กระบี่หิมะโปรยเหมันต์กับศิษย์ทรยศผู้ถูกสาป•ตอนที่ 1

หิมะแรกในหุบเขาเซียน

ผลงานโดย หลิวเยี่ยนซี
กระบี่วิญญาณ ‘เหมันต์วารี’ ในมือของมู่หรงเซวียนมิได้สั่นไหว แม้ว่าพายุหิมะนอกตำหนักไร้ลักษณ์จะโหมกระหน่ำจนเสาหยกสลักลายมังกรส่งเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าดราวกับจะแหลกสลาย ความหนาวเหน็บระดับที่สามารถแช่แข็งวิญญาณของเซียนบรรพกาลได้ในพริบตา ไม่ระคายเคืองผิวเนื้อขาวราวกระเบื้องเคลือบของนางแม้แต่น้อย ดวงตาดอกท้อคู่นั้นกวาดมองไปเบื้องล่าง ลานหินอัคนีหมื่นปีที่เคยไร้รอยขีดข่วน บัดนี้ถูกกลบฝังด้วยสีขาวโพลนจนน่ากลัว แต่สิ่งที่ดึงดูดสายตาคู่คมกริบของเซียนกระบี่ผู้สูงส่ง มิใช่ความวิปริตแปรปรวนของดินฟ้าอากาศ หากเป็นเงาร่างเล็กผอมบางที่นอนขดอยู่เบื้องหน้าประตูหินค่ายกลอัคคี เด็กหนุ่มผู้หนึ่ง... สภาพของเขาดูน่าเวทนานัก อาภรณ์สีเทามอมแมมขาดวิ่นจนแทบไม่เหลือชิ้นดี ร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผลฉกรรจ์ที่ถูกพิษความเย็นกัดเซาะจนเนื้อตัวเขียวคล้ำ รอยเลือดสีดำคล้ำไหลซึมออกมาปะปนกับเกล็ดหิมะจนกลายเป็นหยาดหยดสีแดงฉานน่ากลัว ทว่าสิ่งที่ทำให้มู่หรงเซวียนต้องหรี่ตาลงมิใช่ความน่าเวทนาของอีกฝ่าย หากแต่เป็น ‘ไอพลัง’ สายหนึ่งที่แผ่ออกมาจากร่างที่ไร้สติผู้นั้น ไอพลังสีดำทมิฬที่เจือปนกลิ่นอายโลหิตและสัญชาตญาณดิบเถื่อน มันกำลังกัดกินม่านพลังป้องกันของสำนักเซียนทีละน้อย ราวกับฝูงมดที่กำลังกัดแทะรากแก้วของต้นไม้ใหญ่ *วิถีมาร...* คำๆ นี้ผุดขึ้นมาในห้วงความคิดของมู่หรงเซวียนอย่างแผ่วเบา มุมปากเรียวบางยกยดขึ้นเล็กน้อยคล้ายเย้ยหยันโชคชะตา สำนักกระบี่เทียนหยินของนางตั้งอยู่บนยอดเขาที่สูงที่สุดในแดดิน บำเพ็ญเพียรด้วยวิถีเซียนบริสุทธิ์มานับหมื่นปี ไฉนเลยจู่ๆ สวรรค์จึงส่งลูกหลานแห่งวิถีมารมาเคาะประตูถึงหน้าถ้ำบำเพ็ญในคืนที่พายุหิมะวิปริตเช่นนี้เล่า? "อาจารย์..." เสียงแหบพร่าเล็ดลอดออกมาจากริมฝีปากที่แตกแห้งของเด็กหนุ่ม ดวงตาที่ปิดสนิทขยับไหวอย่างทรมาน ร่างกายสั่นเทิ้มด้วยพิษไข้และไอความเย็นที่แทรกซึมเข้าสู่ไขกระดูก แต่มือข้างหนึ่งกลับกำเศษหินก้อนหนึ่งไว้แน่นจนเล็บฉีกขาด เลือดสดๆ ไหลย้อมผืนหิมะให้กลายเป็นสีชาด มู่หรงเซวียนขมวดคิ้วมุ่น นางเป็นถึงผู้อำนวยสำนักผู้สำเร็จวิชากระบี่ขั้นสูงสุด ไร้ซึ่งความเมตตาปรานีต่อสิ่งแปลกปลอมนอกรีต กฎของสำนักระบี่เทียนหยินบัญญัติไว้ชัดเจน—*ผู้ใดข้องเกี่ยวกับวิถีมาร ต้องประหารอย่างไร้ความปรานี* ปลายนิ้วเรียวยาวสะบัดเบาๆ กระบี่เหมันต์วารีส่งเสียง ‘กริ๊ง’ กังวานใส ปลายคมกระบี่ชี้ตรงไปที่ลำคอระหงของเด็กหนุ่มผู้นั้นโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย เพียงแค่ปลายนิ้วกดลงไปอีกเพียงชั่วลมหายใจ ชีวิตน้อยๆ นี้ก็ย่อมดับสูญ และปัญหาในอนาคตทั้งหมดก็จะมลายหายไปสิ้น ทว่า... ในเสี้ยววินาทีที่คมกระบี่เฉียดผ่านผิวเนื้อจนเกิดรอยแผลแดงเรื่อ เด็กหนุ่มผู้นั้นก็ลืมตาขึ้น ดวงตาทั้งสองข้างมิใช่สีดำสนิทอย่างมนุษย์ทั่วไป แต่มันกลับเป็นสีแดงฉานดั่งโลหิต