัดแทะด้วยกาลเวลา "บันทึกเล่มนั้นอายุกว่าร้อยปี กระดาษเปราะบางเกินกว่าที่มือของนักวิชาการสมัยใหม่ที่คุ้นเคยกับการเคาะแป้นพิมพ์จะมาพลิกเปิดตามอำเภอใจ"
ศิลาหัวเราะในลำคอเบาๆ กิริยานั้นเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งอย่างคนรุ่นใหม่ที่มั่นใจในวิชาชีพ "นักมานุษยวิทยาดนตรีอย่างผมไม่ได้ใช้แค่ปลายนิ้วสัมผัสครับคุณรวี แต่เราใช้หัวใจฟังเสียงที่ซ่อนอยู่ระหว่างบรรทัด บันทึกแผ่นนี้ไม่ได้ต้องการการแช่แข็งให้อยู่ในตู้กระจก แต่มันต้องการ 'ชีวิต' กลับคืนมาต่างหาก"
"ชีวิต?" รวีทวนคำ น้ำเสียงเจือความเย้ยหยันชัดเจน เขาก้าวเข้าไปประชิดโต๊ะทำงานจนระยะห่างระหว่างคนทั้งสองเหลือเพียงไม่กี่คืบ "สิ่งที่คุณเรียกว่าชีวิต มันคือการบิด
เบือนท่วงทำนองดั้งเดิมเพื่อสนองความต้องการทางทฤษฎีฉาบฉวยของคุณต่างหาก บทกวีโบราณมีจังหวะจะโคนของมัน มีความเงียบที่ทรงพลังยิ่งกว่าเสียงร้องใดๆ หากคุณทำลายฉันทลักษณ์นั้น ความหมายที่แท้จริงก็จะตายลงทันที"
"แล้วความหมายที่แท้จริงที่ว่านั่น คืออะไรล่ะครับ?" ศิลาโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย สายตาท้าทายพินิจพิเคราะห์ใบหน้านิ่งสงบของอีกฝ่าย "คือความเงียบงันที่ไม่มีใครเข้าใจ? หรือคืออนุสาวรีย์ไร้ลมหายใจที่คุณพยายามสร้างขึ้นเพื่อปิดบังความจริงบางอย่างกันแน่?"
บรรยากาศในห้องคลังเอกสารพลันอุณหภูมิลดฮวบลงทันที บทสนทนาที่เคยดำเนินไปอย่างมีชั้นเชิงเริ่มสั่นคลอนด้วยกระแสความรู้สึกที่คุกรุ่นอยู่ภายใน ตัวตนของคนทั้งสองต่างขั้วอย่างสิ้นเชิง ศิลาคือตัวแทนของความเปลี่ยนแปลง พลวัต และการตีความใหม่ ขณะที่รวีคือป้อมปราการแห่งอดีต กฎเกณฑ์ และความสมบูรณ์แบบที่แตะต้องไม่ได้ แต่ทว่า... ความขัดแย้งทางอุดมการณ์นี้กลับสร้างแรงดึงดูดประหลาด ราวกับขั้วแม่เหล็กคนละขั้วที่ถูกบีบให้มาเผชิญหน้ากันในพื้นที่แคบๆ
รวีจ้องมองศิลานิ่งนาน ราวกับกำลังชั่งน้ำหนักคำพูดทุกคำ สันกรามของเขาขบเข้าหากันแน่นเล็กน้อยก่อนจะคลายออก
"คุณอาจจะคิดว่าตัวเองฉลาดพอที่จะถอดรหัสทุกอย่างในอดีตได้ คุณศิลา..." รวีลดเสียงลงต่ำจนกลายเป็นกระซิบ ทว่าชัดเจนก้องกังวานในความเงียบ "แต่มีบางบทกวี... ที่หากคุณเปิดอ่านมันออกเสียงจนจบ คุณอาจจะต้องเสียใจไปตลอดชีวิตที่ไปปลุกมันขึ้นมา"
