“ถ้าเธอคิดจะทำแค่รายงานสรุปแบบขอไปที ก็วางปากกาลงเถอะพราว ฉันไม่ได้ต้องการคนมานั่งประดับกลุ่ม แต่ฉันต้องการ ‘สมอง’ ของเธอ”
น้ำเสียงราบเรียบแต่เฉียบคมของคณินดังขึ้นท่ามกลางความเงียบในห้องสมุด กลิ่นกระดาษเก่าผสมกับกลิ่นน้ำหอมจางๆ ของเขาทำเอาพราวแทบหยุดหายใจ เธอประสานมือที่สั่นเทาไว้ใต้โต๊ะ พยายามบังคับไม่ให้ตัวเองก้มหน้าหลบสายตาคมกริบคู่นั้นเหมือนอย่างเคย
พราวสูดหายใจลึก ก่อนจะเงยหน้าขึ้นสบตาเขาตรงๆ แม้หัวใจจะเต้นรัวจนแทบกระดอนออกมานอกอก แต่นี่คือโอกาสที่เธอได้รับมา—โอกาสที่จะพิสูจน์ว่า ‘ยัยเฉิ่ม’ คนนี้มีดีมากกว่าแค่ตัวเลขน้ำหนักบนตาชั่ง
“ฉันไม่ได้กะจะทำแบบขอไปทีค่ะคณิน” พราวตอบ เสียงของเธอสั่นในตอนแรก แต่เริ่มหนักแน่นขึ้นในคำหลัง “และในเมื่อคุณบอกว่าต้องการสมองของฉัน งั้นช่วยกรุณาฟังข้อเสนอของฉันให้จบก่อนจะตัดสินใจว่าฉันไร้ค่า... ได้ไหมคะ?”
คณินเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย แววตาที่เคยเฉยชาฉายประกายท้าทาย เขายกยิ้มมุมปาก—รอยยิ้มที่ทำให้หัวใจของสาวๆ ทั้งโรงเรียนต้องละลาย แต่สำหรับพราว มันกลับเป็นแรงผลักดันให้เธอก้าวข้ามผ่านกำแพงความกลัว
“ว่ามาสิ” เขาเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ท่าทางผ่อนคลายแต่กดดันในเวลาเดียวกัน
“แทนที่จะสรุปเนื้อหาตามหนังสือเรียนธรรมดา ทำไมเราไม่วิเคราะห์กรณีศึกษาจากสถานการณ์จำลองที่เกิดขึ้นจริงในสังคมตอนนี้ล่ะคะ?” พราวเลื่อนหน้าจอแท็บเล็ตไปตรงกลางโต๊ะ ซึ่งมีกราฟและข้อมูลที่เธอแอบไปค้นคว้ามาตลอดคืนวาน “ฉันคิดว่า... ถ้าเราดึงมุมมองที่คนส่วนใหญ่มองข้ามมานำเสนอ มันจะน่าสนใจกว่าเยอะ และถ้าคุณยอมรับความเสี่ยงตรงนี้ ฉันสัญญาว่ากลุ่มเราจะได้คะแนนเต็ม”
เพื่อนร่วมกลุ่มอีกสองคนของคณินหันมามองพราวด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป จากความดูแคลนกลายเป็นความสงสัย แต่คณินไม่ได้พูดอะไร เขาจ้องมองข้อมูลที่พราวเตรียมมา สายตานั้นไล่เรียงผ่านตัวเลขและข้อความด้วยความตั้งใจ จนกระทั่งเขาเงยหน้าขึ้นมาสบตากับเธออีกครั้ง
“ใช้ได้นี่” เขาพูดสั้นๆ แต่ทว่าแฝงไปด้วยความยอมรับ “งั้นเริ่มลงมือเลย เดี๋ยวฉันจะช่วยเรียบเรียงส่วนที่เป็นทฤษฎีเอง ส่วนเธอก็รับหน้าที่ส่วนวิเคราะห์... อย่าทำให้ผิดหวังล่ะ”
บรรยากาศการทำงานเริ่มเข้มข้นขึ้น พราวรู้สึกได้ว่ากำแพงที่เธอสร้างไว้เพื่อปกป้องตัวเองเริ่มร้าวลงทีละนิด เธอเริ่มกล้าออกความเห็น กล้าโต้แย้งในจุดที่ไม่เห็นด้วย และคณินเองก็ดูจะประหลาดใจไม่น้อยที่เด็กสาว ‘เฉิ่มๆ’ ที่เขามองข้ามมาตลอดกลับมีประกายไฟในแววตาที่เข้มข้นขนาดนี้
ทว่าความสุขชั่วครู่ก็ต้องพังทลายลง เมื่อเสียงรองเท้าส้นสูงดังกระทบพื้นห้องสมุดใกล้เข้ามา พร้อมกับน้ำเสียงที่แสนคุ้นเคยและน่ารังเกียจ
“แหม... ดูสนิทสนมกันจังเลยนะคณิน ทำไมงานกลุ่มแค่นี้ถึงต้องลงทุนเอา ‘คนนอก’ มาช่วยกันตั้งสองคนเลยล่ะคะ?”
