จักรพรรดิโอสถเก้าสี: บรรพชนผู้พลิกฟ้าสะท้านภพ•ตอนที่ 1

ฟื้นคืนจากความตายในร่างคนไร้ค่า

ผลงานโดย เพลิงโอสถสวรรค์
ความเจ็บปวดราวน้ำกรดราดรดลงบนไขกระดูก ไม่ได้ทำให้ "หลี่มู่เหยียน" ส่งเสียงร้องครวญครางแม้แต่ครึ่งคำ ในห้วงสำนึกที่มืดมิดและไร้ก้นบึ้ง เขายังคงจดจำรสชาติของอัสนีบาตเก้าสวรรค์ที่แผดเผาร่างทองคำอมตะของตนจนแหลกสลายในมหาศึกพลิกฟ้าได้เป็นอย่างดี การทรยศหักหลังของสหายร่วมสำนักและคนรักในอดีตชาติยังคงกรีดลึกอยู่ในวิญญาณ ทว่าสิ่งที่ไม่คาดฝันคือ จิตวิญญาณอันเป็นอมตะของมหาเทพโอสถกลับไม่ดับสูญ มันถูกกระชากข้ามห้วงเวลาและมิติ มายัดเยียดไว้ในร่างของเด็กหนุ่มนามเดียวกัน ผู้ซึ่งเพิ่งถูกซ้อมปางตายจนลมหายใจรวยรินอยู่บนพื้นหินอับชื้นของคุกใต้ดินสำนักกระบี่เมฆา *แควก—!* เสียงฉีกขาดของเนื้อผ้าดังขึ้น พร้อมกับแรงกระชากที่บริเวณคอเสื้อ หลี่มู่เหยียนถูกมือหยาบกร้านของ "จ้าวเฟิง" ศิษย์พี่รองผู้ควบคุมหอฝึกยุทธ์กระชากให้ลุกขึ้นมานั่งอย่างไม่ใยดี ร่างกายเนื้อหนังของร่างใหม่นี้อ่อนแอดุจมดปลวก เส้นชีพจรปราณอุดตันยับเยิน ทะเลปราณว่างเปล่าไร้ซึ่งพลัง ไร้ค่าสิ้นดีสมกับฉายา "ขยะแห่งสำนักกระบี่เมฆา" ที่ผู้คนต่างพากันเหยียดหยาม "ไอ้สวะหลี่มู่เหยียน! เจ้าคิดว่าปีีกกล้าขาแข็งแล้วหรือ ถึงกล้าบังaanอาจขัดคำสั่งข้า?" จ้าวเฟิงแค่น1เสียงหัวร่อด้วยความเย้ยหยัน ใบหน้าอัปลักษณ์บิดเบี้ยวด้วยความสะใจ รอยยิ้มเหี้ยมเกรียมปรากฏขึ้นพร้อมกับฝ่ามือที่อัดแน่นด้วยพลังปราณแท้จริงขั้นก่อตั้งรากฐานระดับสี่ เงื้อง่าขึ้นหมายจะปลิดชีพเด็กหนุ่มให้พ้นทางในค่ำคืนนี้ สำหรับคนทั่วไป นี่คือทัณฑ์ทรมานที่นำไปสู่ความตายอันน่าอนาถ ทว่า... สำหรับหลี่มู่เหยียน ผู้เคยเหยียบย่ำดาราและหลอมโอสถพลิกฟ้าดินในอดีตชาติ สายตาที่มองไปยังจ้าวเฟิงนั้นหาได้มีความหวาดกลัวไม่ มีเพียงความว่างเปล่าที่ลุ่มลึกดุจเหวนรก และประกายเพลิงสีชาดที่ลุกโชนขึ้นอย่างเงียบงันในนัยน์ตาคู่นั้น "เจ้า... มองหน้าข้าด้วยสายตาเช่นนั้นรึ?" จ้าวเฟิงชะงักไปชั่วขณะ ขนลุกซู่ขึ้นโดยไร้สาเหตุ ราวกับว่าเบื้องหน้าตนไม่ใช่เด็กหนุ่มผู้ไร้ค่าที่มันเพิ่งซ้อมปางตาย แต่เป็นสัตว์อสูรบรรพกาลที่หลับใหลและกำลังจะลืมตาตื่นขึ้นมากลืนกินสรรพชีวิต "มือที่สกปรกของเจ้า..." น้ำเสียงแหบพร่าหลุดออกมาจากริมฝีปากที่แตก ยับเยินของหลี่มู่เหยียน มันไม่ได้สั่นเทาด้วยความหวาดกลัวแม้แต่น้อย กลับดังก้องกังวานบาดลึกถึงก้นบึ้งจิตใจของผู้ฟัง "บังอาจแตะต้องกายหยาบนี้... รนหาที่ตายนัก" *เปรี้ยง—!