“ฟ้า... เรื่องเมื่อกี้... ถือว่าฉันไม่ได้พูดอะไรไปนะ”
ประโยคใจร้ายที่ถูกพ่นออกมาผ่านปลายสายเมื่อคืน ยังคงดังวนซ้ำอยู่ในโสตประสาทของฉันราวกับแผ่นเสียงตกร่อง ตลกดีเหมือนกันนะคะ ทั้งที่ฉันควรจะโล่งอกแท้ๆ ที่ตาบ้านั่นดึงสติกลับมาทัน ไม่ปล่อยให้ตัวเองเผลอหลุดคำว่า ‘จีบ’ ออกมาจนสถานะเพื่อนสนิทต้องพังทลายลง แต่ทำไม... หัวใจเจ้ากรรมถึงได้รู้สึกโหวตเหวงแปลกๆ ราวกับมีใครเอาสำลีไปอุดไว้จนหายใจไม่ทั่วท้องแบบนี้ล่ะคะ
ให้ตายสิ ฟ้าใส! เธอจะมานั่งใจลอยคิดถึงคำแก้ตัวน้ำขุ่นๆ ของนายวิศวะปากเสียคนนั้นไม่ได้นะ!
ฉันสะบัดหัวแรงๆ ไล่ความคิดฟุ้งซ่านออกไป ก่อนจะกวาดสายตามองเอกสารบัญชีตรงหน้า กองแฟ้มหนาเตอะที่ปกติเคยทำให้ปวดหัว วันนี้กลับไม่อาจดึงความสนใจของฉันไปได้เลยสักนิด เมื่อสมองดันไปจดจ่ออยู่กับภาพหน้าจอโทรศัพท์มือถือที่คว่ำหน้าไว้นานนับชั่วโมง ไร้ซึ่งวี่แววการแจ้งเตือนใดๆ จากคน ‘คนนั้น’ ตั้งแต่คืนวาน
ปกติแล้ว... ต่อให้เขาจะกวนประสาทหรือปากร้ายใส่แค่ไหน อย่างน้อยก็ต้องมีข้อความส่งมาแซะ มาหยอด หรือไม่ก็ส่งสติกเกอร์หน้ากวนๆ มาป่วนเปี้ยนในแชตตั้งแต่ฟ้ายังไม่ทันสว่างแล้วไม่ใช่เหรอคะ?
แต่นี่อะไรกัน... เงียบกริบ ราวกับว่าประโยค “ถือว่าฉันไม่ได้พูดอะไรไป” ไม่ได้หมายความแค่เรื่องเมื่อคืน แต่มันคือการถอยหลังกลับไปอยู่ในขอบเขตของคำว่า ‘เพื่อนสนิท’ แบบถาวรจริงๆ
“ยัยฟ้า! เหม่ออะไรอยู่จ๊ะแม่คุณ ประชุมกับฝ่ายวิศวะจะเริ่มอีกห้านาทีแล้วนะยะ ขืนเธอยังนั่งเอาวิญญาณล่องลอยแบบนี้ มีหวังโดนพี่หัวหน้าแผนกสับเละคาห้องประชุมแน่”
เสียงแหลมสูงของเพื่อนร่วมงานสาวก้าวเข้ามาสะกิด พร้อมกับแรงเขย่าที่หัวไหล่เบาๆ ดึงฉันหลุดจากภวังค์ความคิด
“อ๋อ... อื้ม รู้แล้วจ่ะ ขอบใจนะแก เดี๋ยวฉันตามไป” ฉันฝืนยิ้มรับบางๆ คว้าสมุดจดและแท็บเล็ตคู่ใจขึ้นมาแนบอก ก่อนจะสูดลมหายใจเข้าลึกๆ เพื่อเรียกสติสัมปชัญญะที่กระเจิดกระเจิงให้กลับเข้าร่าง
ห้องประชุมใหญ่ของบริษัทคึกคักไปด้วยผู้คนจากหลากหลายแผนก โดยเฉพาะฝั่งวิศวะที่มักจะส่งเสียงดังเอะอะโهاโชว์พาวกันตามประสาผู้ชายอกสามศอก และทันทีที่ฉันก้าวขาพ้นธรณีประตู สายตาเจ้ากรรมก็ดันกวาดไปเจอ... ‘เขา’