ศิลาชะงักไปชั่วขณะ หัวใจกระตุกวูบอย่างไม่ทราบสาเหตุ คำพูดนั้นไม่ได้น่ากลัว แต่มันเต็มไปด้วยปริศนาบางอย่างที่ทิ่มแทงความอยากรู้อยากเห็นของเขาถึงขีดสุด
ก่อนที่ศิลาจะได้โต้ตอบอะไรกลับไป เสียงฝีเท้าหนักๆ พร้อมกับเสียงกุญแจกระทบกันก็ดังขึ้นที่หน้าประตูห้องคลังเอกสาร รวีขมวดคิ้วเล็กน้อย หันไปมองที่บานประตูที่ปิดสนิท
แสงไฟจากหลอดไฟฟลูออเรสเซนต์บนเพดานกะพริบไหวอยู่สองครั้งก่อนจะดับลง เหลือเพียงแสงสว่างสีส้มจากโคมไฟบนโต๊ะที่ส่องให้เห็นเงาทอดยาวของคนทั้งสองทับซ้อนกันอยู่บนชั้นหนังสือ
ในความมืดสลัวนั้น รวีเอื้อมมือมาคว้าสมุดบันทึกกระดาษสาเล่มพิพาทไว้ได้ก่อนที่ศิลาจะทันตั้งตัว ทว่าในจังหวะที่ปลายนิ้วของทั้งคู่สัมผัสกันบนปกสมุดกระดาษเก่าคร่ำคร่า กระแสไฟฟ้าความรู้สึกแปลกประหลาดบางอย่างก็แล่นพล่านไปทั่วไขสันหลังของศิลา
รวีชะงักไปชั่วเสี้ยววินาที ดวงตาสบเข้ากับดวงตาของศิลาในระยะประชิด
และในวินาทีนั้นเอง ที่ปลายนิ้วของรวีบังเอิญไปสะดุดเข้ากับรอยต่อลับบริเวณสันปกด้านใน สมุดบันทึกเล่มหนาเกิดดีดตัวเปิดออกเองอย่างแรงราวกับมีกลไกซ่อนอยู่ กระดาษแผ่นสุดท้ายที่ถูกผนึกตายมานานนับร้อยปีร่วงหล่นลงมาบนโต๊ะ
แสงไฟฉุกเฉินสีแดงสลัวติดพรึบขึ้นพร้อมกับเสียงประกาศเตือนภัยเพลิงไหม้เบาๆ จากระบบอัตโนมัติ แต่ไม่มีใครสนใจเสียงนั้น สายตาของศิลาและรวีต่างจับจ้องอยู่ที่กระดาษแผ่นที่ร่วงลงมา
มันไม่ใช่บทกวี... แต่มันคือแผนผังลายมือเขียนด้วยหมึกสีดำสนิท พร้อมกับโน้ตดนตรีที่ไม่มีอยู่จริงในประวัติศาสตร์ยุคสมัยนั้น และที่มุมกระดาษ มีลายเซ็นย่อคุ้นตา... ลายเซ็นของบรรพบุรุษตระกูลรวีผู้ล่วงลับ ซึ่งถูกระบุในบันทึกทางการว่าเป็นผู้เผาทำลายหอศิลป์บทกวีแห่งนี้ด้วยมือตนเอง!
รวีหน้าถอดสีทันที มือที่ถือสมุดสั่นเทาเล็กน้อย ความสุขุมเยือกเย็นก่อนหน้านี้พังทลายลงในพริบตาเดียว
ขอขอบพระคุณผู้อ่านทุกท่านที่ติดตามร่วมเดินทางไขปริศนาบทกวีนี้ไปด้วยกันนะครับ
---
บทกวีใต้ร่มเงา
วสันตฤดูที่หายไปกับท่วงทำนองไร้เสียง•ตอนที่ 2
กำแพงที่ไร้รอยต่อ
ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วสันตฤดูที่หายไปกับท่วงทำนองไร้เสียง นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!