"ถ้าแกยังคิดจะเอาที่ดินแปลงนี้ไปค้ำประกันเงินกู้ให้ลูกชายแกอีก ลุงปกรณ์... เชิญเซ็นใบมอบอำนาจให้ผมยึดบ้านหลังนี้ได้เลยครับ"
เสียงทุ้มต่ำแต่ทรงพลังดังขึ้นท่าย์กลางความเงียบงันของห้องรับแขกคับแคบ รินรดากำซองเอกสารในมือจนยับยู่ยี่ เนื้อตัวของเธอยังคงสั่นเทาด้วยความโกรธระคนเหนื่อยล้า หญิงสาวเพิ่งได้รับจดหมายเลิกจ้างจากภัตตาคารหรูในเครือใหญ่เมื่อสองชั่วโมงก่อน ด้วยข้อหาที่น่าขันสิ้นดีอย่าง 'ขัดคำสั่งเชฟใหญ่ในการลดต้นทุนวัตถุดิบ' ซึ่งแปลเป็นภาษาชาวบ้านว่า เธอไม่ยอมเอาเนื้อเน่าๆ มาเสิร์ฟให้ลูกค้าผู้มีอันจะกินนั่นเอง
และทันทีที่เธอกลับมาถึงบ้านไม้เก่าแก่มรดกจากคุณตา เหล่าบรรดาญาติสนิทมิตรสหาย (ที่โผล่มาเฉพาะเวลาเงินขาดมือ) ก็มารออยู่ก่อนแล้ว ราวกับแร้งที่ได้กลิ่นซากสัตว์
"รินรดา! พูดจากับผู้หลักผู้ใหญ่ให้มันดีๆ นะ นั่นคุณอาปกรณ์ของแกนะ!" ป้าวิไล ผู้มีศักดิ์เป็นป้าสะใภ้แผדเสียงแหลมสูงจนแก้วหูแทบแตก มืออวบอ้วนประดับแหวนทองปลอมกระแทกลงบนโต๊ะไม้จนถาดชาสั่นสะเทือน "พ่อแม่แกตายไปนานแล้ว สมบัติชิ้นสุดท้ายตรงนี้ก็ควรจะตกเป็นของตระกูลเรา ไม่ใช่ให้เด็กกะפoอย่างแกเอามานอนกอดไว้เฉยๆ ไหนๆ แกก็ตกงานไม่มีเงินแม้แต่จะซื้อข้าวกินแล้ว ก็ยกโฉนดนี่ให้พี่ชายแกเอาไปต่อยอดธุรกิจเถอะน่า!"
ธุรกิจที่ป้าวิไลว่า คือวงไพ่ใต้ดินและหนี้สินรุงรังนับล้านที่ลูกชายตัวดีก่อไว้
รินรดาแค่นหัวเราะในลำคอ เสียงหัวเราะที่แห้งผากและเย็นเยียบจนคนฟังต้องชะงัก เธอกวาดสายตามองหน้าเครือญาติทีละคน แต่ละคนต่างหลบสายตา เลี่ยงที่จะสบตาตรงๆ แต่ความโลภในแววตานั้นปิดไม่มิด
"ต่อยอดธุรกิจ หรือเอาไปโปะหนี้พนันกันแน่ครับ ป้าวิไล?" รินรดาตอกกลับด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท ทว่าเฉียบคมดั่งใบมีดโกนอาบน้ำผึ้ง "แล้วก็จำใส่สมองไว้นะครับ ที่ดินแปลงนี้เป็นชื่อของฉันตามพินัยกรรมของคุณตา ไม่มีส่วนไหนเกี่ยวข้องกับพวกท่านเลยแม้แต่นิดเดียว... เชิญกลับไปได้แล้วครับ ก่อนที่ฉันจะแจ้งข้อหาบุกรุก"
"นังเด็กเนรคุณ!" ป้าวิไลกรีดร้องลั่น พลางพุ่งตัวทำท่าจะเข้ามาตบสั่งสอน แต่รินรดาไม่มีทางยืนให้รังแกเหมือนในอดีตอีกต่อไป หญิงสาวก้าวถอยหลังหนึ่งก้าวอย่างมั่น
ทว่า ในจังหวะที่สถานการณ์กำลังตึงเครียดจนถึงขีดสุด เสียงเคาะประตูกลับดังขึ้นสามครั้งอย่างสุภาพ แต่หนักแน่นจนทุกคนต้องหันไปมอง
*ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก*
ร่างสูงโปรดของชายหนุ่มในชุดสูทสีเข้มไร้รอยยับยืนสงบนิ่งอยู่หน้าประบ้าน ร่างกายกำยำภายใต้เนื้อผ้าชั้นดีให้ความรู้สึกกดดันอย่างประหลาด ใบหน้าคมคายหล่อเหลาราวกับหลุดออกมาจากนิตยสารธุรกิจ ดวงตาคมกริบคู่นั้นกวาดมองสภาพความวุ่นวายภายในบ้านแวบหนึ่ง ก่อนจะหยุดอยู่ที่รินรดา
"ขอโทษที่มารบกวนเวลาครอบครัวครับ" น้ำเสียงนุ่มทุ้มแต่ทรงอำนาจเอ่ยขึ้น ศิลา ก้าวเข้ามาในบ้านโดยไม่รอให้ใครอนุญาต ราวกับสถานที่แห่งนี้เป็นของเขา "ผมได้รับรายงานว่า... รถเข็นอาหารที่คุณสั่งทำพิเศษเสร็จเรียบร้อยแล้ว และจอดรออยู่หน้าปากซอย คุณจะไปตรวจรับสินค้าด้วยตัวเองเลยไหมครับ เชฟริน"
