ระยะห่างระหว่างเราคือดวงดาว•ตอนที่ 33

คำขอร้องสุดท้าย

ผลงานโดย แสงดาวพร่างพราว
“แม่คะ... หนูขอเวลาอีกแค่นิดเดียวไม่ได้หรือไงคะ” น้ำเสียงของรินรดาสั่นพร่า ท่ามกลางความเงียบงันที่แผ่ซ่านในห้องนั่งเล่นของบ้านพักตากอากาศหลังเก่า ทุกอย่างดูเล็กลงถนัดตาเมื่อเผชิญหน้ากับดวงตาที่แข็งกร้าวของมารดา รินรดากำชายกระโปรงแน่นจนข้อนิ้วซีดขาว เธอเพิ่งผ่านพ้นการปะทะคารมที่รุนแรงที่สุดในชีวิตมาหมาดๆ กลิ่นอายของความกดดันยังคงลอยวนอยู่รอบตัว เมฆายืนนิ่งอยู่มุมห้อง เขาสวมเสื้อเชิ้ตสีเทาที่ดูซีดจางไปตามกาลเวลา ใบหน้าเรียบเฉยนั้นไม่ได้แสดงความรู้สึกใดๆ ออกมา แต่ดวงตาคู่คมของเขากลับจ้องมองรินรดาด้วยความรู้สึกที่อ่านไม่ออก ราวกับเขากำลังพยายามบันทึกทุกรายละเอียดบนใบหน้าของเธอไว้ในความทรงจำก่อนที่จะถึงเวลาลบเลือน “ความฝันที่กินไม่ได้มันมีค่าแค่กระดาษที่ถูกเผา รินรดา” เสียงของมารดาเย็นเยียบเหมือนน้ำแข็ง “แม่ให้เวลาเธอมากพอแล้ว วันนี้... จะต้องจบเรื่องไร้สาระพวกนี้เสียที” ประตูกระจกบานใหญ่ด้านหลังเมฆาสะท้อนภาพเงาของท้องฟ้าที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีครามเข้ม เมฆาค่อยๆ ก้าวเท้าออกมาจากเงามืด เขาเดินไปยืนเคียงข้างรินรดา กลิ่นจางๆ ของยารักษาโรคที่คุ้นเคยโชยมาแตะจมูกเธอ มันไม่ใช่กลิ่นของความสะอาด แต่มันคือกลิ่นของ ‘เวลา’ ที่กำลังจะหมดลง “คุณน้าครับ” เมฆาเอ่ยขึ้น เสียงของเขาทุ้มต่ำและราบเรียบอย่างน่าประหลาด “รินรดาไม่ได้กำลังเล่นละคร... เธอแค่กำลังแสดงตัวตนที่แท้จริงออกมา” “เธอเป็นใครถึงมาพูดเรื่องนี้กับฉัน?” มารดาของรินรดาหันขวับมามองเมฆาด้วยแววตาดูแคลน “เด็กที่มีชีวิตอยู่แต่กับความหลังและโรคภัยอย่างเธอเนี่ยนะ จะมาสั่งสอนเรื่องอนาคตให้ลูกสาวฉัน?” รินรดาเบิกตากว้าง เธอสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนที่มือของเมฆาเมื่อเขาขยับมันขึ้นมาวางบนไหล่ของเธอเบาๆ ไม่ใช่การปลอบโยน แต่มันคือการยืนหยัด “ถูกของคุณครับ” เมฆาตอบด้วยรอยยิ้มจางๆ ที่มุมปาก “ชีวิตของผมมันสั้นและเปราะบางเกินกว่าจะมองเห็นอนาคตที่ไกลโพ้น... แต่เพราะผมเห็นมันชัดเจนเหลือเกินว่า 'อนาคต' ของรินรดานั้นสว่างไสวเพียงใด ผมถึงยอมไม่ได้ที่จะให้แสงนั้นต้องดับวูบลงเพียงเพราะความกลัวของผู้ใหญ่” “เมฆา...” รินรดาเรียกชื่อเขาแผ่วเบา น้ำตาที่กลั้นไว้เอ่อล้นออกมา เขาสบตากับเธอ แววตาของเมฆาในวินาทีนั้นเหมือนดวงดาวที่ใกล้จะดับแสง ทว่ามันกลับส่องประกายเจิดจ้าที่สุดเท่าที่เธอเคยเห็น “ริน... ฟังผมนะ” เขาขยับตัวเข้ามาใกล้จนลมหายใจอุ่นๆ รดใบหน้า “เปียโนหลังนั้นน่ะ เสียงของมันยังต้องการคุณอยู่ คุณเป็นคนเดียวที่ทำให้โน้ตเพลงเหล่านั้นมีชีวิต การที่คุณเลือกเดินตามความฝันจนจบ ไม่ใช่เพราะคุณดื้อรั้นกับแม่... แต่เพราะคุณกำลังเคารพหัวใจตัวเอง” “แล้วคุณล่ะคะ ถ้าหนูไป... แล้วคุณ...” “ผมจะอยู่ที่นี่” เขาพูดแทรกขึ้นมา ราวกับต้องการตัดบทสนทนาที่บีบคั้นหัวใจ “ที่ที่ผมเริ่มต้น และที่ที่ผมจะเป็นจดหมายเหตุให้คุณจำได้ว่า