บทกวีที่ไม่มีวันจบ•ตอนที่ 3

เสียงกระซิบจากหมึกซึม

ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
กลิ่นคาวสนิมเหล็กและไอเย็นยะเยือกของแม่น้ำเจ้าพระยายังคงติดตรึงอยู่ในโสตประสาทของรินรดา ราวกับมันได้แทรกซึมผ่านเนื้อผ้าและเกาะกุมอยู่บนผิวหนังของเธอ ทนายความสาวนิ่งงันอยู่หน้าโต๊ะทำงาน กองแฟ้มคดีวงศ์สุวรรณนับสิบเล่มถูกเปิดทิ้งไว้กระจัดกระจายราวกับซากปรักหักพังทางความคิด แต่สิ่งที่ดึงดูดสายตาของเธอกลับไม่ใช่สำนวนคดีหนาเตอะเหล่านั้น มันคือแผ่นกระดาษฉีกขาดวิ่นแผ่นเดียวที่วางอยู่กลางโต๊ะ—กระดาษแผ่นที่เจ้าหน้าที่ตำรวจเพิ่งกู้ขึ้นมาจากมือของศพพยานปากเอก พร้อมลายมือหวัดๆ ที่สลักประโยคกวีอันเป็นเอกลักษณ์ *“เมื่อความยุติธรรมจมดิ่งสู่ก้นบึ้ง หมึกซึมย่อมแทนคราบน้ำตา”* เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งสั้นๆ ก่อนที่บานไม้สักจะเปิดออก กวินทร์ก้าวเข้ามาในห้องทำงานส่วนตัวของเธอโดยไม่ได้รับอนุญาต ชายหนุ่มในชุดสูทสีเข้มยับย่นเล็กน้อย แววตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นโลหะดูนิ่งสงบผิดกับสถานการณ์ภายนอกที่กำลังลุกเป็นไฟ เขากวาดสายตามองหลักฐานบนโต๊ะ ก่อนจะหยุดนิ่งที่กระดาษแผ่นนั้น รอยยิ้มบางเบาปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างเยียบเย็น "คุณมาเร็วจนน่าตกใจนะ กวินทร์" รินรดาเอ่ยขึ้น เสียงของเธอนิ่งเรียบ ทว่าแฝงไว้ด้วยแรงกดดันมหาศาล เธอลุกขึ้นยืนเต็มความสูง จ้องลึกเข้าไปในดวงตาของกวินทร์ "พยานปากเอกของเราเพิ่งตายไปเมื่อสี่สิบนาทีที่แล้ว และในมือของเขามีลายมือของคุณ... คุณจะอธิบายว่าอย่างไรดี ในฐานะที่บทกวีนี้เป็นลายมือของคุณเอง" กวินทร์ไม่ตอบทันที เขาสกิดปลายรองเท้าเดินเข้าไปใกล้โต๊ะทำงานมากขึ้น กลิ่นอายเฉพาะตัวของฝนแรกและกระดาษเก่าลอยมาแตะจมูก ร่างสูงโปร่งทิ้งน้ำหนักลงบนพนักเก้าอี้ฝั่งตรงข้ามอย่างไม่เกรงกลัวอำนาจการสอบสวนทางสายตาของเธอ "ความตายมักมาพร้อมกับกวีเสมอ รินรดา..." กวินทร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มนุ่ม ทว่าบาดลึก "คุณกำลังใช้ตรรกะทางกฎหมายมาจับคู่ความตายกับฆาตกรรม แต่คุณลืมไปหรือเปล่าว่า บางครั้ง... คนเราก็แค่เลือกที่จะจบชีวิตลง เพื่อให้บทกวีสมบูรณ์" "อย่ามาเล่นลิ้นกับฉัน!" รินรดาตบโต๊ะเสียงดังสนั่น ความอดทนที่สะสมมาตลอดคืนพังทลายลงในเสี้ยววินาที ดวงตาคู่สวยแดงก่ำด้วยความโกรธเกรี้ยวและคับแค้นใจ "นี่ไม่ใช่เรื่องแต่งในวรรณกรรม! นี่คือชีวิตคน! คนที่กำลังจะขึ้นศาลให้การซัดทอดผู้มีอิทธิพลในคดีครอบครัวฉัน! และเขาก็ตาย... พร้อมกับลายมือของคุณที่เขียนทิ้งไว้เหมือนคำทำนาย!" กวินทร์เงียบไป เขามองใบหน้าที่บิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวดของหญิงสาว แววตาที่เคยเย็นชากลับไหววูบลงชั่วขณะ มือเรียวยาวเอื้อมไปหยิบกระดาษแผ่นนั้นขึ้นมาพิจารณาอย่างใกล้ชิด นิ้วเรียวสัมผัสรอยหมึกซึมที่ยังคงหลงเหลืออยู่บนกระดาษฉีก "คุณคิดว่าผมเป็นคนฆ่าเขาอย่างนั้นหรือ?" กวินทร์เงยหน้าขึ้นสบตาเธอตรงๆ น้ำเสียงจริงจังขึ้นอย่างเห็นได้ชัด "ถ้าผมต้องการให้เขาตาย ผมคงไม่เขียนเบาะแสอะไรให้ตามหาถึงตัวผมเองหรอก ทนายรินรดา... สมองอันชาญฉลาดของคุณน่าจะคิดได้ว่า