คีย์ ในชุดเสื้อเชิ้ตพับแขนขึ้นมาถึงข้อศอก เผยให้เห็นเส้นเลือดปูดโปーンตามท่อนแขนแข็งแรงตามแบบฉบับชายหนุ่มสายลุย กำลังยืนก้มๆ เงยๆ อยู่หน้าจอโปรเจคเตอร์ นิ้วเรียวยาวกำลังง่วนอยู่กับการเชื่อมต่อสายสัญญาณ โดยมีเพื่อนสนิทตัวแสบอย่าง ‘มาร์ค’ ยืนกอดอกทำหน้าทะเล้นอยู่ข้างๆ
บรรยากาศรอบตัวเขายังคงดูโดดเด่นและเป็นจุดสนใจเหมือนเคย... แต่มีบางอย่างที่เปลี่ยนไป
ทันทีที่สายตาของเราสบกันผ่านความวุ่นวายในห้องประชุม คีย์ชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาคมกริบที่เคยพราวระยับด้วยความเจ้าเล่ห์ยามได้แกล้งฉัน กลับไหววูบลงชั่วพริบตา ก่อนที่เขาจะเบนสายตาหนีอย่างรวดเร็ว ราวกับว่าการมองหน้าฉันนานเกินไปมันคือข้อห้ามเด็ดขาด
อึก... เจ็บแปล๊บในอกชอบกลแฮะ
อาการหลบตาแบบนั้นมันหมายความว่ายังไงกันคะ? คนที่ควรจะรู้สึกอึดอัดและอยากหลบหน้าควรจะเป็นฉันไม่ใช่หรือไง ทำไมตอนนี้กลับกลายเป็นว่า... เขาเป็นฝ่ายตีตัวออกห่างเสียเองล่ะ?
การประชุมดำเนินไปอย่างน่าเบื่อสำหรับฉัน สมองที่ไม่รักดีเอาแต่แอบชำเลืองมองคนฝั่งตรงข้ามเป็นระยะ คีย์ในยามทำงานจริงจังจนน่ากลัว เขากำลังอธิบายแผนงานการคำนวณงบประมาณโครงสร้างใหม่อย่างคล่องแคล่ว เสียงทุ้มต่ำที่กังวานผ่านไมโครโฟนเต็มไปด้วยความมั่นใจ ทว่า... ใบหน้าคมคายนั้นกลับดูเหนื่อยล้าอย่างเห็นได้ชัด ขอบตาดำคล้ำเล็กน้อยเหมือนคนไม่ได้นอนมาทั้งคืน
*‘หรือว่า... เมื่อคืนเขาจะคิดมากเรื่องที่พูดกับฉันเหมือนกัน?’*
ความคิดนั้นผุดขึ้นมาในหัว ทำเอาใจดวงน้อยเต้นผิดจังหวะไปวูบหนึ่ง แต่ฉันก็รีบปัดมันทิ้งทันที อย่าหลงตัวเองน่าฟ้าใส! คนอย่างนายคีย์ แค่คิดเรื่องโปรเจกต์หัวแตกก็ปวดหัวจะแย่แล้ว จะเอาเวลาไหนมานั่งแคร์ความรู้สึกผู้หญิงปากจัดอย่างเธอ
“เอาล่ะครับ ในส่วนของงบประมาณจัดซื้อวัสดุ ผมขอสรุปตัวเลขคร่าวๆ ประมาณนี้นะครับ มีใครมีข้อท้วงติงอะไรไหมครับ” เสียงทุ้มเอ่ยขึ้นช่วงท้ายของการประชุม
“ทางบัญชีไม่มีปัญหาค่ะ ตัวเลขลงตัวตามที่เสนอมา” ฉันเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ เป็นทางการที่สุดเท่าที่จะทำได้ พยายามไม่สบตากับคนที่ยืนอยู่หน้าห้อง
“โอเค งั้นเลิกประชุมได้ครับ... อ๊ะ เดี๋ยวก่อน!”