มินตราเดินเข้ามาหยุดข้างโต๊ะ ร่างระหงในชุดนักเรียนดัดแปลงจนดูทันสมัยเกินกฎระเบียบ เธอส่งยิ้มหวานหยดที่แฝงไปด้วยพิษร้ายมาให้พราว สายตาของมินตรามองกราฟบนโต๊ะด้วยความเหยียดหยาม ก่อนจะปัดกองเอกสารของพราวให้กระจัดกระจายไปทั่วพื้น
“อุ๊ย! ขอโทษทีนะ พอดีมือมันลื่นไปหน่อย” มินตราแสยะยิ้ม “แต่ก็นะ... ของพวกนี้มันก็แค่เศษกระดาษที่คนพยายามจะถีบตัวเองให้พ้นจากความต้อยต่ำนั่นแหละ จริงไหมคะคณิน?”
พราวรู้สึกถึงหยดน้ำตาที่เอ่อคลอ แต่มันไม่ใช่ความเสียใจเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา... มันคือความโกรธ ความโกรธที่สั่งให้เธอก้มลงไปเก็บเอกสารอย่างใจเย็น ท่ามกลางสายตาของทุกคนในห้องสมุดที่หันมามองเป็นตาเดียว
คณินขมวดคิ้วแน่น เขาขยับตัวลุกขึ้นยืนขวางมินตราไว้ แรงกดดันจากเขาสร้างความอึดอัดให้กับทุกคนในรัศมี แต่ก่อนที่เขาจะทันได้เอ่ยปากด่ามินตรา พราวก็ยืนขึ้นเต็มความสูง มือที่สั่นเทาของเธอตอนนี้กลับกุมปากกาแน่นจนเส้นเลือดขึ้นมือ
“ขอบคุณที่เตือนเรื่องความต้อยต่ำนะคะมินตรา” พราวพูดด้วยเสียงที่ดังฟังชัดจนทุกคนต้องเงียบกริบ “แต่คนที่มีค่าจริงๆ เขาไม่จำเป็นต้องเหยียบใครเพื่อให้ตัวเองดูสูงส่งขึ้นหรอกค่ะ เพราะคนที่ทำแบบนั้น... มักจะกลัวว่าสักวันจะมีใครบางคน ‘ก้าวข้าม’ ตัวเองไปจริงๆ”
ความเงียบงันเข้าปกคลุมทันที มินตราหน้าเปลี่ยนสีไปชั่วขณะ ก่อนจะเค้นหัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่ง “ปากดีขึ้นนี่นา... อยากรู้จังว่าถ้าแผนการสอบพรีเซนต์ของพวกเธอพังไม่เป็นท่า จะยังกล้าพูดแบบนี้อยู่ไหม”
มินตราโน้มตัวลงมากระซิบข้างหูพราวด้วยเสียงที่ได้ยินกันแค่สองคน “อย่าลืมสิพราว... แกมันก็แค่ตุ๊กตาอ้วนๆ ที่ไม่มีใครเขาเอาหรอก ต่อให้คณินจะแกล้งทำเป็นใจดีด้วย ก็แค่สงสาร... ไม่ได้แปลว่าเขารัก”
คำพูดนั้นกรีดลึกลงไปในใจพราวเหมือนใบมีดโกน แต่ก่อนที่เธอจะทันได้ตอบโต้ คณินก็คว้าข้อมือพราวไว้เบาๆ แล้วดึงเธอให้มายืนอยู่ข้างหลังเขา พร้อมกับหันไปมองมินตราด้วยสายตาที่เย็นชาที่สุดเท่าที่เธอเคยเห็นมา
“จบเรื่องไร้สาระได้แล้วมินตรา ออกไปจากที่นี่ซะ ก่อนที่ฉันจะทนไม่ไหว”
ทว่าในขณะที่มินตรากำลังจะเดินจากไปด้วยท่าทีฮึดฮัด เสียงโทรศัพท์ของคณินก็ดังขึ้นที่หน้าจอมีข้อความเด้งขึ้นมา—เป็นข้อความจาก ‘มินตรา’ ที่ส่งเข้ามาหาเขาในวินาทีนี้ ทั้งที่เธอยืนอยู่ตรงหน้าเขา
คณินอ่านข้อความนั้นแล้วใบหน้าของเขาก็ซีดเผือดลงทันที ก่อนจะหันมามองพราวด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา ในขณะที่มินตราไม่ได้ส่งข้อความ แต่เธอกลับเดินถอยหลังออกไปพร้อมรอยยิ้มที่น่าขนลุกที่สุดเท่าที่พราวเคยเห็นมา
นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่? ความลับที่พราวไม่เคยรู้กำลังจะเปิดเผยออกมา และมันอาจจะทำลายทุกอย่างที่เธอพยายามสร้างมาในตอนนี้
พีชชี่เบอร์รี่หวังว่าตอนหน้าทุกคนจะมาช่วยกันลุ้นให้พราวผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้นะคะ!
สลับร่างมาสวยพลิกชีวิตรักยัยเฉิ่ม•ตอนที่ 14
การบ้านกลุ่มที่ทำให้ใจสั่น
ผลงานโดย พีชชี่เบอร์รี่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (พีชชี่เบอร์รี่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง สลับร่างมาสวยพลิกชีวิตรักยัยเฉิ่ม นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!