กระบี่เกล็ดเหมันต์ทวนลิขิตฟ้า•ตอนที่ 1

รอยกระบี่กลางเหมันต์

ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
ความตาย... ไม่เคยส่งเสียงเตือนล่วงหน้า มันมักคืบคลานเข้ามาพร้อมกับกลิ่นอายคาว The Irony of Fate—ตลกร้ายแห่งโชคชะตาที่มักเยาะเย้ยผู้ที่พยายามฝืนลิขิตฟ้า แดนสนธยาอัสดงในยามนี้ หาใช่สถานที่สำหรับสิ่งมีชีวิตจะก้าวล่างมาเยือนไม่ ท้องนภากว้างไกลถูกย้อมด้วยสีโลหิตเข้มข้น เมฆหมอกม้วนตัวราวกับคลื่นทะเลคลั่งที่พร้อมจะกลืนกินทุกสรรพชีวิตให้จมดิ่งสู่ความว่างเปล่า ที่แห่งนี้คือรอยต่อระหว่างความเป็นและความตาย เป็นเขตแดนที่กฎเกณฑ์แห่งสวรรค์ไม่อาจเอื้อมมือเข้ามาบงการได้อย่างเต็มภาคภูมิ "เจ้าคิดว่า... เศษเหล็กไร้ค่าเล่มนั้น จะช่วยต่อต้านทัณฑ์อัสนีเก้าชั้นฟ้าได้จริงหรือ ไป๋หลาง?" สุ้มเสียงเยียบเย็นดุจน้ำค้างแข็งกลางเหมันต์ดังขึ้น ทะลุผ่านม่านหมอกสีชาดอันหนาทึบ เจ้าของเสียงมิได้หันมามองผู้พูดโดยตรง แต่นางยืนสง่างามอยู่บนยอดผาชัน ร่างระหงในอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ตัดกับบรรยากาศอันน่าสะพรึงกลัวรอบกาย เส้นผมสีดำสนิทปลิวไสวไปตามกระแสลมปราณที่ปั่นป่วน นางคือหลี่ชิงเซวี่ย นางพญาเซียนผู้ครอบครองวิชากระบี่เหมันต์พันปี ผู้ซึ่งคนในยุทธภพต่างหวาดผวาจนตัวสั่นเมื่อได้ยินนาม ทว่า ในแววตาคู่คมกริบดุจหยกสลักที่ทอดมองไปยังเบื้องล่างนั้น กลับมีความห่วงใยระคนความดื้อรั้นซ่อนอยู่ลึกซึ้ง—ความห่วงใยที่นางไม่เคยหยิบยื่นให้ผู้ใดในใต้หล้า นอกจากบุรุษเบื้องหน้าผู้นี้ ผู้ถูกขานนามว่าไป๋หลางมิได้สะทกสะท้านต่อวาจาท้าทายนั้นเลย ร่างกายของเขาสูงสง่าราวกับยอดเขาที่ไม่เคยยอมก้มหัวให้ผู้ใด แววตาของเขาดุดัน ทะนงตน และเต็มไปด้วยจิตวิญญาณแห่งวิถีกระบี่ที่หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับกระดูกและวิญญาณ ในมือขวาของเขาไม่ได้ถือกระบี่วิเศษที่ส่องประกายเจิดจ้า หรือศาสตราวุธล้ำค่าที่สวรรค์ประทานให้ ทว่ามันคือ "กระบี่หัก" เล่มหนึ่ง—คมกระบี่ถูกตัดขาดสะบั้น เหลือความยาวเพียงครึ่งเดียว สนิมเขรอะกรังและรอยร้าวโยงใยราวกับผ่านศึกมานับร้อยพันปี แต่ทว่า... กลิ่นอายที่แผ่ออกมาจากเศษเหล็กเล่มนั้น กลับทำให้มิติรอบข้างถึงกับสั่นสะท้อน บิดเบี้ยว และกรีดร้องราวกับหวาดกลัวต่อบางสิ่งบางอย่าง ไป๋หลางแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงนั้นแหบพร่าแต่ทรงพลังราวกับเสียงคำรามของพยัคฆ์หนุ่มที่พร้อมจะฉีกกระชากฟ้าดิน "ชิงเซวี่ย... สวรรค์กำหนดให้ข้าต้องตายในวันนี้กระนั้นหรือ? น่าขันสิ้นดี ข้าเกิดมาบนผืนแผ่นดินนี้ ไม่เคยขอความเมตตาจากเทพยดาหน้าไหน และต่อให้กระบี่ในมือข้าจะเหลือเพียงครึ่งเดียว..." ดวงตาคมกริบหันกลับมาสบประสานกับดวงตาคู่สวยของนางพญาเซียน รอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏขึ้นที่มุมปาก "มันก็เพียงพอแล้วที่จะผ่าวัฏสงสารแห่งเวรกรรมนี้ให้ขาดเป็นสองท่อน!" สิ้นเสียงคำราม แผ่นดินใต้ฝ่าเท้าก็พลันสั่นสะเทือนเลื่อนลั่น แรงกดดันมหาศาลจากเขตแดนทดสอบพลังระดับ "แดนหลอมวิญญาณขั้นสมบูรณ์" พรั่งพรูออกมาจากร่างของไป๋หลางราวกับเขื่อนแตก อากาศรอบตัวกลายเป็นสีม่วงเข้มเนื่องจากการเสียיสีของลมปราณอันรุนแรงและจิตสังหารที่ไร้ขีดจำกัด กระบี่หักในมือของเขาเริ่มสั่นระริก เสียง "กริ๊ง... กริ๊ง..." ดังระรัวราวกับมันกำลังดีใจที่จะได้ดื่มกินโลหิตอีกครา *ตูมมม!* เสาแสงอัสนีสีดำสนิทสายแรกผ่าลงมาจากใจกลางเมฆหมอกพอดิบพอดี เป้าหมายคือศีรษะของไป๋หลางโดยตรง! มันคือทัณฑ์สวรรค์ที่ต้องการลงทัณฑ์ผู้ที่อาจหาญท้าทายกฎเกณฑ์การบำเพ็ญเพียร พลังทำลายล้างของมันสามารถหลอมละลายภูเขาให้กลายเป็นจุลได้ภายในพริบตาเดียว หลี่ชิงเซวี่ยใจหายวาบ มือเรียวดุจหยกขาวขยับวาดขึ้นกลางอากาศโดยสัญชาตญาณ ปราณเหมันต์พันปีระเบิดออกเป็นเกราะน้ำแข็งใสราวกระจกแก้วเก้าชั้น พยายามจะพุ่งเข้าไปปกป้องร่างของบุรุษผู้เป็นเจ้าของดวงใจ แต่นางรู้ดีว่า... หากนางยื่นมือเข้าแทรกแซงทัณฑ์สวรรค์ด้วยตนเอง พลังย้อนกลับจะทำลายทั้งนางและเขาให้ดับสูญไปพร้อมกัน "ไป๋หลาง ระวัง!" เสียงหวานที่ปกติเยียบเย็น บัดนี้กลับเจือด้วยความร้อนรนอย่างที่ไม่มีผู้ใดในยุทธภพเคยได้ยินมาก่อน ทว่า ไป๋หลางกลับไม่หลบเลี่ยง เขากลับก้าวเท้าออกไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ร่างกายพุ่งทะยานเข้าหาเสาอัสนีสีดำที่กำลังพุ่งลงมาดั่งอุกกาบาตด้วยความเร็วที่เหนือกว่าสายตาคนธรรมดาจะมองทัน! ความทะนงตนในวิถีกระบี่ของเขาไม่ได้เป็นเพียงแค่คำพูด แต่มันคือวิญญาณ คือศรัทธา และคือวิถีชีวิตที่เขาเลือกเดินด้วยสองขาของตนเอง "เข้ามา!" เขาเงื้อมือขึ้นสูง สะบัดกระบี่หักในมือฟันขึ้นไปบนท้องฟ้าอย่างไร้ความเกรงกลัว คมกระบี่ที่ปราศจากปลายแหลม กลับเปล่งประกายแสงสีเงินยวดยวงเจิดจ้าบาดตา ตัดผ่านความมืดมิดของแดนสนธยาจนเกิดเป็นรอยแยกสีดำสนิทของมิติที่ฉีกขาดออกจากกัน พลังปราณกระบี่สายหนึ่งพุ่งทะยานสวนขึ้นไปปะทะกับทัณฑ์อัสนีอย่างจัง! *เปรี้ยงงงงง!* เสียงระเบิดกัมปนาทดังสนั่นหวั่นไหวราวกับฟ้าถล่มแผ่นดินทลาย แรงปะทะอันมหาศาลแผ่ขยายออกเป็นวงกว้าง คลื่นกระแทกสีขาวโพลนกวาดเอาต้นไม้ใบหญ้าในรัศมีร้อยลี้ให้ราบเป็นหน้ากลอง ร่างของไป๋หลางถูกแรงอัดกระแทกจนกระเด็นถอยหลังไปหลายสิบก้าว รอยเท้าลึกปรากฏขึ้นบนพื้นหินผา แต่ละก้าวที่เขาก้าวถอยล้วนมีหยดโลหิตสีแดงฉานพรั่งพรูออกจากมุมปาก ทว่ากระดูกสันหลังของเขายังคงตั้งตรงเหยียดตรงราวกับกระบี่เหล็กกล้าที่ไม่มีวันหักโค่น เขายังยืนอยู่ได้! เขารับทัณฑ์สวรรค์ขั้นแรกไว้ได้ด้วยตัวคนเดียว โดยไม่พึ่งพาวิชาของสำนักใด และไม่แม้แต่จะปริปากร้องครวญครางสักแอะเดียว หลี่ชิงเซวี่ยยืนนิ่งค้าง ลลมหายใจของนางสะดุดไปชั่วขณะ ดวงตาคู่สวยมองดูแผ่นหลังกว้างที่ชุ่มโชกไปด้วยโลหิตของบุรุษเบื้องหน้า