จังหวะที่ทุกคนกำลังทยอยเก็บของเตรียมตัวออกจากห้อง เสียงของมาร์คก็ดังแทรกขึ้นมาขัดจังหวะ พร้อมกับรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ที่ส่งตรงมาทางฉันและคีย์
“คือ... พอดีน้องฝึกงานฝั่งบัญชีที่ต้องมาตรวจรับเอกสารกับพวกเราวันนี้ เกิดท้องเสียกะทันหันครับหัวหน้า แล้วเอกสารล็อตสุดท้ายที่จะต้องเคลียร์ให้จบภายในเย็นนี้ มันดันต้องใช้คนตรวจเทียบกับสเปกวัสดุอย่างละเอียดเนี่ยสิ... ผมว่าให้ ‘ฟ้าใส’ อยู่ช่วยตรวจกับไอฟรอนท์... เอ้ย! กับไอคีย์ต่ออีกสักหน่อยน่าจะดีนะครับ ไหนๆ ก็โปรเจกต์เดียวกันอยู่แล้ว”
มาร์คจงใจลากเสียงยาวแถมยังส่งสายตากรุ้มกริ่มมาให้ ชัดเจนเลยค่ะว่านี่คือแผนการชงเข้มระดับสิบจากพ่อสื่อตัวแสบ!
“เฮ้ยไอ้มาร์ค มึง...” คีย์หันไปแยกเขี้ยวใส่เพื่อนสนิททันที น้ำเสียงดุดันแต่แฝงด้วยความร้อนรนแปลกๆ “กูจัดการคนเดียวได้น่า มึงจะไปลากฟ้าเขามาเกี่ยวทำไม วันนี้เขามีงานค้างบนโต๊ะตั้งเยอะ”
“โหน, คุณคีย์ครับ! พูดแบบนี้ได้ไง งานนี้มันงานส่วนรวมนะเว้ย อีกอย่าง น้องฟ้าใสเขาเป็นคนรอบคอบที่สุดในแผนกบัญชีแล้ว ถ้าไม่ได้น้องเขาช่วยดูสเปกเหล็กโครงสร้างเมื่อเช้า มีหวังพวกเราโดนฝ่ายจัดซื้อสวดหูชาแน่ จริงไหมครับน้องฟ้า?” มาร์คไม่ยอมแพ้ หันมาโยนขี้ เอ้ย! โยนคำถามใส่ฉันทันที
ฉันกะพริบตาปริบๆ มองหน้ามาร์คสลับกับคีย์ที่ตอนนี้ขมวดคิ้วมุ่นจนแทบจะเป็นปม
เอาจริง ๆ นะคะ... ฉันปฏิเสธได้เหรอ? ในเมื่อสายตาคาดหวังจากหัวหน้างานทั้งสองฝ่ายกำลังพุ่งตรงมาที่ฉัน แถมลึกๆ ในใจ (ที่ไม่อยากยอมรับเลยสักนิด) มันก็แอบรู้สึกโล่งใจแปลกๆ ที่วันนี้เราจะได้มีโอกาสเคลียร์ความอึดอัดค้างคาใจนี้เสียที
“Erm... ถ้าทางวิศวะต้องการคนช่วยตรวจเอกสารด่วนจริงๆ ฉันก็... อยู่ช่วยเคลียร์ให้ได้ค่ะ ไม่มีปัญหา” ฉันตอบออกไปเสียงเบา พร้อมกับแกล้งก้มลงเก็บแฟ้มเอกสารในมือเพื่อซ่อนรอยยิ้มมุมปากที่เผลอหลุดออกมา
“เยี่ยม! งั้นตามนี้นะครับทุกคน แยกย้าย! อ้อ... ฝากดูแลเพื่อนด้วยนะเว้ยไอ้คีย์!” มาร์คทิ้งท้ายด้วยประโยคกำกวม ก่อนจะรีบกวาดเอกสารแล้วเดินลิ่วออกจากห้องประชุมไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้ฉันกับคีย์ยืนอยู่กันตามลำพังท่ามกลางห้องประชุมที่ค่อยๆ โล่งลงเรื่อยๆ
บรรยากาศความเงียบงันเริ่มโรยตัวลงมาปกคลุมอีกครั้ง
คีย์ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ยกมือขึ้นเสยผมสีเข้มลวกๆ จนมันยุ่งเหยิงไปหมด ก่อนจะก้าวเดินตรงมาหยุดยืนอยู่หน้าโต๊ะทำงานของฉัน ร่างสูงใหญ่ทอดเงาลงมาทาบทับจนฉันต้องเงยหน้าขึ้นมอง