* ในเสี้ยววินาทีนั้น แม้ปราณในร่างจะเหือดแห้ง แต่สัญชาตญาณและเคล็ดวิชาบรรพกาลที่ฝังรากลึกในวิญญาณยังคงทำงาน หลี่มู่เหยียนสะบัดข้อมืออย่างรวดเร็วดุจสายฟ้าฟาด นิ้วชี้และนิ้วกลางประสานเป็นดัชนีเพลิง พุ่งทะยานเข้ากดจุดชีพจร "ซ่อนดารา" บริเวณหัวไหล่ขวาของจ้าวเฟิงอย่างแม่นยำไร้ที่ติ! "อ๊ากกกกก—!" เสียงกรีดร้องโหยหวนดังสนั่นหอฝึกยุทธ์ แรงกดจุดอันแม่นยำและพิสดารพันลึกส่งผลให้เส้นโลหิตทั่วร่างของจ้าวเฟิงปูดโปนและระเบิดออกทีละจุด เลือดสดๆ สาดกระเซ็นย้อมผนังหินสีเทาจนแดงฉาน พลังปราณที่สั่งสมมาหลายปีพังทลายลงในพริบตา ร่างของจ้าวเฟิงทรุดฮวบลงไปกองกับพื้น ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด พลางชี้มือสั่นเทามาที่เด็กหนุ่ม "ทะ... ทำไม... เจ้า... แกทำอะไรกับข้า!" จ้าวเฟิงละล่ำละลักด้วยความหวาดผวา หลี่มู่เหยียนค่อยๆ พยุงกายลุกขึ้นยืนช้าๆ แม้ร่างกายจะยังคงปวดร้าว แต่ท่วงท่าและรัศมีที่แผ่ออกมาจากตัวเขากลับสูงส่งเย่อหยิ่ง ราวกับจักรพรรดิผู้ครองฟ้าดินที่กำลังมองดูเศษธุลีใต้ฝ่าเท้า เขาปัดฝุ่นตามเนื้อตัวด้วยความรังเกียจ ก่อนจะก้มลงมองศิษย์พี่รองผู้เคยเหยียบย่ำตนด้วยสายตาเยียบเย็น "นี่เป็นเพียงดอกเบี้ยต้นแรก..." หลี่มู่เหยียนกระซิบแผ่วเบา ริมฝีปากหยักยิ้มเหี้ยมเกรียม "จ้าวเฟิง กลับไปบอกคนที่อยู่เบื้องหลังเจ้า... เตรียมตัวชำระหนี้เลือดในอดีตให้ดี" ยังไม่ทันที่จ้าวเฟิงจะได้เปล่งเสียงร้องขอชีวิต บรรยากาศภายในหหอฝึกยุทธ์ก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นเหน็บหนาวจนถึงขั้วกระดูก ความกดดันอันหนักอึ้งกดทับลงมาจากนภากาศ ราวกับมวลหมู่ดาราบนท้องฟ้ากำลังร่วงหล่นลงมาบดขยี้สำนักกระบี่เมฆา *ตึง! ตึง! ตึง!* เสียงฝีเท้าหนักแน่นก้าวเข้ามาทีละก้าวอย่างเชื่องช้า แต่มันกลับดังสะท้านสะเทือนก้องกังวานในโสตประสาทของทุกคนอย่างไร้ที่สิ้นสุด กลิ่นอายกระบี่อันบริสุทธิ์และสูงส่งจนแทบจะตัดขาดห้วงมิติแผ่ซ่านเข้ามาปกคลุมไปทั่วบริเวณ พร้อมกับเงาร่างระหงในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ดุจหิมะโปรยปราย เรือนผมสีดำสนิทสยายยาวถึงสะโพก ใบหน้างดงามล่มเมืองไร้ที่ติ ทว่ากลับเย็นชาดุจเทพธิดาน้ำแข็งผู้ตัดขาดจากโลกีย์ นางคือ "มู่หลาน" ศิษย์พี่หญิงใหญ่ผู้ครองตำแหน่งเซียนกระบี่อันดับหนึ่งแห่งยุค