บทกวีที่ไม่มีวันจบ•ตอนที่ 28

กำแพงที่ไร้รอยต่อ

ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
"คุณกำลังเดิมพันกับความว่างเปล่า, ทนายรินรดา" เสียงทุ้มต่ำของกวินทร์ลอดผ่านความเงียบงันภายในห้องเก็บเอกสารคดีเก่าของศาลอาญา กลิ่นอับของกระดาษโบราณและหมึกพิมพ์จาง ๆ ลอยอวลอยู่ในอากาศเย็นเฉียบจากเครื่องปรับอากาศที่ทำงานเกินกำลัง ชายหนุ่มในชุดสูทลำลองสีเข้มยืนพิงชั้นเหล็กสูงจรดเพดาน ในมือถือสำนวนคดีแผ่นบางที่ถูกกัดกินด้วยกาลเวลา ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาคู่นั้นมองลอดผ่านช่องว่างระหว่างชั้นหนังสือ มาหยุดอยู่ที่ร่างเพรียวบางของหญิงสาวที่ยืนอยู่อีกฟากหนึ่ง รินรดาไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นจากแฟ้มคดีตรงหน้า ปลายนิ้วเรียวที่สวมถุงมือหนังสีดำสนิทกำลังคีบกระดาษแผ่นหนึ่งขึ้นมาพิจารณาอย่างระมัดระวัง แสงไฟนีออนสะท้อนบนเลนส์แว่นของเธอเป็นประกายวาบ "ความว่างเปล่าที่คุณว่า อย่างน้อยก็มีน้ำหนักมากพอที่จะทำให้คนที่ซ่อนอยู่หลังบทกวีสวยงามพวกนั้น... เริ่มนอนไม่หลับแล้วล่ะครับกวินทร์" รินรดาตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบสนิท แต่นัยน์ตาคู่คมฉายแววท้าทายอย่างชัดเจน นี่คือเส้นแบ่งเขตที่เราต่างขีดขึ้นมาเอง... หลังจากการปะทะคารมครั้งล่าสุดที่สำนักงานของเธอ ทั้งคู่ต่างตระหนักดีว่า อุดมการณ์และวิธีการที่แตกต่างกันราวฟ้ากับเหว ไม่1อาจหลอมรวมกันได้ภายใต้ชายคาเดียวกันอีกต่อไป รินรดาเลือกที่จะเดินหน้าตามเส้นทางแห่งกฎหมาย หลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์ และรอยนิ้วมือที่จับต้องได้ ในขณะที่กวินทร์เลือกที่จะดำดิ่งลงไปในกระแสธารแห่งจิตวิทยา สัญญะ และบทกวีที่ซุกซ่อนความจริงอันเน่าเฟะไว้ใต้พรม เมื่อตกลงกันไม่ได้ว่าความจริงอันแท้จริงคืออะไร วิธีการเดียวที่จะพิสูจน์ได้คือการแยกย้ายกันไปค้นหาคำตอบในแบบของตนเอง รินรดาปิดแฟ้มในมือเสียงดังสนั่น กลิ่นฝุ่นละอองฟุ้งกระจายขึ้นมาเล็กน้อยในอากาศ เธอหันมาเผชิญหน้ากับชายหนุ่มอย่างเต็มตา ระยะห่างระหว่างพวกเขามีเพียงโต๊ะไม้ยาวที่เต็มไปด้วยกองเอกสารคดีค้างเก่า "คุณเชื่อในตัวเลขและรอยแผลเป็นบนกระดาษ... แต่คุณมองไม่เห็นความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่ระหว่างบรรทัด" กวินทร์เอ่ยขึ้น น้ำเสียงของเขาเจือความเย้ยหยันเล็กน้อย แต่ลึกซึ้งกินใจ "คดีนี้ไม่ได้จบลงด้วยการจำคุกจำเลยตามตัวบทกฎหมายหรอกนะรินรดา แต่มันจบลงเมื่อวิญญาณของเหยื่อได้รับการปลดปล่อยต่างหาก" "กฎหมายไม่ได้สร้างมาเพื่อปลดปล่อยวิญญาณใครครับกวินทร์ มันถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้สังคมยังคงมีความยุติธรรมหลงเหลืออยู่ ถ้าเราทุกคนใช้บทกวีมาตัดสินความผิด คงไม่ต้องมีเรือนจำไว้ขังคนบาปหรอก" รินรดาตอกกลับทันควัน