กลิ่นออนโซนของฝนที่เพิ่งซาลงยังคงค้างอยู่ในอากาศ ผสมผสานกับกลิ่นอับชื้นของพรมราคาแพงภายในห้องทำงานส่วนตัวเลขที่แปดของอาคารพาณิชย์เก่าแก่ใจกลางเมือง รินรดายืนนิ่งอยู่หน้าโต๊ะทำงานไม้สักทอง มือเรียวในถุงมือยางสีขาวยกขึ้นจัดกรอบแว่นสายตาเล็กน้อย นัยน์ตาคู่คมกริบกวาดมองร่างไร้วิญญาณที่ฟุกฟองอยู่บนเบาะเก้าอี้หนังสีดำสนิท
ไม่มีร่องรอยการต่อสู้ ไม่มีคราบเลือดเปรอะเปื้อนบนพื้นผิวพรม หากมองผิวเผิน ศาสตราจารย์ธนา อาจเพียงแค่หลับใหลไปชั่วนิรันดร์หลังจากงานเขียนวิทยานิพนธ์ชิ้นสุดท้าย ทว่า ในฐานะทนายความที่ผ่านคดีอาชญากรรมมาโชกโชน รินรดารู้ดีว่า ความเรียบร้อยอย่างไร้ที่ติเช่นนี้แหละ คือร่องรอยการลบหลีกที่จงใจที่สุด
"ตำรวจคาดว่าหัวใจล้มเหลวเฉียบพลันครับ คุณรินรดา" เสียงทุ้มต่ำของสารวัตรภาคภูมิ ดังขึ้นจากมุมมืดใกล้หน้าต่าง พร้อมกับเสียงเคาะไปป์เบาๆ เป็นจังหวะ "แต่ผมคิดว่าคุณคงไม่เชื่ออะไรง่ายๆ แบบนั้นหรอก ใช่ไหมครับ"
รินรดาไม่ตอบ เธอเพียงแต่ก้าวเท้าเข้าไปใกล้ร่างนั้นอย่างเงียบเชียบ รองเท้าส้นสูงกระทบพื้นไม้ส่งเสียงก้องกังวานในความเงียบงัน จิตวิทยาวิเคราะห์อาชญากรในหัวของเธอทำงานอย่างรวดเร็ว—ฆาตกรรายนี้ไม่ใช่คนใช้อารมณ์ แต่เป็นนักวางแผนที่เยือกเย็น และมีความรู้ลึกซึ้งในด้านกฎหมายช่องโหว่
"ฉันไม่ได้มาที่นี่เพื่อฟังความเห็นของตำรวจค่ะ สารวัตร" เสียงของรินรดาราบเรียบแต่ทรงพลัง "ฉันมาเพื่อทวงคืนความยุติธรรมให้ลูกความของฉัน และดูเหมือนว่า... ความยุติธรรมในค่ำคืนนี้ จะไม่ได้จากไปโดยธรรมชาติ"
นิ้วเรียวภายใต้ถุงมือยางเอื้อมไปสัมผัสกับปลายนิ้วแข็งทื่อของผู้ตาย บนโต๊ะทำงานมีกองกระดาษร่างวิทยานิพนธ์กระจัดกระจาย แต่มีแผ่นหนึ่งที่สะดุดตาเธอ กระดาษปอนด์สีครีมเนื้อหนา แตกต่างจากกระดาษร่างทั่วไปอย่างสิ้นเชิง บนนั้นไม่มีข้อความทางวิชาการ มีเพียงลายมือเขียนหวัดๆ ด้วยหมึกซึมสีดำสนิท เป็นบทกวีสั้นๆ สี่บรรทัด
*‘เมื่อกาลเวลาพิพากษาความเงียบงัน*
*ความยุติธรรมคือโลงศพที่ปิดตาย*
*ดอกไม้สีชาดจะบานบนรอยคราบน้ำตา*
*ณ ที่ซึ่งเงาและแสงจันทร์บรรจบกัน’*
รินรดาขมวดคิ้วเล็กน้อย ดวงตาหรี่ลงเมื่อพิจารณาลายเส้นนั้น มันไม่ใช่ลายมือของศาสตราจารย์ธนาอย่างแน่นอน น้ำหนักการกดปากกาแสดงถึงความมั่นใจ ความเย่อหยิ่ง และ... ความจงใจที่จะทิ้งสัญญะบางอย่างไว้ท้าทายกฎหมาย
"บทกวีอีกแล้วหรือ..." รินรดาพึมพำกับตัวเองด้วยน้ำเสียงที่เย็นเยียบ
"คุณว่าอะไรนะ" สารวัตรภาคภูมิหันมามอง
"เปล่าค่ะ" เธอดึงสายตากลับมาซ่อนความรู้สึกไว้ภายใต้ใบหน้าเรียบเฉย "ฉันแค่กำลังคิดว่า ฆาตกรรายนี้คงคิดว่าตัวเองเป็นกวีผู้ยิ่งใหญ่ ที่กำลังแต่งโศกนาฏกรรมให้กฎหมายต้องสยบยอม"
ในจังหวะที่บรรยากาศภายในห้องกำลังตึงเครียดถึงขีดสุด เสียงฝีเท้าฝีเท้าหนึ่งก็ดังขึ้นแว่วๆ จากระเบียงด้านนอก ซึ่งควรจะเป็นพื้นที่ปิดตายและอยู่สูงจากพื้นดินถึงแปดชั้น รินรดาชะงัก เธอกวาดสายตาไปยังม่านสีทึบที่ปลิวไสวเล็กน้อยตามสายลมยามค่ำคืน สัญชาตญาณเตือนภัยกรีดร้องเสียงดัง เธอก้าวฉับๆ ไปกระชากม่านผืนนั้นออกทันที
ที่ระเบียงนั้น ความมืดมิดกลืนกินทุกสรรพสิ่ง มีเพียงแสงไฟนีออนจากตึกฝั่งตรงข้ามที่สาดส่องลงมา ทว่า บนราวระเบียงเหล็กดัดสีดำ กลับมีสิ่งหนึ่งวางทิ้งไว้—ดอกกุหลาบสีชาดกลีบหนา ที่ยังมีหยดน้ำค้างเกาะพราวราวกับเพิ่งเด็ดมาจากต้นสดๆ และข้างๆ กันนั้น มีกระดาษโน้ตแผ่นเล็กๆ แปะไว้ด้วยขี้ผึ้งสีแดง
รินรดากลั้นหายใจ เอื้อมมือไปหยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาอ่านด้วยหัวใจที่เต้นระส่ำไม่เป็นจังหวะ ข้อความด้วยลายมือเดียวกันเขียนไว้สั้นๆ แต่ทิ่มแทงลึกถึงขั้วหัวใจ:
*‘ยินดีต้อนรับสู่บทแรกครับ... ทนายความผู้พิทักษ์ความเท็จ’*
ทันใดนั้น เสียงกระซิบแผ่วเบาราวกับเสียงลมหายใจ ก็ดังขึ้นชิดริมใบหูของเธอจากด้านหลังในความมืดที่ไร้เงาคนอื่น
"ระวังตัวหน่อยนะครับ ทนายริน... บางที ความจริงที่คุณตามหา อาจไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดในค่ำคืนนี้"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางเปิดฉากแรกไปพร้อมกับผมนะครับ
บทกวีที่ไม่มีวันจบ•ตอนที่ 1
บรรทัดแรกของฆาตกรรม
ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บทกวีที่ไม่มีวันจบ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!