สรรพนามและท่าทีสนิทสนมเกินเหตุทำให้ป้าวิไลและญาติๆ อ้าปากค้าง รินรดาเองก็ขมวดคิ้วมุ่นด้วยความงันงง เธอไม่เคยว่าจ้างใครทำรถเข็นอาหารราคาแพงระยับแบบที่ชายคนนี้พูดถึงมาก่อนในชีวิต
"คุณเป็นใคร? และเข้ามาในบ้านคนอื่น..." ป้าวิไลละล่ำละลักถามด้วยความหวาดระแวง
ศิลาปรายตามองป้าวิไลเพียงนิดเดียว รัศมีเย็นชาแผ่ซ่านออกมาจนอุณหภูมิในห้องลดฮวบ "ผมเป็นลูกค้าคนแรก... และเป็นผู้จัดการส่วนตัวที่ได้รับมอบหมายให้ดูแล 'อนาคต' ของเชฟรินรดาครับ" เขาหันมาสบตารินรดาด้วยรอยยิ้มมุมปากที่อ่านไม่ออก "ส่วนพวกคุณ... ถ้าไม่อยากให้ทนายความของผมจัดการเรื่องข้อหาพยายามกรรโชกทรัพย์และบุกรุก ก็ควรจะไสหัวออกไปจากบ้านหลังนี้เสียตอนนี้"
ความเงียบเข้าปกคลุมอีกครั้ง ทว่าเต็มไปด้วยแรงกดดันมหาศาล ญาติจอมหิวเงินมองหน้ากันลิบลับ ก่อนจะพากันถอยกรูดออกทางประตูหลังบ้านอย่างไม่คิดชีวิต ทิ้งให้รินรดายืนเคว้งคว้างอยู่ท่ามกลางกลิ่นอายความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ที่เธอไม่ได้เป็นคนร้องขอ
รินรดากลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก เธอมองชายแปลกหน้าที่ก้าวเข้ามาพลิกสถานการณ์ในพริบตา "คุณต้องการอะไรจากฉันกันแน่ คุณศิลา?"
ศิลาสาวเท้าเข้ามาใกล้ จนกลิ่นน้ำหอมจางๆ เจือกลิ่นบุหรี่ราคาแพงลอยเข้าจมูก เขาโน้มตัวลงกระซิบข้างหูเธอด้วยน้ำเสียงที่ทำเอาหัวใจดวงน้อยกระตุกวูบ
"ผมไม่ได้ต้องการอะไรมากหاردหรอกครับ... แค่อยากกิน 'ข้าวผัดกากหมูสูตรโบราณ' ที่อร่อยที่สุดในโลกฝีมือคุณ... และผมก็เกลียดพวกน่ารำคาญที่มารังควานภรรยา... อ้ะ หมายถึงเชฟของผม ครับ"
รินรดาเบิกตากว้างเมื่อได้ยินคำพูดประหลาดหูนั้น ก่อนที่ศิลาจะคว้าข้อศอกเธอเบาๆ แล้วจูงเดินออกไปยังหน้าปากซอย โดยมีรถเข็นสเตนเลสเงางามติดเครื่องครัวครบครันจอดรออยู่ใต้แสงไฟสลัวของเสาไฟถนน
กลิ่นหอมกรุ่นของน้ำมันหมูเจียวใหม่ๆ และกระเทียมเจียวเกรียมกำลังดี ลอยโชويมาจากเตาถ่านใต้รถเข็นคันนั้น ทะลุทะลวงประสาทสัมผัสจนท้องของรินรดาร้องโครกครามองหาอาหารทันที ทั้งที่เธอยังไม่ได้ตั้งสติด้วยซ้ำว่าเกิดอะไรขึ้น
ศิลาหยิบผ้ากันเปื้อนสีสะอาดขึ้นมาผูกเอวให้เธออย่างคล่องแคล่ว ราวกับซ้อมทำเช่นนี้มานับร้อยครั้ง ดวงตาคมกริบมองลึกเข้ามาในดวงตาเธอด้วยประกายพึงพอใจ
"เอาล่ะครับ เชฟริน... เปิดร้านวันแรก เมนูแรกของเรา จะให้ชื่อว่าอะไรดีล่ะครับ?"
---
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ติดตามและสนับสนุน "กาแฟโบราณแก้วโต" เสมอนะครับ
เชฟร้านรถเข็นกับนายทุนจอมเขี้ยว•ตอนที่ 1
มรดกที่เป็นดั่งคำสาป
ผลงานโดย กาแฟโบราณแก้วโต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กาแฟโบราณแก้วโต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เชฟร้านรถเข็นกับนายทุนจอมเขี้ยว นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!