ผู้ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องความเย่อหยิ่งและเย็นชาไร้ความปรานีต่อผู้ใดในยุทธภพ! ทว่า... ในวินาทีนี้ นัยน์ตาคู่สวยที่เคยเย็นชาดุจน้ำแข็งนับหมื่นปี กลับสั่นระริกอย่างรุนแรงยามเมื่อกวาดสายตามาพบกับเด็กหนุ่มผู้ยืนอยู่ท่ามกลางคราบเลือด ริมฝีปากเรียวบางเม้มเข้าหากันแน่นด้วยความรู้สึกผิดและโหยหาที่อัดอั้นมานานแสนนาน นางก้าวเท้าเข้ามาใกล้หลี่มู่เหยียนอย่างรวดเร็วราวกับกลัวว่าภาพตรงหน้าจะเป็นเพียงความฝัน ก่อนจะคุกเข่าลงข้างหนึ่งอย่างไร้ซึ่งศักดิ์ศรีของเซียนผู้สูงส่ง ยื่นมืออันสั่นเทาหมายจะแตะต้องใบหน้าของเขา พร้อมกับน้ำเสียงที่สั่นเครือจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์ "มู่เหยียน... เจ้า... เจ้าฟื้นแล้วจริงๆ ด้วย... ข้า... ข้ามาขอโทษ... ขอร้องล่ะ ยกโทษให้ข้าเถอะนะ..." หลี่มู่เหยียนหรี่ตาลงมองสตรีผู้เคยร่วมเคียงบ่าเคียงไหล่ในอดีตชาติ ผู้ซึ่งเป็นหนึ่งในชนวนเหตุแห่งความตายของเขาในมหาศึกอัสนีบาต มุมปากหยักยิ้มเยาะหยันขึ้นเล็กน้อย ก่อนที่เขาจะสะบัดหน้าหนีสัมผัสนั้นอย่างไร้เยื่อใย "ยกโทษงั้นรึ?" หลี่มู่เหยียนกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบราวน้ำแข็งขั้วโลก "เซียนกระบี่มู่หลาน... เจ้าคิดว่าเศษเสี้ยวความรู้สึกผิดของเจ้า มีค่าพอจะแลกกับชีวิตที่ข้าสูญเสียไปหรือไร? ไสหัวไปให้พ้นหน้าข้า!" บรรยากาศรอบกายพลันเงียบสงัดลงชั่วขณะ มู่หลานชะงักค้างในท่าทางนั้น ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างด้วยความเจ็บปวดร้าวลึก หัวใจดวงน้อยร่วงหล่นลงสู่เหวลึกอันมืดมิด ทว่าก่อนที่นางจะได้เอื้อnเอ่ยคำใดออกมาแก้ตัว *ตูม—!* ประตูหอฝึกยุทธ์ถูกระเบิดออกเป็นจุลด้วยพลังปราณอันเกรี้ยวกราด แสงกระบี่สีทองเจิดจ้าพุ่งทะยานเข้ามาตัดผ่านความมืด พร้อมกับเสียงหัวเราะเย้ยหยันดังลั่นสะเทือนฟ้าดิน "ฮ่าๆๆ! นึกไม่ถึงว่าศิษย์พี่ใหญ่ผู้สูงส่ง จะต้องมาคุกเข่าอ้อนวอนให้สวะไร้ค่าเช่นนี้! หลี่มู่เหยียน เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าวันนี้... จะมีชีวิตรอดออกไปจากหอฝึกยุทธ์ได้?" --- ขอบพระคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามอ่านและร่วมเดินทางไปในวิถีแห่งเต๋าอันยาวนานนี้นะครับ
สารจากนักเขียน (เพลิงโอสถสวรรค์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง จักรพรรดิโอสถเก้าสี: บรรพชนผู้พลิกฟ้าสะท้านภพ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%