นี่ไม่ใช่ลายมือที่เขียนขึ้นเพื่อสั่งลา แต่เป็น 'สาร' ที่ถูกส่งต่อต่างหาก" รินรดาชะงัก ลมหายใจสะดุดไปเสี้ยววินาที สมองที่ผ่านคดีความมาโชกโชนเริ่มประมวลผลอย่างรวดเร็ว เธอจ้องมองรอยหมึกซึมบนกระดาษนั้นอีกครั้ง สังเกตลักษณะการกดน้ำหนักของปลายปากกา น้ำหมึกสีดำสนิทที่ซึมลึกทะลุกระดาษบ่งบอกถึงความรีบร้อน แต่รูปทรงของตัวอักษรกลับบรรจงราวกับตั้งใจเขียนให้ใครบางคนอ่านออก "สาร..." รินรดาทวนคำ เสียงเบาลง "คุณหมายความว่าอย่างไร" "ลองอ่านทวนดูอีกครั้งสี่บรรทัดสุดท้ายสิครับ..." กวินทร์วางกระดาษลงบนโต๊ะ เลื่อนมันไปตรงหน้าเธออย่างนุ่มนวล "ไม่ใช่ในฐานะทนายความที่มองหาหลักฐานมัดตัว แต่... ในฐานะลูกสาวที่สูญเสียทุกอย่างไปในคืนวันนั้น" รินรดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เธอนั่งลงช้าๆ สายตากวาดมองตัวอักษรแต่ละตัวอีกครั้งด้วยหัวใจที่เต้นระส่ำ *“เมื่อความยุติธรรมจมดิ่งสู่ก้นบึ้ง... หมึกซึมย่อมแทนคราบน้ำตา* *กุหลาบสีชาที่เธอเคยโปรดปราน... บัดนี้ร่วงโรยอยู่ใต้รากเงา* *ตามรอยเท้าของความเงียบงัน... ไปยังห้องใต้ดินแห่งความจริง* *ที่ซึ่งความลับถูกฝังกลบ... ไม่ใช่โดยศัตรู แต่เป็นคนที่เธอไว้วางใจที่สุด”* หัวใจของรินรดากระตุกวูบ ประโยคสุดท้ายประทับลงกลางหน้าอกราวกับมีใครเอาเข็มมาทิ่มแทง *'ไม่ใช่โดยศัตรู แต่เป็นคนที่เธอไว้วางใจที่สุด'* — มันไม่ใช่แค่บทกวีพรรณนาโวหาร แต่มันคือคำใบ้ที่พุ่งเป้ามาที่เธอ... หรืออาจจะเป็นคนใกล้ตัวที่สุดที่เธอกำลังร่วมมือด้วย "กุหลาบสีชา..." รินรดาพึมพำกับตัวเอง ดวงเบิกกว้างด้วยความตกใจ พลันนึกถึงแจกันดอกไม้บนโต๊ะทำงานของที่ปรึกษาอาวุโสในสำนักงานกฎหมายของเธอเอง คนที่คอยปลอบประโลมและช่วยเหลือเธอมาตลอดตั้งแต่คดีของพ่อแม่ล่มสลาย กวินทร์โน้มตัวเข้ามาใกล้ ชายหนุ่มสบตาเธอด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความระแวดระวังและจริงจัง "ดูเหมือนว่า... คนที่เขียนบทกวีนี้นอกจากจะรู้ว่าพยานคนนี้กำลังจะตายแล้ว เขายังรู้ด้วยว่าคุณกำลังเดินเข้าสู่กับดักที่ใครบางคนวางไว้ตั้งแต่ห้าปีที่แล้ว" รินรดาหันขวับไปมองกวินทร์ ความหวาดระแวงพุ่งพล่านขึ้นมาถึงขีดสุด แต่ในขณะเดียวกัน เธอกลับสัมผัสได้ถึงแรงดึงดูดประหลาดที่เชื่อมโยงพวกเขาทั้งสองเข้าด้วยกัน ท่ามกลางเกมการเมืองและคดีฆาตกรรมที่ซับซ้อน กวินทร์ไม่ใช่ศัตรู... แต่อาจเป็นเพียงคนเดียวในเมืองนี้ที่ถอดรหัสความตายออกร่วมกับเธอได้ ก่อนที่ใครจะได้เอื้อnเอ่ยคำพูดใดออกมา เสียงฝีเท้าหนักๆ ของรองเท้าหนังก็ดังขึ้นที่หน้าประตูห้องทำงาน เสียงนั้นหยุดลงชั่วครู่... ก่อนที่ลูกบิดประตูจะเริ่มหมุนช้าๆ จากด้านนอก กวินทร์คว้าข้อมือของรินรดาไว้แน่นโดยสัญชาตญาณ แรงบีบนั้นส่งสัญญาณเตือนภัยไร้เสียง ดวงตาคมกริบของกวินทร์มองตรงไปยังบานประตูที่กำลังเปิดออกทีละน้อย พร้อมกับเสียงกระซิบแผ่วเบาที่ข้างหูของเธอ "อย่าเพิ่งหันไป..." กวินทร์กระซิบเตือน "คนที่ส่งสารมาถึงคุณ... เพิ่งมาถึงแล้ว" ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านตัวอักษรและบทกวีแห่งความจริงนี้ด้วยกันนะครับ
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง บทกวีที่ไม่มีวันจบ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%