“เธอ... ไม่จำเป็นต้องอยู่ช่วยก็ได้นะฟ้า” น้ำเสียงของเขาอ่อนลงกว่าเดิมมาก ไม่มีคราบความกวนประสาทหลงเหลืออยู่เลย “งานบนโต๊ะเธอก็เยอะไม่ใช่รึไง กลับไปเคลียร์ของตัวเองเถอะ เดี๋ยวเอกสารตรงนี้ฉันนั่งทำคนเดียวก็ได้”
แปลกจัง... น้ำเสียงที่ดูเกรงใจและเว้นระยะห่างแบบนั้น มันทำให้ฉันรู้สึกหน่วงๆ ในใจพิกล
“ทำไมล่ะคะ?” ฉันเผลอถามออกไปโดยไม่ทันคิด ดวงตากลมโตจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่คมของเขา “กลัวฉันรำคาญนายเหรอ? หรือว่า... กลัวตัวเองจะเผลอพูดอะไรแปลกๆ ออกมาอีก ถึงได้อยากไล่ฉันไปให้พ้นหน้าซะขนาดนี้”
คีย์ชะงักกึก สันกรามคมขบเข้าหากันแน่นจนขึ้นสันนูน ดวงตาคู่คมไหววูบอย่างรุนแรงก่อนจะหลบสายตาไปทางอื่น
“เปล่า... ฉันไม่ได้คิดอะไรแบบนั้น” เขาตอบเสียงแหบพร่า
“งั้นก็เลิกไล่สักทีค่ะ!” ฉันเผลอขึ้นเสียงใส่ด้วยความหงุดหงิดที่อัดอั้นมาข้ามวัน “บอกเองไม่ใช่เหรอว่างานนี้ต้องรีบเคลียร์ให้จบ? ในฐานะเพื่อนร่วมงาน ฉันมีสิทธิ์จะช่วยตรวจความถูกต้องไม่ใช่หรือไง หรือนายมีปัญหาอะไรกับฉันนักหนาฮะ นายคีย์!”
ฉันพรั่งพรูความอึดอัดออกมาจนหมดเปลือก โดยไม่ทันสังเกตเลยว่า... ระยะห่างระหว่างเรามันลดลงจนเหลือแค่เพียงคืบเดียวตั้งแต่เมื่อไหร่
“ฉันไม่ได้มีปัญหากับงาน... แต่ฉันมีปัญหากับตัวเองต่างหากเล่า!”
จู่ๆ คีย์ก็สวนกลับมาเสียงดังลั่นห้องประชุมที่แทบจะร้างผู้คน น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความอัดอั้นตันใจที่เก็บกดไว้มานาน จนฉันถึงกับผงะ ถอยหลังไปชนขอบโต๊ะประชุมอย่างแรง
ดวงตาคมกริบของเขาจ้องมองฉันเขม็ง ประกายไฟในแววตาคู่นั้นร้อนรุ่มเสียจนฉันไม่กล้าแม้แต่จะหายใจแรง
“นาย... หมายความว่ายังไง...” ฉันกระซิบถามเสียงสั่น หัวใจเจ้ากรรมเริ่มเต้นรัวระรัวราวกับกลองเพลิง
คีย์ก้าวเข้ามาประชิดตัวฉันมากขึ้น มือหนาทั้งสองข้างวางท้าวลงบนขอบโต๊ะกั้นขนาบข้างตัวฉันไว้ ราวกับต้องการกักตัวฉันให้อยู่ในอาณาเขตของเขาคนเดียว ลมหายใจอุ่นๆ ที่เจือกลิ่นกาแฟจางๆ ปะทะเข้ากับพวงแก้มของฉันที่เริ่มร้อนผ่าวขึ้นมาทีละน้อย
“ก็หมายความว่า...” คีย์โน้มใบหน้าหล่อเหลาลงมาใกล้ จนหน้าผากของเราแทบจะชิดกัน ดวงตาคู่คมสำรวจใบหน้าฉันทุกตารางนิช ราวกับต้องการค้นหาคำตอบอะไรบางอย่าง
“เวลาที่ฉันเห็นเธอเหนื่อยกับการทำงานโต้รุ่ง... เวลาที่เห็นเธอคิ้วขมวดเครียดกับตัวเลขในกองเอกสาร... รู้ไหมว่าฉันอยากทำอะไรมากที่สุด?”
ฉันกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก สมองขาวโพลนไปหมด ได้แต่ส่ายหัวเบาๆ เป็นเชิงปฏิเสธ
“ฉันอยากเดินไปต้มชาอุ่นๆ ให้เธอแก้วหนึ่ง อยากยื่นมือไปนวดหัวไหล่ที่ตึงเครียดนั่น แล้วก็... อยากดึงเธอเข้ามาสวมกอดไว้แน่นๆ เพื่อบอกว่า ไม่เป็นไรนะ... มีฉันอยู่ตรงนี้ทั้งคน”
น้ำเสียงทุ้มนุ่มที่เอื้อnเอ่ยออกมาอย่างจริงจัง ไร้ซึ่งรอยยิ้มกวนประสาทหรือคำหยอกล้อใดๆ มันกระแทกเข้ากลางใจฉันอย่างจัง จนทุกอย่างรอบตัวคล้ายจะหยุดหมุน
นี่มัน... ไม่ใช่คำพูดของเพื่อนสนิททั่วไปแล้วนะคะ...
“คีย์...” ฉันครางชื่อเขาแผ่วเบา รู้สึกได้ถึงความร้อนที่พุ่งขึ้นมาเห่อจนลามเลียไปถึงใบหู หัวใจเต้นแรงเสียจนกลัวว่าอีกฝ่ายจะได้ยินมัน
“แล้วพอกลางคืน... พอได้ยินเสียงใสๆ ของเธอผ่านโทรศัพท์ ฉันก็แทบจะห้ามใจตัวเองไม่ไหวที่อยากจะบอกความรู้สึกจริงๆ ออกไปให้รู้แล้วรู้รอด” คีย์หลับตาลงชั่วครู่ ก่อนจะลืมตาขึ้นมามองสบตากับฉันอีกครั้ง แววตาคู่นั้นเปี่ยมล้นไปด้วยความรู้สึกบางอย่างที่ชัดเจนเกินกว่าจะปฏิเสธ
“แต่พอฉันเกือบจะพูดมันออกไป... ฉันก็ดันกลัว... กลัวว่าถ้าพูดคำนั้นออกไปแล้ว เธอจะกลัวฉัน กลัวว่าจะมองหน้ากันไม่ติด และสุดท้าย... ฉันอาจจะต้องเสียเธอไปตลอดกาล”
ความเงียบสงบเข้าปกคลุมรอบตัวเราอีกครั้ง ทว่าเสียงหัวใจที่เต้นรัวเป็นจังหวะเดียวกันกลับดังชัดเจนเสียยิ่งกว่าอะไร
ฉันอ้าปากค้าง สมองที่เคยประมวลผลตัวเลขบัญชีได้อย่างรวดเร็ว กลับหยุดทำงานกะทันหัน ความรู้สึกอบอุ่น วาบหวิว และความกลัวแปลกๆ ตีรวนปะปนกันอยู่ในอกจนแยกไม่ออกว่าควรจะรู้สึกอย่างไร
นี่ฉัน... กำลังหวั่นไหวกับคำพูดของนายคนนี้จริงๆ งั้นเหรอคะ?
“ฟ้า...” คีย์เรียกชื่อฉันด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนที่สุดเท่าที่ฉันเคยได้ยินมา ปลายนิ้วอุ่นจัดของเขายื่นมาแตะเบาๆ ที่เส้นผมที่หลุดลุ่ยข้างแก้มของฉันอย่างทะนุถนอม ราวกับกลัวว่าฉันจะแตกสลาย
“ถ้าฉันจะบอกว่า... ที่ผ่านมาทั้งหมด ฉันไม่ได้แค่หยอดเล่นๆ แต่ฉัน ‘จีบ’ เธอจริงๆ ตั้งแต่วันแรก... เธอยังจะไล่ฉันให้ไปไกลๆ อีกไหม?”