ความรู้สึกอุ่นวาบแผ่ซ่านเข้ามาในหัวใจอันเยียบเย็นที่ถูกแช่แข็งมานานนับพันปี นางรู้ดีว่านี่เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น ทัณฑ์สวรรค์อีกแปดสายที่เหลือจะยิ่งทวีความรุนแรงและน่าสะพรึงกลัวยิ่งกว่านี้หลายเท่านัก แต่ก่อนที่นางจะได้เอื้อAนวาจาใดออกไป เพื่อเตือนสติหรือยื่นเคล็ดวิชาลับให้เขาช่วยประคับประคองสถานการณ์ จู่ๆ บรรยากาศรอบกายก็เย็นเยียบลงจนถึงขีดสุด ลมหายใจของทั้งสองกลายเป็นไอสีขาวในพริบตาเดียว เงาร่างสีดำทมิฬนับร้อยสายปรากฏขึ้นล้อมรอบยอดผาแห่งนี้อย่างเงียบเชดราวกับภูตผี ปราณสังหารอันแหลมคมนับไม่ถ้วนพุ่งเป้ามาที่ไป๋หลางและหลี่ชิงเซวี่ยพร้อมกัน น้ำเสียงแหบพร่าและเย้ยหยันดังขึ้นจากความมืดมิดรอบทิศทาง "ฮี่ๆๆ... ช่างเป็นภาพที่น่าประทับใจเสียจริง จอมยุทธ์ผู้ทะนงตนกับนางพญาเซียนผู้สูงส่ง... น่าเสียดายนักที่วันนี้ จะเป็นวันตายของพวกเจ้าทั้งคู่ที่รอยกระบี่กลางเหมันต์แห่งนี้!" ร่างของผู้นำเงาสีดำค่อยๆ ก้าวออกมาจากหมอกหนา ในมือของมันถือเคียวโลหิตที่ส่องแสงเรืองรองน่าสะพรึงกลัว และที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ... กลื่นอายปราณที่แผ่ออกมาจากมัน มิใช่ผู้ฝึกตนระดับเดียวกันกับพวกเขา แต่มันคือผู้บรรลุ "ขอบเขตเซียนแท้จริง" ขั้นต้นที่ซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังเงาสงครามมาเนิ่นนาน! ไป๋หลางหรี่ตาลงเล็กน้อย รอยยิ้มเย็นเยียบปรากฏขึ้นที่มุมปากอีกครั้ง แม้ร่างกายจะบาดเจ็บสาหัสจากการรับทัณฑ์สวรรค์ แต่จิตวิญญาณกระบี่ในกายกลับยิ่งลุกโชนดดเดือดราวกับอัคคีที่ไม่มีวันดับ เขาหันไปมองหลี่ชิงเซวี่ยเพียงชั่วพริบตาเดียว สายตานั้นสื่อความหมายลึกซึ้งที่รู้กันเพียงสองคน—ไม่ต้องมีคำพูดใดๆ ให้อธิบาย นางพญาเซียนพยักหน้ารับเบาๆ ร่างกายของนางเปล่งประกายแสงสีฟ้าครามเจิดจ้า กระบี่เหมันต์ในมือถูกชักออกจากฝักอย่างช้าๆ เสียงน้ำแข็งแตกดังระรัว ทว่า... ในวินาทีที่คมกระบี่ของทั้งสองฝ่ายกำลังจะพุ่งเข้าปะทะกับศัตรูรอบด้านนั้นเอง พื้นดินใต้เท้าของพวกเขาพลันยุบตัวลงอย่างกะทันหัน อักขระโบราณสีทองอร่ามพุ่งทะยานขึ้นมาจากใต้พื้นพิภพ พันธนาการร่างของทั้งไป๋หลางและหลี่ชิงเซวี่ยไว้แน่นหนาราวกับโซ่ตรวนแห่งเทพเจ้า และพร้อมกันนั้น... เสียงหัวเราะอันคุ้นเคยแต่ชั่วร้ายอย่างยิ่งก็ดังสะท้อนก้องมาจากห้วงมิติที่อยู่เหนือศีรษะขึ้นไปอีกชั้น "คิดจะหนีหรือ... หลี่ชิงเซวี่ย? ศิษย์พี่ใหญ่รอเจ้ามานานแล้ว!" ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางฝ่าฟันลมหนาวและคมกระบี่ไปพร้อมกับข้าในตอนแรกนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ --- ชิงเสวี่ยเหมันต์
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่เกล็ดเหมันต์ทวนลิขิตฟ้า นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%