ครั้งหนึ่งคุณเคยทุ่มเทให้กับสิ่งที่รักมากแค่ไหน” ความเงียบเข้าปกคลุมห้องอีกครั้ง มารดาของรินรดาเบือนหน้าหนีด้วยความอึดอัดใจ เธอคงไม่เข้าใจหรอกว่าทำไมเด็กหนุ่มคนหนึ่งถึงยอมสละโอกาสที่จะรั้งคนรักไว้ข้างกาย เพียงเพื่อส่งให้เธอไปยืนอยู่บนจุดที่สูงที่สุดของความสำเร็จ “ไปเถอะรินรดา” เมฆากระซิบข้างหูเธอ น้ำเสียงของเขาหนักแน่นราวกับคำสาบาน “ทำตามความฝันของเรา... ให้ถึงบทเพลงสุดท้าย ให้โลกได้รับรู้ว่าคุณไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อซ่อนตัวอยู่ในเงามืดของใคร” เขาถอยห่างออกไปก้าวหนึ่ง ก่อนจะล้วงบางอย่างออกมาจากกระเป๋ากางเกง มันคือสมุดโน้ตเพลงเล่มเก่าที่เขาเคยบันทึกความคิดของรินรดาไว้ตั้งแต่วันแรกที่รู้จักกัน เขาไม่เคยให้ใครอ่านมันมาก่อน แต่ตอนนี้เขากลับยัดมันใส่มือของเธอ “นี่คือสิ่งที่คุณทิ้งไว้ในความทรงจำของผม... ตอนนี้มันเป็นของคุณแล้ว” รินรดากำสมุดเล่มนั้นไว้แน่น หัวใจของเธอเหมือนถูกบีบคั้นด้วยความรักและความเจ็บปวดที่ผสมปนเปกันจนแยกไม่ออก เธอหันไปมองแม่ที่ยังคงยืนตระหง่านราวกับกำแพงเมืองที่ไม่มีวันทลาย ก่อนจะหันกลับมามองเมฆาที่ยืนพิงกรอบหน้าต่าง แสงไฟจากภายนอกส่องให้เห็นใบหน้าที่เริ่มซีดเซียวของเขาอย่างชัดเจน “เมฆา...” “ไปได้แล้วครับ” เขาพยักหน้า ส่งยิ้มให้อย่างที่เขามักจะทำเสมอ รอยยิ้มที่ทำให้เธอยอมแลกทุกอย่างเพื่อให้ได้เห็นมันอีกครั้ง รินรดาตัดสินใจเดินตรงไปยังประตู เธอรู้ดีว่าก้าวออกไปครั้งนี้ ทุกอย่างจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เธอหยิบกระเป๋าเดินทางที่วางไว้ข้างโซฟาขึ้นมา กระชับสายสะพายแน่น เธอเดินผ่านมารดาของเธอไปโดยไม่หันกลับไปมอง แต่ในจังหวะที่มือสัมผัสกับลูกบิดประตู เสียงของเมฆาก็ดังขึ้นไล่หลังมา “ริน... ถ้าวันหนึ่งคุณขึ้นไปอยู่บนเวทีใหญ่แล้วมองลงมา...” เธอชะงักฝีเท้า หัวใจเต้นแรงจนแทบจะกระดอนออกมาจากอก “ถ้าคุณมองลงมาแล้วไม่เห็นผม... ได้โปรด อย่าตามหา” รินรดารีบหันกลับไป แต่ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้ากลับทำให้ลมหายใจของเธอหยุดนิ่ง เมฆาทรุดตัวลงนั่งกับพื้นพิงกรอบหน้าต่าง มือหนึ่งกุมที่หน้าอกอย่างทรมาน และสิ่งที่ร่วงหล่นลงมาจากมือของเขาไม่ใช่แค่สมุดโน้ต หากแต่เป็นรูปถ่ายใบหนึ่งที่เพิ่งร่วงออกมาจากกระเป๋าเสื้อของเขา... รูปถ่ายที่รินรดาไม่เคยเห็นมาก่อน เป็นรูปของเธอที่ยืนอยู่หน้าโรงละครระดับโลก... ทว่าในรูปนั้น กลับมีวันที่กำกับไว้ว่าเป็นวันที่เธอจะเรียนจบในอีกสามปีข้างหน้า พร้อมลายมือหวัดๆ ของเมฆาที่เขียนไว้ด้านหลังว่า ‘วันที่ผมจะไม่ได้อยู่ดู... แต่ผมจะภูมิใจที่สุด’ ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางและเติบโตไปพร้อมกับรินรดาและเมฆาในทุกบทตอนนะคะ หวังว่าความรักที่เปราะบางแต่ทรงพลังนี้จะเข้าไปอยู่ในหัวใจของทุกคนค่ะ "แสงดาวพร่างพราว"
สารจากนักเขียน (แสงดาวพร่างพราว)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ระยะห่างระหว่างเราคือดวงดาว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%