กลิ่นอายจางๆ ของกระดาษเก่าและสนิมเหล็กคละคลุ้งอยู่ในความมืดทึบของชั้นใต้ดิน แสงไฟสีส้มสลัวจากหลอดนีออนดวงเดียวสั่นไหวราวกับลมหายใจที่ใกล้โรยรา ทว่ามันกลับสطว่างพอจะสะท้อนให้เห็นคมมีดขนาดพกพาที่วางอยู่บนโต๊ะไม้สักตัวเก่า และเงาร่างของคนสองคนที่ยืนเผชิญหน้ากันโดยมีระยะห่างเพียงแค่เอื้อมมือ
รินรดากำแฟ้มเอกสารในมือแน่นจนปลายนิ้วเปลี่ยนเป็นสีขาว ดวงตาคู่คมที่ผ่านคดีความมานับไม่ถ้วน บัดนี้กำลังสั่นระริกด้วยความรู้สึกที่เธอพยายามกด
“คุณกำลังเล่นเกมอะไรอยู่กันแน่ กวินทร์” น้ำเสียงของทนายความสาวราบเรียบ ทว่าเฉียบคมราวกับคมมีดที่จ่ออยู่ตรงหน้า “หลักฐานการเงิน เส้นทางบัญชีของบริษัทล้มละลาย หรือแม้แต่คดีฆาตกรรมเมื่อเจ็ดปีก่อน... ทุกอย่างชี้เป้ามาที่คุณตั้งแต่แรก ทำไมล่ะ? ทำไมคุณถึงจงใจทิ้งร่องรอยให้ฉันแกะรอยมาจนถึงห้องใต้ดินโสโครกแห่งนี้”
กวินทร์ไม่ตอบทันที ชายหนุ่มในชุดโค้ทสีเข้มยืนพิงขอบโต๊ะ ดวงตาคมปลาบภายใต้กรอบแว่นสายตาคู่นั้นมองเธอนิ่งนาน เขายกมือขึ้นปลกระดุมเสื้อเม็ดบนออกช้าๆ ราวกับจะปลดเปลื้องภาระบางอย่างที่แบกรับมาเนิ่นนานนับทศวรรษ
“คุณยังคงเป็นทนายความผู้ยึดมั่นในตรรกะและหลักฐานทางกายภาพไม่เปลี่ยน... รินรดา” เสียงทุ้มต่ำเอื้อnเอ่ยออกมาด้วยความเหนื่อยอ่อน “คุณมองเห็นแต่กระดาษ รอยนิ้วมือ และรอยหมึกบนสัญญา แต่คุณไม่เคยสังเกตเลยใช่ไหม ว่าทุกครั้งที่คุณเกือบจะก้าวพลาดไปเหยียบกับระเบิดที่พวกมันวางไว้... ใครกันที่เป็นคนคอยกวาดล้างเส้นทางเหล่านั้นให้คุณ”
รินรดาขมวดคิ้วแน่น หัวใจเต้นกระหน่ำด้วยจังหวะที่ผิดเพี้ยน “คุณหมายความว่ายังไง...”
“ผมไม่ได้เป็นกวีอิสระอย่างที่คุณเข้าใจมาตลอดหกเดือนหรอกครับ” กวินทร์ย่างสามขุมเข้าไปใกล้เธอทีละก้าว แว่นตาของเขาไหววูบตามแสงไฟ “และบทกวีที่ผมมักจะเขียนทิ้งไว้บนโต๊ะทำงานของคุณ ไม่ใช่คำเตือนจากฆาตกร... แต่มันคือรหัสถอดถอนคำสั่งเก็บ ที่ผมเขียนขึ้นเพื่อขัดคำสั่งขององค์กร”
คำพูดนั้นราวกับสายฟ้าที่ฟาดผ่าลงกลางห้อง รินรดาสะท้านเฮือก เผลอก้าวถอยหลังจนสะโพกชนเข้ากับชั้นหนังสือเก่าคร่ำคร่า
“องค์กร... คุณกำลังพูดถึงเรื่องบ้าอะไร?”
“องค์กรเงาที่บงการกระบวนการยุติธรรมทั้งหมด... องค์กรเดียวกับที่สั่งฆ่าครอบครัวของคุณเมื่อเจ็ดปีก่อน”
คำประกาศนั้นทำให้อากาศรอบตัวเหมือนถูกสูบออกไปจนหมดสิ้น รินรดานิ่งงัน ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตะลึง ความทรงจำอันเจ็บปวดที่ถูกฝังกลบไว้ด้วยกองเอกสารทางกฎหมายถูกกระชากขึ้นมากลางแสงสว่างอีกครั้ง ร่างกายของเธอชาดิก สมองประมวลผลไม่ทันกับความจริงที่หล่นกระแทกตรงหน้า
“โกหก...” เธอเค้นเสียงลอดไรฟัน น้ำตาคลอเบ้าด้วยความโกรธเกรี้ยวและสับสน “ถ้ามันเป็นอย่างนั้นจริง ทำไมคุณถึงเพิ่งมาบอก? ทำไมคุณต้องทำตัวเป็นคนร้าย ทำลายหลักฐาน ทำตัวลึกลับเพื่อปั่นหัวฉันมาตลอด!”
