เซียนกลยุทธ์ไร้เงา กับภารกิจกู้ซากโลกเวทมนตร์ใน 45 วัน•ตอนที่ 24

พันธมิตรจากต่างแดน

ผลงานโดย ลอร์ดออฟดาร์กเนส
"หากพวกเจ้าก้าวล้ำเข้ามาในเขตอารักษ์แห่งมหานครสลักศิลาอีกเพียงก้าวเดียว ข้าจะถือว่านั่นคือประกาศิตแห่งสงคราม" เสียงทุ้มต่ำราวกับก้อนหินบดเข้าหากันดังสะท้อนก้องไปทั่วหุบเขารกร้าง ไอร้อนระอุที่พวยพุ่งขึ้นมาจากรอยแตกของพื้นดินสะท้อนเงาร่างมหึมาของสิ่งมีชีวิตเผ่าพันธุ์ 'โกเลมทมิฬ' หกตนที่ยืนตระหง่านขวางเส้นทางอยู่ เบื้องหน้าของพวกมันคือแท่นหินโบราณที่สลักอักขระเวทมนตร์เรืองแสงสีม่วงเข้ม บ่งบอกถึงเขตแดนศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่อนุญาตให้ผู้ใดล่วงล้ำ เรย์หยุดฝีเท้าลงอย่างเงียบเชียบ ดวงตาคู่คมกริบกวาดตามองโครงสร้างพลังงานรอบตัว คำนวณความหนาแน่นของมานาและองศาการยืนของศัตรูในเสี้ยววินาที สมองส่วนลึกประมวลผลระบบเกมออนไลน์ที่ซ้อนทับกับโลกความเป็นจริงอย่างแม่นยำ อัตราการรอดชีวิตจากการปะทะตรงหน้ามีเพียงสิบสองเปอร์เซ็นต์เท่านั้น เว้นเสียแต่ว่าเขาจะเลือกใช้วิธีที่อยู่นอกเหนือจากตำราพิชัยยุทธ์ทั่วไป ด้านข้างของเขา เอลาร่าสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อระงับความตื่นตระหนก แม่ทัพหญิงกำด้ามดาบในมือแน่นจนข้อต่องอขาว แม้ความมั่นใจของนางจะเคยแตกสลายไปจากการพ่ายแพ้ครั้งก่อน ทว่ายามนี้ ในยามที่ยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กับเด็กหนุ่มผู้ร้อยเรียงกลยุทธ์ไร้เงา แววตาของนางกลับมีความมุ่งมั่นระอุขึ้นมาอีกครั้ง นางไม่ได้มองพวกมันเป็นอุปสรรคที่ต้องทำลายล้าง แต่มองเป็นกระดานหมากที่ต้องหาทางเดินหام "อย่าเพิ่งใช้กำลังครับเอลาร่า" เรย์เอ่ยเสียงกระซิบแผ่วเบา มือเรียวยกขึ้นเป็นเชิงห้ามปราม "เผ่าโกเลมทมิฬไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อการเจรจา แต่พวกมันถูกโปรแกรมให้ปกป้อง 'บางสิ่ง' ที่อยู่เบื้องหลัง หากเราทำลายพวกมันทั้งหมด ระบบรักษาความปลอดภัยของซากโบราณสถานแห่งนี้จะถูกรีเซ็ต และนั่นจะทำให้เวลาสี่สิบห้าวันของเราเหลือศูนย์ทันที" "แต่ถ้าเราไม่เจรจA พวกมันก็จะบดขยี้เราให้แบนเป็นหน้ากลองภายในสามนาทีนะเรย์" เอลาร่าตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่พยายามควบคุมไม่ให้สั่น นางขยับตัวเข้ายืนเหลื่อมล้ำกับเรย์เล็กน้อยเพื่อเตรียมพร้อมรับมือหากเกิดการจู่โจมฉับพลัน "เพราะฉะนั้น เราถึงต้องใช้ 'ภาษา' ที่พวกมันเข้าใจมากที่สุด" เรย์ก้าวเท้าออกไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ร่างกายไม่ได้แสดงท่าทีคุกคาม ตรงกันข้าม เขากลับคลายมือออกจากอาวุธและปลดปล่อยออร่ามานาให้อยู่ในระดับที่เสถียรที่สุด การกระทำที่ไร้ซึ่งความหวาดกลัวนี้ทำให้ผู้นำของโกเลมทมิฬ ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าตัวอื่นๆ ถึงเท่าตัว หรี่ตาสีแดงฉานลงอย่างพิจารณา "ข้าแต่มหาอำมาตย์แห่งปฐพีศิลา" เรย์เอ่ยด้วยน้ำเสียงกังวานและหนักแน่น ภาษาโบราณที่ใช้ในการร่ายเวทมนตร์ยุคบรรพกาลหลุดออกจากริมฝีปากของเขาอย่างคล่องแคล่ว "ผู้พิทักษ์แห่งสนธิสัญญาพันปี ข้ามิได้มาในฐานะผู้รุกราน แต่มาเพื่อทวงคืน 'สิทธิ์ในการดูแล' ตามที่พันธสัญญาแห่งมารดาโลกได้จารึกไว้ในศิลาผนึกบทที่เจ็ด" สิ้นคำพูดนั้น อักขระสีม่วงบนแท่นหินก็เกิดอาการสั่นไหวเล็กน้อย โกเลมทมิฬตัวใหญ่ส่งเสียงคำรามต่ำในลำคอ แรงกดดันมหาศาลแผ่ซ่านจนอากาศรอบตัวบิดเบี้ยว มันก้มตัวลงมาใช้ดวงตาสีแดงจ้องมองมนุษย์ตัวเล็กจิ๋วเบื้องหน้า ราวกับกำลังชั่งน้ำหนักคำพูดของเด็กหนุ่มกับกฎเกณฑ์ที่มันยึดถือมานับพันปี "มนุษย์... เจ้ากล้าดียังไงถึงอ้างอิงสนธิสัญญาปฐพี เจ้าเป็นเพียงเศษซากอารยธรรมที่หลงเหลือจากยุคแห่งความหายนะ ไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะเอ่ยนามแห่งมารดาโลก" เสียงของโกเลมทมิฬดังสะท้อนในจิตสำนึกของทั้งสองคนโดยตรง มันไม่ใช่เสียงพูด แต่เป็นการส่งผ่านคลื่นความคิดที่เต็มไปด้วยความเหยียดหยามและความโกรธแค้นสะสม เอลาร่ารู้สึกหน้ามืดชั่วขณะจากแรงสะท้อนทางจิตวิญญาณ นางกัดฟันกรอดจนเลือดซิบที่มุมปาก ทว่าเรย์กลับยืนหยัดอย่างมั่นคง มุมปากของเขายกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางเบา—รอยยิ้มที่เป็นเอกลักษณ์ของเซียนกลยุทธ์ผู้มองเห็นทางออกเสมอแม้ในยามที่มุมอับแคบที่สุด "นั่นคือความจริงเมื่อสามสัปดาห์ก่อนครับ" เรย์ตอบกลับอย่างไม่สะทกสะท้าน "แต่ทว่า... สถานการณ์ในปัจจุบันได้เปลี่ยนไปแล้ว สภาวะการล่มสลายของแกนกลางเวทมนตร์กำลังลามมาถึงเขตแดนของพวกท่าน หากข้าไม่มีสิทธิ์จริง เหตุใด 'กุญแจศิลา' ในมือของข้าถึงตอบสนองต่ออักขระของพวกท่านเล่า?" ทันใดนั้น เรย์ก็แบมือขวาออก ผลึกคริสตัลสีครามชิ้นเล็กที่เขาเก็บกู้มาจากซากดันเจี้ยนชั้นแรกก็เปล่งแสงสว่างวาบขึ้นมา