“ถ้าลูกหยุดเล่นเปียโนเพียงเพราะกลัวว่านิ้วจะเปื้อนฝุ่นของความผิดหวัง ลูกก็ไม่สมควรแม้แต่จะนั่งลงบนเก้าอี้ตัวนั้นตั้งแต่แรก”
เสียงทุ้มต่ำที่แฝงไปด้วยความเด็ดขาดดังก้องขึ้นกลางห้องโถงกว้างของบ้านตระกูลรินรดา มันไม่ใช่เสียงที่คุ้นหู แต่มันสั่นสะเทือนไปถึงขั้วหัวใจของหญิงสาวที่ยืนตัวแข็งทื่ออยู่หน้าเปียโนหลังเก่า
รินรดาหันขวับไปมองชายวัยกลางคนที่ยืนตระหง่านอยู่ตรงประตู แผ่นหลังที่เคยดูสูงใหญ่ในความทรงจำวัยเด็กบัดนี้ดูเปราะบางลงด้วยร่องรอยของกาลเวลา ทว่าดวงตาที่จับจ้องมานั้นยังคงแฝงด้วยประกายไฟที่เธอโหยหามาตลอดสิบปี... พ่อ ผู้ซึ่งหายไปจากชีวิตของเธอพร้อมกับความฝันที่ถูกทิ้งไว้กลางทาง
“คุณพ่อ...” รินรดาเปล่งเสียงออกมาได้เพียงแผ่วเบา ความเจ็บปวดที่พยายามฝังกลบไว้ค่อยๆ ตีตื้นขึ้นมาเหมือนพายุที่ซัดเข้าฝั่ง “ทำไมถึงเพิ่งมาตอนนี้คะ?”
เมฆาที่ยืนอยู่มุมห้องขยับตัวเล็กน้อย เขาสังเกตเห็นมือของรินรดาที่กำแน่นจนสั่น เขารู้ดีว่าควรจะเดินเข้าไปปลอบโยน แต่ความลับที่กัดกินหัวใจอยู่ลึกๆ ทำให้เขาเลือกที่จะยืนนิ่งเป็นเพียงเงาที่คอยเฝ้ามองอยู่ห่างๆ ราวกับคนขี้ขลาดที่ไม่อาจเอื้อมมือไปคว้าดาวที่กำลังจะส่องประกาย
พ่อของรินรดาไม่ตอบคำถามนั้นทันที เขาเดินช้าๆ เข้ามาใกล้เปียโน นิ้วมือที่หยาบกร้านลูบไล้ไปตามฝาปิดไม้ขัดเงา ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงทว่ายังคงความเยือกเย็น “ฉันไม่ได้มาเพื่อขอโทษที่หายไป แต่ฉันมาเพื่อถามว่า... เสียงดนตรีที่ลูกบรรเลงในงานประกวดครั้งก่อน มันคือเสียงจากหัวใจของลูกจริงๆ หรือมันคือเสียงที่ลูกฝืนเล่นเพื่อให้คนอื่นพอใจกันแน่”
รินรดากัดริมฝีปากแน่น “หนูทำตามที่แม่หวัง หนูเลือกทางที่ปลอดภัย... หนูกำลังจะทิ้งเปียโนไปเรียนบริหารตามที่ทางบ้านวางแผนไว้ค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้นลูกก็กำลังฆ่าตัวเองวันละนิด” พ่อของเธอกล่าวพร้อมกับหัวเราะเบาๆ ในลำคอ แต่มันไม่ใช่เสียงหัวเราะที่ร่าเริง “ฉันเดินทางไปทั่วโลก ได้ยินเสียงดนตรีมานับไม่ถ้วน แต่ไม่มีที่ไหนเพราะเท่าเสียงที่ลูกเคยเล่นให้ฉันฟังในวันที่ลูกยังไม่มีกรอบของคำว่า 'ความคาดหวัง' มาขวางกั้น รินรดา... ฉันไม่ได้มาเพื่อเปลี่ยนใจลูก แต่ฉันมาเพื่อจะบอกว่า ฉันเตรียมตั๋วและโอกาสที่ปารีสไว้ให้ ถ้าลูกกล้าพอที่จะเลิกเป็นหุ่นเชิดของใคร ก็จงพิสูจน์ให้ฉันเห็นด้วยเพลงเพลงเดียว”
ความเงียบเข้าปกคลุมห้องโถงจนได้ยินเสียงลมหายใจ เมฆามองเห็นแววตาที่สับสนของหญิงสาว เขารู้ดีว่าหากเธอเลือกเดินตามพ่อไป นั่นหมายถึงการหลุดพ้นจากกรงทอง แต่สำหรับเขา... มันหมายถึงการสูญเสียเธอไปตลอดกาล เพราะเขาไม่มีวันเป็นส่วนหนึ่งของโลกที่กว้างใหญ่เช่นนั้นได้
