กลิ่นหอมหวลของกฤษณาเผาไหม้จนเกรียมสนิทในกระถางทองเหลืองสลักลายหงส์คู่ ไม่ได้ช่วยให้บรรยากาศภายในตำหนักบูรพาอบอุ่นขึ้นเลยแม้แต่น้อย ตรงกันข้าม ความหนาแน่นของควันสีขาวขุ่นที่ลอยอ้อยอิ่งอยู่เบื้องล่าง กลับทำให้เงาตะคุ่มของเสาไม้จันทน์หอมดูบิดเบี้ยวคล้ายร่างไร้วิญญาณที่กำลังบิดเร้าด้วยความทรมาน
มินตราทรุดกายลงนั่งบนแท่นบรรทมปักลายไหมสีชาด มือเรียวบางสั่นระริกเล็กน้อยยามสัมผัสเนื้อผ้าแพรต่วนเย็นเฉียบที่แนบอยู่กับผิวเนื้อ ดวงตาคู่คมกวาดมองไปรอบห้องนอนอันเงียบสงัด... เสียงฝีเท้าที่ย่ำลงบนพื้นไม้กระดานด้านนอกเมื่อครู่หยุดลงแล้ว ทว่าความเย็นเยียบที่แผ่ซ่านผ่านรอยต่อของประตูหน้าต่าง กลับยิ่งทวีความรุนแรงจนลมหายใจกลายเป็นไอสีขาว
"เจ้าสัมผัสได้ถึงมันอีกแล้วใช่หรือไม่..."
เสียงทุ้มต่ำราวกับเสียงคำรามของพยัคฆ์หนุ่มดังขึ้นจากมุมมืดของห้อง อ๋องเฉินอี้ก้าวออกมาจากเงาสลัวของม่านไหมปักลายมังกร ท่วงท่าของเขายังคงสง่างามและเยือกเย็นดุจหินผา ทว่านัยน์ตาคมกริบคู่นั้นกลับฉายแววระแวดระวังอย่างที่มินตราไม่เคยเห็นมาก่อน มือหนาเอื้อมมากุมมือที่เย็นเฉียบของนางไว้แน่น ความอุ่นซ่านจากฝ่ามือของเขาถ่ายเทความกลัวออกไปได้บ้าง ทว่ามันไม่อาจลบล้างความจริงที่ว่า บัดนี้ "สิ่งนั้น" ได้ก้าวล้ำเข้ามาถึงห้องนอนของพวกเขาแล้ว
"ไม่ใช่แค่สัมผัสเพคะท่านอ๋อง..." มินตราเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ดวงตาคู่สวยจับจ้องไปยังเงาดำที่ทาบทับอยู่บนบานหน้าต่างกระดาษสา "กลิ่นนั้น... กลิ่นอายของเรือนไทยโบราณที่ข้าคุ้นเคย มันกำลังลอยวนอยู่รอบตัวเรา กลิ่นของความตายและแรงอาฆาตที่ถูกปลุกให้ตื่นขึ้นจากหลุมศพ"
เปรี๊ยะ!
