เงาเรือนไทยกลางวังหลัง: ฆาตกรรมรำพันวิญญาณอาฆาต•ตอนที่ 16

บทเพลงที่สาบสูญ

ผลงานโดย ศาลาริมน้ำโบราณ
กลิ่นกำยานมัสยาที่ผสมผสานด้วยยางสนจากแดนใต้ ลอยอวลเคล้ากับความเย็นยะเยือกของรัตติกาลนอกตำหนักสุริยันจันทรา สายลมหนาวระลอกปลายฤดูพัดผ่านระเบียงไม้แกะสลัก เกิดเป็นเสียงโหยหวนคล้ายเสียงซอด้วงขาดสาย มินตราบดผงสมุนไพรในครกหินหยกขาวด้วยจังหวะสม่ำเสมอ แววตาของนางสะท้อนประกายไฟจากตะเกียงสำริดเป็นสีชาด ยามนี้นางไม่ได้เป็นเพียงสนมผู้ไร้ที่มาในวังหลังอันซับซ้อนซ่อนเงื่อน หากแต่เป็นผู้กุมกุญแจดอกสำคัญที่จะไขประตูมิติแห่งความตายระหว่างสองแผ่นดิน “ดนตรีบทนั้น… เจ้ายังได้ยินมันอยู่หรือไม่อิงฮวา” เสียงนุ่มนวลเอ่ยขึ้น ท่ามกลางความเงียบงันที่กดดันจนแทบได้ยินเสียงลมหายใจของกันและกัน นางกำนัลอิงฮวาผู้ถวายงานรับใช้สะดุ้งน้อยๆ ใบหน้าซีดเผือดจนแทบไร้สีเลือด นางก้มหน้าต่ำจนคางชิดอก “ทูล... ทูลพระสนม หม่อมฉันได้ยินเพค่ะ เสียงระนาดเอกบรรเลงเพลง ‘ลาวดวงเดือน’ ดังแว่วมาจากตำหนักร้างทิศบูรพา... ทั้งที่ตำหนักนั้นถูกปิดตายด้วยยันต์อาคมของสำนักลัทธิเต๋ามานานนับสิบปีแล้วนะเจ้าคะ” มินตราหยุดมือที่กำลังบดสมุนไพร รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปาก แต่นัยน์ตากลับไร้ซึ่งความขบขัน เพลงไทยเดิมที่ลอยลมข้ามภพมาไกลนับพันลี้ เสียงระนาดที่กังวานก้องในวังหลวงของแมนจู นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญอย่างแน่นอน มันคือสัญญาณ… สัญญาณจากดวงวิญญาณอีกดวงหนึ่งที่กำลังเรียกร้องหาความยุติธรรม หรือบางที… อาจกำลังรอคอยการชำระหนี้เลือดที่ยังค้างคา ประตูกระดาษสาถูกผลักเปิดออกอย่างเงียบเชียบโดยปราศจากเสียงฝีเท้า ร่างสูงโปรดในอาภรณ์สีดำสนิทปักลายมังกรเงินยวงก้าวเข้ามา ท่ามกลางไอหนาวเย็นที่แผ่ซ่านเข้ามาพร้อมกับตัวเขา ท่านอ๋องเฉินอี้… ผู้เยือกเย็นและดุร้าย นัยน์ตาคมกริบดั่งพญาเหยี่ยวคู่นั้นกวาดมองเครื่องมือแพทย์และสำรับสมุนไพรบนโต๊ะ ก่อนจะหยุดนิ่งอยู่ที่ใบหน้าอันนิ่งสงบของสตรีตรงหน้า “ดึกดื่นป่านนี้ ไฉนสนมรักจึงยังไม่พักผ่อน หรือเสียงเพลงจากแดนไกลเมื่อครู่ กำลังขับกล่อมให้เจ้าตื่นจากการหลับใหล” น้ำเสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นด้วยความระแวงระวัง แฝงไว้ด้วยอำนาจกดดันที่สามารถบดขยี้ผู้คนให้แหลกสลายได้ในคําพูดเดียว