มันคือชิ้นส่วนเศษเสี้ยวของระบบแกนโลกเวทมนตร์ที่เชื่อมโยงกับสถาปัตยกรรมทุกแห่งในทวีปนี้ ทันทีที่แสงสีครามสาดส่องกระทบกับแท่นหินโบราณ อักขระสีม่วงที่เคยดุดันก็พลันเปลี่ยนเป็นสีฟ้าอ่อน โกเลมทมิฬทั้งหกตนชะงักง่าย ท่าทีคุกคามลดลงอย่างเห็นได้ชัด แรงกดดันรอบตัวมลายหายไปในพริบตา ราวกับระบบกำลังประมวลผลคำสั่งใหม่จากผู้มีสิทธิ์ขาด เอลาร่ามองภาพนั้นด้วยความทึ่ง นางไม่เคยคิดเลยว่าเด็กหนุ่มข้างกายจะสามารถใช้ประโยชน์จากสิ่งของชิ้นเล็กๆ เพื่อพลิกสถานการณ์ที่อันตรายถึงชีวิตให้กลายเป็นโต๊ะเจรจาได้ภายในพริบตา เคมีและความเชื่อใจระหว่างทั้งสองคนเติบโตขึ้นอย่างเงียบงันในทุกย่างก้าวของการผจญภัย "เจ้า..." โกเลมทมิฬตัวใหญ่ผ่อนลมหายใจร้อนผ่าวออกมาเป็นไอสีขาว "เจ้ามีเงื่อนไขอะไร มนุษย์ผู้นี้? พลังงานที่เหลืออยู่ของเรามีจำกัด หากเจ้าต้องการผ่านทาง เจ้าต้องแลกเปลี่ยนด้วยสิ่งที่เท่าเทียม" เรย์หรี่ตาลงเล็กน้อย แผนการขั้นต่อไปเริ่มก่อตัวขึ้นในสมอง "ข้าไม่ได้ต้องการแค่ผ่านทาง แต่ข้าต้องการ 'พันธมิตร' เพื่อกู้ซากโลกเวทมนตร์แห่งนี้ และพวกท่าน... คือกองกำลังแนวหน้าที่เหมาะสมที่สุด" ท่ามกลางบรรยากาศที่เริ่มคลี่คลายและความเงียบสงบที่กลับคืนสู่หุบเขารกร้าง จู่ๆ เสียงแจ้งเตือนระบบที่ทั้งคุ้นเคยและน่าสะพรึงกลัวก็ดังขึ้นในโสตประสาทของเรย์โดยปราศจากสัญญาณเตือนล่วงหน้า *[ติ๊ง! ตรวจพบการแทรกแซงจากระบบภารกิจลับระดับ SSS: "เงาแห่งผู้ทรยศที่ถูกลืม"*] *[คำเตือน: ผู้เล่นและคณะได้ก้าวเข้าสู่เขตอาณาเขตต้องห้ามที่ไม่ได้ถูกบันทึกในแผนที่หลัก]* *[เป้าหมายภารกิจถูกเปลี่ยนกระทันหัน: จงเอาชีวิตรอดจากการจู่โจมของ 'ผู้บัญชาการเงาทมิฬ' ที่กำลังจะปรากฏตัว ณ เบื้องหน้าในอีก 10... 9...]* เรย์เบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย—นี่ไม่ใช่การเจรจากับเผ่าพันธุ์ที่ไม่เป็นมิตรธรรมดาเสียแล้ว แต่พวกเขากำลังถูกต้อนเข้าสู่ "กับดัก" ของใครบางคนที่มีอำนาจเหนือกว่าระบบเสียอีก ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและเติบโตไปพร้อมกับตัวละครอย่างเหนียวแน่นนะครับ
สารจากนักเขียน (ลอร์ดออฟดาร์กเนส)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนกลยุทธ์ไร้เงา กับภารกิจกู้ซากโลกเวทมนตร์ใน 45 วัน นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%