ตู้ม! เหมือนมีโกดังระเบิดขนาดย่อมดังขึ้นในหัวของฉัน ร่างกายแข็งทื่อ ขยับเขยื้อนไปไหนไม่ได้เมื่อเจอสายตาและคำสารภาพที่ตรงไปตรงมาเสียจนตั้งรับไม่ทัน
ลมหายใจของเขารดรินอยู่ใกล้แค่เอื้อม ระยะห่างระหว่างใบหน้าของเราลดลงจนเหลือเพียงแค่ลมหายใจกั้น... และในวินาทีที่ฉันกำลังจะอ้าปากเอ่ยคำตอบบางอย่างออกไปเพื่อทำลายความเงียบงัน
*Rrrrrr—!*
เสียงริงโทนโทรศัพท์มือถือเครื่องหรูในกระเป๋าเสื้อกั๊กของคีย์ก็แผדเสียงแหลมสูงขึ้นทำลายบรรยากาศสีชมพูจางๆ นั้นลงอย่างไม่รู้กาลเทศะ!
คีย์สะดุ้งเล็กน้อย ใบหน้าหล่อเหลาฉายแววหงุดหงิดอย่างเห็นได้ชัด เขาสบถเบาๆ ในลำคออย่างขัดใจ ก่อนจะผละตัวออกห่างจากฉันช้าๆ อย่างจำยอม เพื่อล้วงหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดูหน้าจอ
ฉันยืนหายใจหอบถี่ พยายามดึงสติที่กระเจิดกระเจิงให้กลับเข้าที่ มือเรียวรีบยกขึ้นมาลูบแก้มตัวเองที่ร้อนผ่าwราวกับจะไหม้ เพื่อซ่อนอาการเขินจนเสียอาการแบบสุดๆ
คีย์ขมวดคิ้วมุ่นทันทีที่เห็นชื่อคนที่โทรเข้ามา ดวงตาคมกริบเหลือบมองหน้าจอสลับกับหน้าฉันด้วยแววตาที่เปลี่ยนไปเป็นความเคร่งเครียดทันที
เขากดรับสายด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด “มีอะไรวะมาร์ค? โทรมาขัดจังหวะคนกำลัง...”
ยังไม่ทันที่คีย์จะพูดจบประโยค เสียงร้อนรนปนตื่นตระหนกของมาร์คก็แทรกทะลุผ่านลำโพงโทรศัพท์ออกมาเสียงดังลั่น จนฉันที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ยังได้ยินชัดเจนทุกถ้อยคำ
*“ไอ้คีย์! มึงรีบเปิดดูหน้าฟีดกลุ่มแชตคณะตอนนี้เลยด่วนๆ! ชิบหายแล้ว... มีคนเอารูปมึงกับน้องฟ้าใสตอนอยู่ในห้องประชุมเมื่อกี้ไปลงกลุ่มใหญ่แถมแท็กประจานว่า ‘คู่จิ้นวิศวะกับบัญชีแอบกิ๊กกันหลังเลิกงาน’ แถมตอนนี้... มีคนกำลังเดินตรงไปที่ห้องประชุมที่พวกมึงอยู่แล้วโว้ย!”*
คีย์เบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย สีหน้าเปลี่ยนเป็นความตกใจระคนเดือดดาลทันที เขายังไม่ทันได้เอ่ยปากถามอะไรต่อ ประตูห้องประชุมบานใหญ่ก็ถูกผลักเปิดผางออกอย่างแรงด้วยฝีมือของใครบางคนที่ไม่คาดฝัน!
— — — — — — — — — — —
*ขอบคุณที่อยู่ด้วยกันตรงนี้นะคะ รี้ดเดอร์ที่น่ารักทุกท่าน!* 🤎✨
ขอร้องล่ะคุณเพื่อน อย่ามาหยอดเหมือนจะจีบ!•ตอนที่ 7
หรือว่าฉันจะหวั่นไหว?
ผลงานโดย สมุดบันทึกสีน้ำตาล
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (สมุดบันทึกสีน้ำตาล)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ขอร้องล่ะคุณเพื่อน อย่ามาหยอดเหมือนจะจีบ! นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!