มินตราช้อนสายตาขึ้นสบกับบุรุษผู้ทรงอำนาจ นางมิได้หลบสายตาหรือแสดงความหวาดกลัวเช่นสนมางอื่น ตรงกันข้าม นางกลับลุกขึ้นยืนช้าๆ ย่อกายถวายความเคารพอย่างงดงามไร้ที่ติ กลิ่นกายหอมกรุ่นของดอกปีบที่นางมักใช้ปรุงเองลอยละล่องเข้าปะทะนาสิกของอ๋องเฉินอี้ ทำให้แววตาดุดันคู่นั้นไหววับไปชั่วขณะ “หม่อมฉันหาได้ตื่นเพราะเสียงเพลงไม่เพค่ะ... หากแต่ตื่นเพราะเสียงร่ำไห้ของแผ่นดินที่ท่านอ๋องกำลังพยายามกลบฝังต่างหาก” มินตราเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าเฉียบคมดั่งคมมีดที่ซ่อนอยู่ในฝักแพร อ๋องเฉินอี้แค่นหัวเราะในลำคอ ก้าวเท้าเข้าประชิดร่างบางจนมินตราต้องเงยหน้าขึ้นมอง กลิ่นอายบุรุษและกลิ่นเหล้าหมักชั้นดีจากราชสำนักโชยเข้าแตะจมูก “เจ้าช่างบังហานนัก มินตรา รู้หรือไม่ว่าคำพูดเมื่อครู่สามารถทำให้ตระกูลของเจ้าในดินแดนโพ้นทะเลถูกประหารเจ็ดชั่วโคตรได้” “ตระกูลของหม่อมฉันดับสูญไปตั้งแต่เพลิงเผาเรือนไทยหลังนั้นแล้วเพค่ะท่านอ๋อง” มินตราสวนกลับทันควัน นัยน์ตาสีดำสนิทฉายแววท้าทาย “เหลือเพียงตัวหม่อมฉันที่ยืนอยู่ ณ ที่นี้เพื่อทวงความจริง... รวมถึง ‘โน้ตดนตรี’ แผ่นนั้น ที่ฮองเฮาเหม่ยหลินทรงซ่อนไว้ในหีบสมบัติโบราณของบรรพกษัตริย์” บรรยากาศภายในตำหนักพลันทิ้งดิ่งลงสู่ความเยือกเย็นยะเยือก อ๋องเฉินอี้หรี่ตาลงเล็กน้อย มือหนาเอื้อมไปเชยคางมนขึ้นอย่างถือวิสาสะ นิ้วแกร่งสัมผัสผิวเนียนนุ่มราวกระเบื้องเคลือบ ทว่าแววตากลับเต็มไปด้วยความซับซ้อนยากหยั่งถึง “เจ้าฉลาดเกินไปแล้ว มินตรา… ความฉลาดมักนำพาความตายมาสู่สตรีเสมอ” “ความตายมิใช่สิ่งน่ากลัวสำหรับผู้ที่เคยตายมาแล้วหรอเพค่ะท่านอ๋อง” นางตอบกลับโดยไม่สะดุ้งสะเทือนแม้แต่น้อย ก่อนจะเอื้อมมือไปหยิบกระดาษแผ่นเก่าคร่ำครึที่ซ่อนอยู่ใต้ตำราแพทย์แผนจีน ส่งให้เขา “นี่คือโน้ตเพลงไทยโบราณที่หม่อมฉันถอดรหัสได้จากรอยสลักบนเสาตำหนักร้าง เสียงระนาดที่ท่านได้ยินเมื่อครู่ ไม่ใช่ภูตผีปีศาจที่ไหน… แต่มันคือ ‘รหัสลับ’ ของการส่งข่าวสารระหว่างสายลับในราชสำนักหมิงที่ถูกกวาดล้างเมื่อสามสิบปีก่อน และผู้ที่ถือครองเครื่องดนตรีชิ้นสุดท้าย… คือคนสนิทข้างกายฮองเฮา” อ๋องเฉินอี้รับกระดาษแผ่นนั้นมาพิจารณา ดวงตาคมกริบกวาดมองตัวโน้ตแปลกตาที่เรียงรายอย่างเป็นระเบียบ สมองอันปราดเปรื่องของแม่ทัพใหญ่ประมวลผลอย่างรวดเร็ว