วิถีดาบไร้ลักษณ์ สลักรอยจารึกนภา•ตอนที่ 1

ฟื้นคืนจากความตายใต้เงาจันทร์

ผลงานโดย เซียนสุราเมามาย
“อย่าได้ขัดขืนให้เสียเวลาเลย หลี่เฟยเทียน เจ้ามันก็แค่เศษสวะที่อาศัยบารมีตระกูลที่ล่มสลายไปแล้วมาอวดเบ่ง ยอมตายอยู่ใต้ฝ่าเท้าข้าเสียดีๆ วิญญาณของเจ้าจะได้ไปสู่สุคติในนรกภูมิ!” เสียงหัวเราะเยาะหยันดังก้องอยู่ในม่านความมืดที่ไร้จุดสิ้นสุด แรงปะทะหนักหน่วงเข้าที่ทรวงอกจนกระดูกซี่โครงแตกละเอียด ราวกับมีค้อนเหล็กยักษ์กระแทกเข้าใส่ร่างกายที่ไร้ทางสู้ กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วโพรงจมูก ความเจ็บปวดแล่นริ้วไปทั่วทุกอณูขุมขนดั่งไฟโลกันตร์เผาผลาญจิตวิญญาณ ทว่า ในวินาทีที่ความตายกำลังจะกระชากวิญญาณออกไปจากร่างนั้น ความรู้สึกบางอย่างที่หลับใหลอยู่ก้นบึ้งของความทรงจำก็ตื่นขึ้น… ไม่ใช่ความกลัว แต่เป็นความทะนงตนที่ฝังรากลึกเกินกว่าจะดับสูญ *เจ้าหนอนแมลงบังอาจแตะต้องกายาของมหาเทพเช่นข้า?* นัยน์ตาที่เคยหม่นแสงค่อยๆ ลืมขึ้นช้าๆ ท่ามกลางความเงียบงันใต้แสงจันทร์ที่สาดส่องลงมายังหุบเขาหลังสำนัก แสงสีเงินยวงอาบไล้ไปทั่วร่างที่อาบโชกไปด้วยโลหิตของชายหนุ่มในชุดศิษย์ชั้นนอกที่ขาดวิ่น หลี่เฟยเทียนกะพริบตาถี่ๆ กวาดสายตามองมือที่สั่นเทาของตนเอง ก่อนจะเค้นเสียงหัวเราะแผ่วเบาออกมาจากลำคอที่แห้งผาก “สวะงั้นรึ… หึ เจ้าช่างไม่รู้อะไรเลย” เขายันกายลุกขึ้นอย่างยากลำบาก ความเจ็บปวดรวดร้าวที่แล่นผ่านร่างหาได้ทำให้เขาสยบยอมไม่ กลับกัน มันยิ่งกระตุ้นให้เปลวเพลิงแห่งโทสะในดวงตาคมกริบคู่นั้นลุกโชนขึ้นราวกับพยัคฆ์ร้ายที่เพิ่งตื่นจากภวังค์ เขาไม่ใช่อดีตศิษย์ขี้ขลาดที่ถูกรุมทำร้ายจนสิ้นใจไปเมื่อครู่ แต่เขาคือ ‘จักรพรรดิดาบไร้ลักษณ์’ ผู้เคยสยบแผ่นดินด้วยคมกระบี่เพียงเล่มเดียว เบื้องหน้าของเขาคือศิษย์ชั้นในสามคนจากสำนักเมฆาคล้อย พวกมันยืนตระหง่านด้วยแววตาดูแคลน ในมือถือกระบี่เหล็กกล้าที่เคลือบไปด้วยรังสีสังหาร “ยังไม่ตายงั้นหรือ? ร่างกายถึกทนเหมือนแมลงสาบจริงๆ” ชายร่างสูงใหญ่ที่เป็นหัวหน้ากลุ่มแสยะยิ้ม “งั้นข้าจะส่งเจ้าไปส่งตายอีกครั้งเอง!” คนผู้นั้นพุ่งทะยานเข้ามา คมกระบี่กรีดผ่านอากาศจนเกิดเสียงหวีดหวิว รังสีปราณที่รุนแรงกดทับลงมาจนพื้นหญ้าแตกร้าว สำหรับร่างเดิมของหลี่เฟยเทียน นี่คือมฤตยูที่ไม่มีทางรอด แต่ทว่า… สำหรับเขาที่มองทะลุปรุโปร่งถึงแก่นแท้ของวิชาการต่อสู้ นี่เป็นเพียงการร่ายรำของเด็กทารกที่เกะกะสายตา หลี่เฟยเทียนไม่ได้ขยับตัวหนี เขาเพียงแต่ก้าวเท้าสั้นๆ ไปทางขวาในจังหวะที่มองเห็นช่องโหว่เพียงเสี้ยววินาที ปลายเท้าของเขาเหยียบลงบนจุดตายของกระบวนท่าที่ศัตรูไม่ทันได้ระวัง สองนิ้วของเขาดีดเข้าที่สันกระบี่อย่างแม่นยำดั่งสายฟ้าฟาด *เปรี้ยง!* แรงสะท้อนกลับมหาศาลทำให้กระบี่ในมือศิษย์ชั้นในกระเด็นหลุดมือ สั่นสะท้านจนแขนของมันชาหนึบไปถึงหัวไหล่ ชายผู้นั้นเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงสุดขีด “เป็นไปไม่ได้! เจ้ามันแค่ปราณขั้นหลอมรวมระดับหนึ่งเท่านั้น เหตุใดถึงมองออกว่ากระบวนท่าของข้ามีจุดบอดตรงไหน!” “วิชาดาบของพวกเจ้าทั้งตื้นเขินและไร้ซึ่งจิตวิญญาณ” หลี่เฟยเทียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ เย็นชาดั่งสายน้ำแข็งที่ไหลผ่านหุบเขาไร้กาลเวลา “ข้าจะสอนให้เจ้าได้รู้จักคำว่า ‘ตาย’ ที่แท้จริงเสียที” เขาก้มลงหยิบกิ่งไม้แห้งที่ตกอยู่ข้างกาย ความคมของกิ่งไม้ในมือของเขานั้น กลับดูน่าเกรงขามยิ่งกว่ากระบี่เหล็กกล้าชั้นยอดเล่มใดในยุทธภพ รังสีบางอย่างที่อธิบายไม่ได้แผ่ซ่านออกมาจากร่างของชายหนุ่ม มันไม่ใช่พลังปราณที่คึกคะนอง แต่เป็นพลังที่นิ่งสงบ ทรงพลัง และพร้อมจะตัดขาดทุกสรรพสิ่ง ทว่า ท่ามกลางกลิ่นอายแห่งความตายที่กำลังจะอุบัติขึ้น เงาสายหนึ่งก็พุ่งลงมาจากยอดเขาอย่างแผ่วเบาดุจขนนก นางงดงามราวกับเทพธิดาที่หลุดออกมาจากภาพวาด ชุดคลุมสีขาวพริ้วไหวรับกับแสงจันทร์ ใบหน้าเรียบเฉยดุจน้ำแข็งค้างปีนัยน์ตาเรียวคมกริบกวาดมองเหตุการณ์ตรงหน้าก่อนจะหยุดลงที่ร่างของหลี่เฟยเทียน “หยุดมือ” เสียงของนางกังวานใสแต่ทว่าเย็นเยียบถึงขั้วหัวใจ มู่หรงเซวี่ยขยับกายมาขวางกั้นระหว่างคนทั้งสองไว้ มือที่เรียวงามราวกับหยกขาววางลงบนด้ามกระบี่ที่ข้างเอวเพียงเบาๆ แต่กลับกดดันจนศิษย์สำนักเมฆาที่เหลือต้องถอยกรูดด้วยความหวาดกลัว “คุณหนูมู่หรง… นี่เป็นความแค้นระหว่างศิษย์ชั้นใน โปรดอย่าได้เข้ามายุ่งเกี่ยวเลย!” ชายร่างใหญ่ตะโกนก้อง มู่หรงเซวี่ยไม่แม้แต่จะปรายตาไปมองคนผู้นั้น นางยังคงจดจ้องไปที่หลี่เฟยเทียน สายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยระคนประหลาดใจ นางสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงจากศิษย์สวะที่เคยไร้ค่าผู้นี้ หลี่เฟยเทียนหรี่ตาลงเล็กน้อย เขาจำนางได้… ธิดาแห่งหอเมฆาเย็นชา ผู้ที่เคยเป็นเพียงคนเดียวในสำนักที่เมินเฉยต่อเขาอย่างที่สุด แต่ในชะตากรรมเดิม นางกลับกลายเป็นคนที่ร่วมเคียงบ่าเคียงไหล่กับเขาในวันสุดท้ายของชีวิต “เจ้าไม่ใช่หลี่เฟยเทียนคนเดิม” มู่หรงเซวี่ยเอ่ยขึ้นเบาๆ น้ำเสียงของนางสั่นไหวน้อยๆ อย่างที่ไม่มีใครสังเกตเห็น “เจ้าเป็นใครกันแน่?” หลี่เฟยเทียนคลี่ยิ้มจางๆ รอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยอำนาจและเสน่ห์ที่ทำให้หัวใจของนางต้องกระตุกไหว เขาขว้างกิ่งไม้ในมือทิ้งลงพื้นอย่างไม่ใยดี ก่อนจะก้าวเข้าไปหานางจนระยะห่างลดเหลือเพียงลมหายใจกั้น “ในเมื่อเจ้ายอมออกมาจากหอเมฆาเย็นชาเพื่อศิษย์สวะคนหนึ่ง ข้าก็ไม่มีเหตุผลต้องซ่อนเร้น” เขาโน้มตัวลงไปกระซิบข้างใบหูของนาง เสียงทุ้มต่ำนั้นเปี่ยมด้วยแรงดึงดูดจนทำให้นางเซียนผู้เย็นชาถึงกับชะงักงัน “ข้าคือคนที่จะสลักชื่อของข้าไว้บนฟากฟ้า และข้าต้องการให้เจ้า… เป็นพยานในวิถีดาบครั้งนี้” ทันใดนั้น เสียงคำรามดังกึกก้องมาจากท้องฟ้าเหนือหุบเขา เมฆสีดำมืดมิดก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็วสายฟ้าสีครามฟาดลงมาเบื้องหลังร่างของหลี่เฟยเทียนสว่างวาบไปทั่วทั้งทิศา และในวินาทีที่แสงจากสายฟ้าสะท้อนเข้ากับดวงตาของเขานั้น มู่หรงเซวี่ยก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงสูงสุด… เมื่อเงานั้นหาใช่ร่างของชายหนุ่มธรรมดาไม่ แต่กลับเป็นเงาของมังกรสวรรค์ที่แผ่รังสีอำนาจกดทับจนแผ่นดินสั่นสะเทือน! ขอบพระคุณทุกท่านที่ติดตามการเดินทางของหลี่เฟยเทียนในบทแรกนี้นะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
สารจากนักเขียน (เซียนสุราเมามาย)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง วิถีดาบไร้ลักษณ์ สลักรอยจารึกนภา นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

Dino Egg common
บ่มเพาะไข่60%