เสียงกระดาษสาบนบานหน้าต่างฉีกขาดออกเป็นทางยาว ราวกับมีกรงเล็บอันมองไม่เห็นกำลังกรีดกواดผ่านเข้ามา ลมพายุหมุนขนาดย่อมพัดกรรโชกเข้ามาในห้องจนควันธูปกระเซ็นกระสาย เปลวเทียนสีชาดที่มุมห้องดับลงพร้อมกันในเสี้ยววินาที ความมืดมิดเข้าโอบล้อมทั้งสองไว้ในพริบตา ทว่าในความมืดนั้น กลับมีแสงเรืองรองสีเขียวมรกตแปลกประหลาดสาดส่องออกมาจากมุมห้องน้ำ
มินตราเบิกตากว้าง นางจำแสงนั้นได้... มันคือแสงเดียวกับที่เคยปรากฏขึ้นในคืนที่เรือนไทยโบราณหลังนั้นถูกไฟเผาผลาญ และเป็นแสงที่นำพาดวงวิญญาณของนางข้ามภพข้ามชาติมาสู่วังหลังอันลึกล้ำแห่งนี้
"อย่ามองมัน!" อ๋องเฉินอี้ดึงร่างบางเข้าสู่อ้อมอกอย่างรวดเร็ว พร้อมกับชักกระบี่ประจำกายออกจากฝัก เสียงเหล็กกระทบกับอากาศดังดั่งเสียงคำรามของสายฟ้า เงาร่างสีดำทะมึนหลายสายพุ่งทะยานผ่านหน้าต่างเข้ามาอย่างรวดเร็วดุจภูตผี พวกมันไม่มีรูปร่างที่ชัดเจน หากแต่มีดวงตาสีเลือดคู่หนึ่งที่จ้องมองมายังมินตราด้วยความเคียดแค้นชิงชังราวกับจะกลืนกิน
"พวกมันไม่ได้มาเพื่อเอาชีวิตข้า..." มินตราเอ่ยลอดไรฟัน พยายามควบคุมสติท่ามกลางความหวาดกลัวที่กำลังกัดกินขั้วหัวใจ นางดันร่างของท่านอ๋องออกเล็กน้อยก่อนจะก้าวเท้าออกไปเผชิญหน้ากับเงาร่างเหล่านั้นด้วยสติปัญญาที่เหนือกว่า "พวกมันต้องการใช้ร่างนี้... เพื่อเปิดประตูอีกบานหนึ่ง"
"ประตูอันใด ข้าไม่สนทั้งนั้น!" อ๋องเฉินอี้คำรามลั่น นัยน์ตาดุร้ายวาวโรจน์ด้วยจิตสังหาร เขาตวัดกระบี่ฟันเข้าใส่เงาดำสายหนึ่งอย่างแม่นยำ ทว่าคมดาบกลับทะลุผ่านความว่างเปล่าไปราวกับฟันสายหมอก ไม่มีเลือดหยดลงมา มีเพียงเสียงกรีดร้องโหยหวนบาดแก้วหูที่ดังสะท้อนไปทั่วตำหนัก จนแก้วหูของมินตราแทบปริแตก
เงาดำสายหนึ่งพุ่งตรงเข้าใส่กระจกทองเหลืองโบราณที่ตั้งอยู่มุมห้อง ผิวกระจกที่เคยสะท้อนภาพของห้องนอน กลับแปรเปลี่ยนเป็นภาพของบ่อน้ำโบราณในเรือนไทย... บ่อน้ำที่ร่างของมินตราเคยจมดิ่งลงไปพร้อมกับคำสาปแช่ง น้ำในบ่อกระเพื่อมไหวอย่างรุนแรง ก่อนที่มือสีขาวซีดไร้เลือดจะโผล่ขึ้นมาเหนือน้ำ พร้อมกับเสียงกระซิบอันแผ่วเบาที่ดังดังก้องอยู่ในโสตประสาท
*'มิ่งเอ๋ย... กลับมา... กลับมารับกรรมที่เจ้าก่อไว้!'*
ร่างของมินตราเซถอยหลังไปหลายก้าว นางรู้สึกราวกับมีมือที่มองไม่เห็นกำลังบีบรัดลำคอของนางไว้อย่างแน่นหนา ลมหายใจติดขัด ขาทั้งสองข้างหนักอึ้งราวกับถูกตรึงไว้กับพื้นด้วยโซ่ตรวนแห่งความตาย นางหันไปมองอ๋องเฉินอี้ที่กำลังตวัดกระบี่ฟันใส่ภาพหลอนในกระจกอย่างบ้าคลั่ง เลือดสีแดงฉานไหลรินจากฝ่ามือหนาที่กำด้ามกระบี่แน่นจนห่อเลือด ทว่าเขาก็ยังคงยืนหยัดปกป้องนางไว้เบื้องหลังด้วยร่างอันกำยำ
ทว่า ในวินาทีที่ความหวาดกลัวพุ่งขึ้นถึงขีดสุดนั้นเอง เสียงฝีเท้าฝีเท้าหนึ่งก็ดังขึ้นที่หน้าประตูตำหนัก...
ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...
เสียงเคาะประตูสามครั้งดังขึ้นท่ามกลางพายุหมุนและเสียงกรีดร้องของภูตผี มันเป็นจังหวะที่เชื่องช้า เยือกเย็น และเต็มไปด้วยความจงใจจะคุกคาม
อ๋องเฉินอี้หยุดชะงัก นัยน์ตาคมกริบหันขวับไปมองบานประตูไม้แกะสลักที่ปิดสนิท มือที่ถือกระบี่สั่นน้อยๆ ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่เป็นเพราะจิตสังหารที่พุ่งพล่านถึงขีดสุด
ประตูตำหนักค่อยๆ แง้มเปิดออกช้าๆ พร้อมกับสายลมหนาวเหน็บที่พัดพาละอองหิมะสีแดงฉานเข้ามาภายในห้อง และที่ยืนอยู่ตรงธรณีประตูนั้น... คือร่างระหงในชุดนางกำนัลโบราณที่สวมหมวกคลุมหน้าสีดำสนิท มือเรียวยื่นถาดไม้สลักลายวิจิตรเข้ามาในห้อง บนถาดนั้นมีจอกกระเบื้องเคลือบลายครามที่บรรจุของเหลวสีดำสนิทส่งกลิ่นคาวเลือดคลุ้งกระจาย
"พระสนม..." เสียงหวานหยดย้อยเอ่ยขึ้นจากใต้หมวกคลุมหน้า "ฮองเฮาทรงมีพระราชสาส์น... ให้เชิญท่านเสวยน้ำจอกนี้ เพื่อต้อนรับแขกผู้มาเยือนจากแดนไกล"
มินตรามองจอกกระเบื้องนั้นด้วยหัวใจที่หล่นวูบ นางรู้ทันทีว่านี่ไม่ใช่แค่พิธีกรรมทางไสยศาสตร์ของฮองเฮาเหม่ยหลินเสียแล้ว แต่มันคือแผนการขั้นเด็ดขาดที่จะกำจัดนางให้พ้นทางในคืนที่วิญญาณอาฆาตแข็งแกร่งที่สุด
อ๋องเฉินอี้ก้าวเข้าไปหมายจะฟันร่างของนางกำนัลผู้นั้นเป็นสองท่อน ทว่าจู่ๆ นางกำนัลคนนั้นก็เปิดหมวกคลุมหน้าออก เผยให้เห็นใบหน้าที่เน่าเปื้อนและดวงตาที่ควักหายไปทั้งสองข้าง... นางคือสาวใช้คนสนิทของมินตราที่ถูกฆ่าตายไปเมื่อสัปดาห์ก่อนในเรือนซักล้าง!
สาวใช้ผู้ตายแย้มยิ้มกว้างจนมุมปากฉีกขาดถึงใบหู ก่อนจะเอ่ยประโยคสุดท้ายที่ทำให้เลือดในกายของอ๋องเฉินอี้และมินตราเย็นเฉียบลงพร้อมกัน
"ท่านอ๋องเพคะ... หากท่านฝืนดื่มน้ำจอกนี้แทนพระสนม... พระองค์จะทรงรอด... แต่วิญญาณของท่าน จะต้องตกเป็นของนายแห่งเรือนไทยไปตลอดกาล..."
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางข้ามมิติเวลามาสู่ความมืดมิด ณ ศาลาริมน้ำโบราณแห่งนี้นะครับ
เงาเรือนไทยกลางวังหลัง: ฆาตกรรมรำพันวิญญาณอาฆาต•ตอนที่ 18
ฝันร้ายที่กลายเป็นจริง
ผลงานโดย ศาลาริมน้ำโบราณ
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ศาลาริมน้ำโบราณ)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เงาเรือนไทยกลางวังหลัง: ฆาตกรรมรำพันวิญญาณอาฆาต นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!