เขารู้ดีว่าฮองเฮาเหม่ยหลินกำลังใช้พิธีกรรมไสยศาสตร์จากดินแดนไกลโพ้นเพื่อครอบงำจิตใจของฮ่องเต้ และหากโน้ตเพลงนี้เชื่อมโยงไปถึงเครือข่ายสายลับเก่า นั่นหมายความว่าหลักฐานชิ้นนี้สามารถสั่นคลอนบัลลังก์ของฮองเฮาได้ทั้งรากเหง้า! “เจ้าต้องการสิ่งใดแลกกับเบาะแสนี้” อ๋องเฉินอี้เอמהเสียงต่ำลง ความดุร้ายในแววตาเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความสนเท่ห์และชื่นชมอย่างปิดไม่มิด “อิสรภาพ… และความจริงเบื้องหลังการตายของมารดาหม่อมฉัน” มินตราตอบกลับหนักแน่น ทว่าก่อนที่อ๋องเฉินอี้จะได้เอวาจาใดตอบรับ *เคร้ง!* เสียงถ้วยชาเซรามิกราคาแพงตกลงแตกกระจายที่หน้าประตูตำหนัก พร้อมกับร่างของขันทีเฒ่าผู้ดูแลพระคลังสมบัติที่ล้มฟุดยาวลงไปกับพื้น เลือดสีดำคล้ำไหลทะลักออกจากมุมปาก กลิ่นหอมหวานปะปนกับกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ อ๋องเฉินอี้พุ่งตัวไปที่หน้าต่างในเสี้ยววินาที ชักกระบี่ออกจากฝักด้วยความรวดเร็วราสายฟ้าแลบ ทว่าความมืดมิดนอกระเบียงกลับว่างเปล่าไร้เงาผู้คน มีเพียง ‘ปิ่นปักผมทองคำขาวประดับหยกเลือด’ รูปดอกโบตั๋น ซึ่งเป็นเครื่องประดับประจำพระองค์ของฮองเฮาเหม่ยหลิน ตกอยู่บนพื้นท่ามกลางคราบเลือดสดๆ มินตรารีบก้าวเข้าไปใกล้ นางก้มลงหยิบปิ่นปักผมดอกนั้นขึ้นมาพิจารณา “ดูเหมือนว่า… ความลับที่เรากำลังค้นหา จะไม่ได้มีแค่เรื่องราวในอดีตเสียแล้วกระมังเพค่ะท่านอ๋อง” นางเงยหน้าขึ้นสบตาเขา รอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏขึ้นบนเรียวปาก “เพราะตอนนี้… ศัตรูของเราก้าวเข้ามาถึงหน้าประตูห้องนอนเสียแล้ว” อ๋องเฉินอี้หันกลับมามองสตรีตรงหน้า แววตาคมกริบฉายประกายอันตราย เขายื่นมือมารับปิ่นปักผมจากมือนาง ก่อนจะกระชากร่างบางเข้าหาตัวอย่างกะทันหัน จนหน้าอกของนางแนบชิดกับแผงอกแกร่ง ลมหายใจอุ่นร้อนปะปนกันท่ามกลางความหน็บหนาวของราตรีกาล “ดูเหมือนว่าเราสองคน… ได้ผูกชะตากรรมเข้าด้วยกันอย่างไร้ทางหลีกหนีเสียแล้วล่ะ สนมรัก” ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางข้ามมิติเวลามาสู่ความมืดมิด ณ ศาลาริมน้ำโบราณแห่งนี้นะครับ
สารจากนักเขียน (ศาลาริมน้ำโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาเรือนไทยกลางวังหลัง: ฆาตกรรมรำพันวิญญาณอาฆาต นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%