“ริน... อย่าเพิ่งตัดสินใจตอนนี้เลย” เมฆาตัดสินใจเอ่ยขึ้นในที่สุด เสียงของเขาดูแหบพร่าและอ้อนวอนอย่างประหลาด “ยังมีเวลาให้คิดไตร่ตรองนะ”
รินรดาหันไปมองเมฆา สายตาของทั้งคู่ประสานกัน ความเป็นห่วงที่เมฆาพยายามซ่อนไว้ฉายชัดออกมาจนเธอสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดที่แฝงอยู่เบื้องหลัง “เมฆาคะ ถ้าฉันไม่เลือกตอนนี้ ฉันคงไม่มีโอกาสเลือกอะไรได้อีกเลยตลอดชีวิต”
เธอก้าวไปนั่งบนเก้าอี้เปียโน สูดลมหายใจเข้าลึกจนเต็มปอด ราวกับกำลังจะตัดสินใจกระโดดลงจากหน้าผาสูงชัน นิ้วมือเรียวบางวางลงบนลิ่มเปียโนที่เธอคุ้นเคย บรรยากาศรอบข้างดูเหมือนจะหมุนวนช้าลง จังหวะดนตรีที่เธอเริ่มบรรเลงออกมาไม่ได้เรียบหรูเหมือนที่เคยซ้อม แต่มันเต็มไปด้วยความบีบคั้น ความสับสน และความปรารถนาที่พวยพุ่งออกมาจากความอัดอั้นตลอดหลายปี
ท่วงทำนองที่โศกเศร้าแต่ทรงพลังสะท้อนก้องไปทั่วบ้าน พ่อของเธอยืนกอดอกฟังด้วยสายตาที่ยากจะคาดเดา ส่วนเมฆากำมือแน่นจนเส้นเลือดปูดขึ้นมา เขาอยากจะเดินเข้าไปบอกให้เธอหยุด เพราะเขารู้ดีว่านั่นคือบทเพลงที่ตัดสินชะตาชีวิตของเธอ... และเป็นบทเพลงที่เขากลัวที่สุด เพราะมันคือเสียงแห่งการลาจาก
เมื่อนิ้วสุดท้ายปล่อยจากคีย์เปียโน ความเงียบที่ตามมานั้นราวกับมีดที่กรีดลงบนความรู้สึกของทุกคน
“ลูกเลือกแล้วใช่ไหม?” พ่อของรินรดาถามขึ้น น้ำเสียงของเขาดูภูมิใจกว่าครั้งไหนๆ
รินรดาค่อยๆ ลุกขึ้นยืน เธอสบตาเมฆาด้วยความรู้สึกที่พรั่งพรู ก่อนจะหันไปหาพ่อแล้วพยักหน้าช้าๆ “หนูเลือกทางของหนูค่ะ”
แต่ทว่า ในจังหวะที่ทุกคนกำลังตกอยู่ในภวังค์แห่งการตัดสินใจ เสียงโทรศัพท์มือถือของเมฆาก็ดังขึ้นทำลายความเงียบ เขาหยิบขึ้นมาดูเพียงแวบเดียว ใบหน้าหล่อเหลาที่เคยดูอบอุ่นกลับซีดเผือดลงจนไร้สีเลือด เขารีบก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว ก่อนจะสั่นหัวอย่างไม่อยากเชื่อสิ่งที่ปรากฏบนหน้าจอ
“ริน... ฉัน... ฉันคงต้องไปแล้ว” เมฆาพยายามฝืนยิ้มที่ดูแตกสลายที่สุดเท่าที่เธอเคยเห็น “ดูเหมือนว่าเรื่องที่ฉันปิดบังไว้... มันคงถึงเวลาที่ต้องจบลงเสียที”
เขาทิ้งท้ายด้วยประโยคที่ทำให้โลกของรินรดาหยุดหมุน ก่อนจะหันหลังวิ่งออกจากบ้านไปทิ้งไว้เพียงความว่างเปล่า และซองเอกสารสีน้ำตาลที่หล่นลงจากกระเป๋าเสื้อของเขาลงบนพื้น... เอกสารที่มีชื่อของโรงพยาบาลและคำวินิจฉัยที่เธอไม่เคยคาดฝันมาก่อน
แสงดาวพร่างพราวหวังว่าทุกท่านจะยังคงโอบกอดตัวละครเหล่านี้ไปด้วยกันนะคะ
ระยะห่างระหว่างเราคือดวงดาว•ตอนที่ 21
การกลับมาของอดีต
ผลงานโดย แสงดาวพร่างพราว
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แสงดาวพร่างพราว)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ระยะห่างระหว่างเราคือดวงดาว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!