“เพราะถ้าคุณรู้ตัวเร็วกว่านี้... คุณคงตายไปนานแล้ว รินรดา” กวินทร์หยุดยืนตรงหน้าเธอ ระยะห่างระหว่างทั้งคู่ใกล้เสียจนเธอได้กลิ่นบุหรี่จางๆ ผสมกับความเย็นเยียบของค่ำคืน สายตาของเขาไม่ได้มีความเย็นชาหรือเย่อหยิ่งหลงเหลืออยู่อีกต่อไป มีเพียงความเจ็บปวดลุ่มลึกที่ยากจะหยั่งถึง
“ผมเข้ามาตีสนิทกับคุณเมื่อหกเดือนก่อน... ไม่ใช่เพื่อสืบความลับของสำนักงานกฎหมาย แต่เพื่อแทรกซึมเข้าไปในโครงข่ายที่กำลังจะกำจัดคุณทิ้งในฐานะทนายความมือสะอาดคนสุดท้ายที่กล้าขุดคุ้ยคดีนั้น ทุกรอยนิ้วมือที่ผมทำลาย ทุกหลักฐานที่ผมขโมยมาให้คุณ... มันแลกมาด้วยรอยแผลเป็นบนหลังของผมทุกครั้งที่องค์กรเริ่มสงสัย”
ชายหนุ่มปลดกระดุมเสื้อเชิ้ตด้านขวาออกครึ่งหนึ่ง แล้วดึงสาบเสื้อลงเผยให้เห็นรอยแผลเป็นแนวยาวจากการถูกของมีคมกรีดลึกจนเนื้อนูนแดง ซึ่งเกิดจากบทลงโทษของความทรยศ
รินรดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก สายตาจ้องมองรอยแผลนั้นด้วยความรู้สึกที่ตีรวนกันจนแยกไม่ออก ระหว่างความหวาดระแวงอันยาวนาน กับความจริงอันโหดร้ายที่ปรากฏต่อหน้า
“คุณ... ทำเพื่อฉันทำไม?” เสียงของเธอกระท่อนกระแท่น มือที่กำแฟ้มสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้
“เพราะในโลกที่ขับเคลื่อนด้วยผลประโยชน์และการซื้อความยุติธรรมได้ด้วยเงินตรา... บทกวีบทเดียวที่ผมอยากปกป้อง ยิ่งใหญ่เกินกว่าจะยอมปล่อยให้มันถูกฉีกทิ้งโดยพวกมัน” กวินทร์เอื้อมมือหนาขึ้นมาหมายจะสัมผัสแก้มสั่นเทาของเธอ แต่แล้วเขาก็ชะงักมือค้างไว้กลางอากาศ ราวกับตระหนักว่าตัวเองไม่มีสิทธิ์นั้น
ทว่า ก่อนที่รินรดาจะได้กล่าวถ้อยคำใดออกมาเพื่อตอบรับหรือปฏิเสธความรู้สึกที่ซับซ้อนนี้
*กริ๊ก...*
เสียงโลหะกระทบกันเบาๆ จากมุมมืดด้านหลังชั้นหนังสือเก่า ท่ามกลางความเงียบงัน เสียงฝีเท้าที่พยายามย่องเบาแต่ไม่อาจหลบพ้นประสาทสัมผัสของคนทั้งคู่ กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้เรื่อยๆ
กวินทร์เปลี่ยนสีหน้าเป็นเคร่งเครียดในเสี้ยววินาที เขากระชากแขนของรินรดาให้เข้ามาหลบหลังแผ่นหลังกว้างของตนทันที พร้อมกับชักอาวุธปืนพกเก็บเสียงออกจากเอวขึ้นมาเล็งตรงไปยังความมืดมิดเบื้องหน้า
“เราไม่ได้อยู่กันแค่สองคนแล้ว...” กวินทร์กระซิบเสียงต่ำลอดไรฟัน ดวงตาคมกริบกวาดมองไปรอบห้อง “ดูเหมือนว่า... สุนัขล่าเนื้อขององค์กร จะมาเร็วกว่าที่ผมคำนวณไว้เสียอีก”
ขอขอบพระคุณผู้อ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลาและถ้อยคำมา ณ ที่นี้นะครับ
บทกวีที่ไม่มีวันจบ•ตอนที่ 26
ทฤษฎีสมคบคิด
ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บทกวีที่ไม่มีวันจบ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!