ทอประกายแสงวับวามราวกับสัตว์ป่ากระหายเลือดที่ถูกต้อนจนมุม แต่น่าแปลกยิ่งนัก... ภายในความดุร้ายและเคียดแค้นชิงชังที่ฉายชัดนั้น กลับมีเงาสะท้อนของความโดดเดี่ยวและเปราะบางอย่างถึงที่สุด ราวกับกวางน้อยที่หลงเข้ามาในดินแดนของพญาอินทรี "เจ้า..." มู่หรงเซวียนชะงักไปชั่วขณะ ลมหายใจของนางสะดุดลงวูบหนึ่ง "ฆ่าข้า... หรือไม่ก็พาข้าไป..." เสียงนั้นแหบพร่าแต่เต็มไปด้วยแรงอาฆาตมาดร้ายที่สะท้อนมาจากก้นบึ้งของหัวใจ "ถ้าท่านไม่กล้า... วันหนึ่งข้างหน้า... ข้าจะเหยียบย่ำสำนักของพวกท่านให้จมดิน!" คำประกาศกร้าวที่ไร้ซึ่งความเจียมตัวออกจากปากของเด็กหนุ่มใกล้ตาย ทำให้บรรยากาศรอบตัวลดฮวบลงจนถึงขีดสุด ลมปราณรอบกายของมู่หรงเซวียนระเบิดออกโดยไม่รู้ตัว แรงกดดันระดับเซียนขั้นมหาบรรพกาลกดทับร่างของเด็กหนุ่มจนกระดูกลั่นกรอบ เลือดสดๆ พร่าพรายทะลักออกจากทวารทั้งเจ็ด แต่นัยน์ตาสีแดงฉานคู่นั้นยังคงจ้องมองนางกลับมาอย่างไม่ยอมแพ้ ไม่มีแม้แต่เสียงร้องครวญคราง มีเพียงรอยยิ้มหยันที่มุมปากอาบเลือด ช่างอวดดี ช่างพยศ และช่าง... คล้ายคลึงกับตัวนางในอดีตเหลือเกิน มู่หรงเซวียนนิ่งงันไป เนิ่นนานเท่าใดไม่ทราบได้ที่นางยืนอยู่ท่ามกลางพายุหิมะที่โหมกระหน่ำ ก่อนที่ปลายนิ้วจะสะบัดอีกครั้ง ปิดผนึกจุดชีพจรทั่วร่างของเด็กหนุ่มด้วยปราณเหมันต์บริสุทธิ์เพื่อสกัดกั้นพิษร้ายที่กำลังแผดเผา ร่างที่ไร้เรี่ยวแรงของเด็กหนุ่มทรุดฮวบลงหมดสติไปในกองหิมะอีกครั้ง ทว่าก่อนที่สติจะดับวูบลง ศีรษะของเขาก็ซบลงบนชายอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ของนางพอดิบพอดี มู่หรงเซวียนก้มลงมองคราบเลือดสีดำที่เปรอะเปื้อนอาภรณ์ชั้นดี นางถอนหายใจออกมาเบาๆ ราวกับเสียงถอนหายใจของสายลมหนาว "มารับตัวเจ้าเข้ามา ก็เหมือนกับการชักศึกเข้าบ้าน..." นางพึมพำกับความว่างเปล่า ก่อนจะช้อนร่างที่เบาราวกับไร้น้ำหนักนั้นขึ้นไว้ในอ้อมแขนอย่างนุ่มนวลโดยไม่รู้ตัว "เจ้าเด็กโง่... เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าวิถีเซียนของข้า จะสยบไอมารในกายเจ้าไม่ได้?" นางหมุนตัวกลับเตรียมจะก้าวเท้าเข้าสู่ตำหนัก ทว่าทันใดนั้นเอง... ท้องน้ายามราตรีที่ควรจะถูกกลบฝั่งด้วยพายุหิมะ กลับปรากฏแสงสีทองสว่างวาบขึ้นมาอย่างกะทันหัน! ม่านฟ้าเหนือยอดเขาเทียนหยินฉีกขาดออกเป็นทางยาว เสียงคำรามดังกึกก้องราวกับอสนีบาตฟาดลงมากลางใจภวังค์ อักขระโบราณสีทองนับหมื่นตัวปรากฏขึ้นกลางอากาศ ห้อมล้อมตำหนักไร้ลักษณ์เอาไว้ในพริบตา และสิ่งสุดท้ายที่ปรากฏขึ้นท่ามกลางกลุ่มควันและอสนีบาตนั้น มิใช่เงาของสวรรค์ หากแต่เป็น ‘กระบี่’ เล่มหนึ่งที่พุ่งปักลงตรงหน้าประตูตำหนัก—กระบี่ที่สลักชื่อของนางเองเอาไว้... พร้อมกับรอยเลือดสดๆ ที่ยังอุ่นอยู่! ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางเข้าสู่หุบเขาเซียนอันหนาวเหน็บด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ!
สารจากนักเขียน (หลิวเยี่ยนซี)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่หิมะโปรยเหมันต์กับศิษย์ทรยศผู้ถูกสาป นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%