น้ำเสียงของเธอนิ่งสนิทแต่เฉียบคมราายใบมีดโกนที่อาบยาพิษ กวินทร์ยกยมุมปากขึ้นเล็กน้อย รอยยิ้มนั้นไม่ได้ไปถึงดวงตา มันเป็นรอยยิ้มของคนที่มองเห็นหมากบนกระดานล่วงหน้าไปหลายก้าวแล้ว "ถ้าอย่างนั้น... เรามาดูกันว่าระหว่าง 'หลักฐาน' ของคุณ กับ 'ความหมาย' ของผม สิ่งไหนจะพังทลายลงก่อนกัน" กวินทร์หมุนตัวกลับ ชายเสื้อคลุมยาวสะบัดตามจังหวะก้าวเดินที่มั่นคง เสียงฝีเท้าของเขาค่อย ๆ ดังห่างออกไปในความสลัวของโถงทางเดิน ทิ้งให้รินรดาจมอยู่กับความคิดและความมุ่งมั่นของตนเองตามลำพัง ถนนเบื้องนอกชุ่มฉ่ำไปด้วยละอองฝนยามบ่าย รินรดาก้าวออกจากอาคารศาลด้วยฝีเท้าที่เร่งรีบแต่หนักแน่น เป้าหมายของเธอในวันนี้คือการเข้าพบพยานปากเอกคนสำคัญ—อดีตแพทย์นิติเวชผู้ทำการชันสูตรศพในคืนเกิดเหตุเมื่อสิบปีก่อน ชายชราผู้เกษียณอายุราชการและเก็บตัวเงียบอยู่ในชุมชนริมน้ำเก่าแก่ บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยความเงียบงัน มีเพียงเสียงฝนกระทบหลังคาสังกะสีและผืนน้ำที่กระเพื่อมไหวเป็นระลอก รินรดายืนอยู่หน้าบ้านไม้สักโบราณที่ปิดทึบ ป้ายชื่อหน้าบ้านขึ้นสนิมเขียวบ่งบอกถึงกาลเวลาที่ล่วงเลย เธอกดกริ่งหน้าประตู เสียงออดแหบพร่าดังขึ้นท่ามกลางความเงียบ ผ่านไปเกือบนาที ประตูไม้จึงถูกแง้มเปิดออกช้า ๆ เผยให้เห็นใบหน้าย่นยับและดวงตาที่เต็มไปด้วยความหวาดระแวงของชายชรา "คุณคือใคร..." เสียงแหบแห้งเอ่ยถาม พร้อมกับมือที่เตรียมจะปิดประตูหนี "ดิฉันทนายรินรดาค่ะ... ฉันมาเรื่องคดีของตระกูลวรากุล" เธอกล่าวด้วยน้ำเสียงสุภาพแต่มั่นคง พร้อมกับแสดงบัตรประจำตัวทนายความให้เห็นผ่านช่องประตู "ฉันรู้ว่าคุณเก็บรักษาชิ้นส่วนสำคัญบางอย่างไว้... ชิ้นส่วนที่รายงานการแพทย์ฉบับทางการไม่ได้บันทึกเอาไว้" ร่างของชายชราสะดุ้งเล็กน้อย ดวงตาฝ้าฟางเบิกกว้างขึ้นด้วยความตกใจ เขามองซ้ายมองขวาก่อนจะดึงบานประตูเปิดออกกว้าง "เข้ามา... ก่อนที่ใครจะเห็นคุณอยู่ที่นี่" บรรยากาศภายในบ้านมืดสลัวและอบอวลไปด้วยกลิ่นยาฉุน รินรดาก้าวตามชายชราเข้าไปในห้องทำงานที่เต็มไปด้วยขวดโหลตัวอย่างทางการแพทย์และกองตำราโบราณ บนโต๊ะทำงานมีเพียงตะเกียงโบราณที่ให้แสงสีส้มสลัว "คุณฉลาดมากทนายสาว... แต่คุณกำลังเล่นกับไฟกองใหญ่" ชายชราทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้โยกไม้ ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดน่ารำคาญ "หลักฐานที่คุณตามหามันไม่ได้อยู่ที่นี่... และมันไม่เคยอยู่ในสำนวนตั้งแต่แรก" "แล้วมันอยู่ที่ไหนคะ?" รินรดาก้าวเข้าไปประชิดโต๊ะ ดวงตาจ้องมองพยานคนสำคัญอย่างไม่กะพริบ "ถ้าคุณไม่อยากให้ความตายของพวกเขาเมื่อสิบปีก่อนกลายเป็นเรื่องสูญเปล่า คุณต้องบอกความจริงกับดิฉัน" ชายชราหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแหברי้วและน่ากลัว "ความจริงเหรอ? ในโลกนี้ไม่มีใครต้องการความจริงหรอกหนู... พวกเขาต้องการแค่คำตอบที่ทำให้ตัวเองนอนหลับได้ต่างหาก คนที่จ้างฉันให้ปิดปาก... เขายังมีอำนาจมากกว่าที่คุณคิด" ทันใดนั้นเอง! เสียงฝีเท้าหนัก ๆ หลายคู่ก็ดังขึ้นจากด้านนอกบ้าน ตามด้วยเสียงกระจกหน้าต่างแตกกระจายเข้ามาราวกับมีคนจงใจพังมันเข้ามา รินรดารemปฏิกิริยาตอบสนองไวราวกระแสไฟฟ้า เธอคว้าแขนชายชราแล้วดันลงหมอบใต้โต๊ะทันที ในเสี้ยววินาทีนั้นกระสุนปืนนัดหนึ่งก็เจาะทะลุกรอบประตูไม้เข้ามา ฝุ่นไม้ปลิวว่อน "หมอบลง!" เธอตะโกนก้อง หัวใจเต้นระรัวด้วยความตื่นตัวแต่มือยังคงกำโทรศัพท์มือถือแน่นเพื่อเตรียมติดต่อขอความช่วยเหลือ ท่ามกลางเสียงฝีเท้าที่วิ่งเข้ามาล้อมบ้าน และเสียงกระจกที่แตกอย่างต่อเนื่อง รินรดารู้ทันทีว่า... มีคนรู้ความเคลื่อนไหวของเธอตั้งแต่ก้าวแรกที่เหยียบเข้ามาที่นี่แล้ว แล้วใครเป็นคนบอกพวกมัน? หรือว่า... ก้าวของเธอกำลังถูกควบคุมอยู่ตั้งแต่ต้น? ในขณะเดียวกัน ห่างออกไปหลายกิโลเมตร ณ หอศิลป์ร้างริมแม่น้ำเจ้าพระยา กวินทร์ยืนอยู่ท่ามกลางความมืดมิด มีเพียงแสงจันทร์สาดส่องผ่านช่องหน้าต่างที่แตกหักลงมาทาบบนร่างของเขา บนพื้นเบื้องหน้าคือกระดาษโน้ตแผ่นหนึ่งที่ถูกเขียนด้วยลายมืออันคุ้นเคย—ลายมือของฆาตกรที่เขาตามหามาตลอดสิบปี ชายหนุ่มหยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาอ่าน ดวงตาคมกريบหรี่ลงเล็กน้อยเมื่อตระหนักว่า หมากเกมนี้ไม่ได้มีแค่เขากับรินรดา และไม่ได้มีแค่ตำรวจหรือผู้ทรงอิทธิพล แต่ยังมีบุคคลที่สาม... ผู้ชักใยอยู่เบื้องหลังทั้งหมดอย่างแท้จริง โทรศัพท์ในกระเป๋าเสื้อของกวินทร์สั่นขึ้น หน้าจอแสดงสายเรียกเข้าที่ไม่ปรากฏชื่อ แต่เขารู้ดีว่าเป็นใคร ชายหนุ่มกดรับสายโดยไม่ลังเล "เธอตกหลุมพรางแล้ว... กวินทร์" เสียงปลายสายกระซิบแผ่วเบา แต่เย็นเยียบจนบาดลึกถึงขั้วหัวใจ "ถ้าคุณอยากให้เภสัชกรสาวคนนั้นรอดชีวิต คุณต้องเลิกค้นหาความจริง... แล้วก้าวเข้ามาในบทกวีบทสุดท้ายด้วยตัวคุณเอง" กวินทร์นิ่งเงียบไปชั่วขณะ ดวงตาคู่นั้นทอประกายคมปลาบอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เขากำโทรศัพท์ในมือแน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาว "ถ้าเธอเป็นอะไรไปแม้แต่ปลายเส้นผม..." กวินทร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงต่ำลึก ทรงพลัง และเต็มไปด้วยจิตสังหารที่ซ่อนเร้น "ฉันจะเผางานศิลปะทุกชิ้นที่คุณสร้างขึ้น... ให้กลายเป็นเถ้าถ่าน" เขาวางสายทันที แล้วก้าวเดินออกไปจากความมืดมิด มุ่งตรงไปยังจุดหมายที่ซ่อนเร้น ซึ่งรินรดากำลังเผชิญหน้ากับความตายโดยไม่รู้ตัว --- ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและค้นหาความจริงไปพร้อมกับตัวละครของเรานะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บทกวีที่ไม่มีวันจบ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%