"ฉะ... ฉันไม่ได้ตั้งใจจะหนีไปไหนนะริน! แกฟังฉันก่อนสิโว้ย!"
เสียงหอบสะท้านของชายวัยกลางคนผู้มีใบหน้าละม้ายคล้ายกับรินรดา ดังแทรกเสียงฉู่ฉ่าของน้ำมันร้อนๆ ที่กระทบกับเครื่องแกงเขียวหวานในกระทะเหล็ก ร่างผอมเกร็งในชุดเสื้อเชือกเก่าคร่ำคร่าทรุดตัวลงนั่งคุกเข่าบนพื้นฟุตปาธอย่างหมดท่า ท่ามกลางสายตาตื่นตะลึงของลูกค้าที่ยืนเข้าแถวรอซื้อข้าวแกงรถเข็นยาวเหยียดจนล้นหัวมุมถนน
รินรดานิ่งงั้น มือที่ถือตะหลิวสเตนเลสชะงักค้างกลางอากาศ ดวงตาคู่คมจ้องมองร่างที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นเกราะคุ้ม1ภัยให้กับเธอในวัยเด็ก แต่บัดนี้กลับเหลือเพียงเงาของความเห็นแก่ตัวและร่องรอยความยับเยินจากพิษสุราและหนี้สิน
"พี่ใหญ่..." รินรดาเอ่ยเสียงแผ่วเบา ประโยคนี้ไม่ได้เจือด้วยความดีใจที่ได้พบหน้า แต่เต็มไปด้วยคำถามนับพันที่ถูกแช่แข็งไว้ร่วมสิบปี "สิบปีที่พี่หิ้วกระเป๋าใบเดียวหายออกจากบ้านไป พร้อมกับโฉนดที่ดินผืนสุดท้ายของแม่... พี่รู้ไหมว่าพวกเราต้องทนกล้ำกลืนกับคำดูถูกของญาติฝั่งพ่อขนาดไหน?"
"ฉัน... ฉันมีเหตุผลนะริน! ตอนนั้นไอ้พวกเจ้าหนี้มันไล่ล่าฉันหางจุกตูด ถ้าไม่เอาโฉนดไปจำนองค้ำประกันชีวิต หัวฉันคงหลุดจากบ่าไปนานแล้ว!" พี่ชายแท้ๆ ของเธอละล่ำละลักแก้ตัว มือสั่นเทาเอื้อมหมายจะคว้าชายผ้ากันเปื้อนของน้องสาว แต่ถูกมือหนาคู่หนึ่งของใครบางคนปัดออกเสียก่อนอย่างนิ่มนวลแต่เด็ดขาด
ศิลาก้าวเท้าออกมาจากด้านหลังรถเข็น ร่างสูงสง่าในชุดเสื้อเชิ้ตพับแขนเผยให้เห็นกล้ามเนื้อสมชายชาตรี ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาดูลึกล้ำและเย็นชาจนน่าขนลุก เขายืนบังรินรดาไว้มิดชิดราวกับภูเขาผาที่พร้อมรับแรงกระแทกแทนหญิงสาว
"การปกป้องชีวิตตัวเองด้วยการโยนภาระและอนาคตทั้งหมดให้น้องสาวมารับเคราะห์แทน... นั่นคือสิ่งที่พี่ชายผู้ประצרเสริฐเขาทำกันหรือครับ?" ศิลาเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ นุ่มนวลแต่บาดลึกถึงขั้วหัวใจ ไร้ซึ่งความโกรธเกรี้ยวแต่ทรงพลังจนชายวัยกลางคนถึงกับหดหัวคอตก
บรรยากาศรอบร้านรถเข็นในยามค่ำคืนที่ควรจะคึกคักไปด้วยเสียงหัวเราะและกลิ่นหอมกรุ่นของอาหาร กลับเงียบงัดลงทันตาเห็น ลูกค้าประจำต่างกระซิบกระซาบและถอยร่นออกไปเป็นวงกว้าง แต่ไม่มีใครยอมเดินหนี เพราะภาพตรงหน้าเข้มข้นยิ่งกว่าละครหลังข่าว
รินรดาสูดลมหายใจเข้าลึก1 เพื่อดึงสติกลับมา เธอกวาดสายตามองพี่ชายหัวเน่าที่กำลังทำหน้าเหมือนสุนัขจนตรอก ก่อนจะหันกลับไปสนใจเตาไฟที่กำลังเดือดปุดๆ กลิ่นหอมของกะทิเคี่ยวกับพริกแกงเขียวหวานสูตรโบราณเริ่มฟุ้งกระจายกลบกลิ่นอับชื้นรอบตัว
"ถ้าพี่มาเพื่อขอความเห็นใจ หรือหวังจะให้ฉันควักเงินสดในลิ้นชักนี้ไปช่วยใช้หนี้ให้พี่ล่ะก็..." รินรดาตักแกงเขียวหวานลูกชิ้นปลากรายเนื้อหนึบใส่ถ้วยกระดาษอย่างคล่องแคล่ว เสียงกระทบกันของทัพพีกับขอบหม้อดังเป็นจังหวะหนักแน่น "พี่เดินมาผิดที่แล้วครับ เพราะที่นี่มีแต่ 'กำไร' ที่ต้องแลกมาด้วยหยาดเหงื่อ และไม่มีเศษเงินทานให้คนที่ไม่เห็นคุณค่าของครอบครัว"
"ริน! แกใจร้ายกับพี่แท้ๆ ได้ลงคอเลยเรอะ!" พี่ชายตะโกนลั่นหน้าดำคร่ำเครียด สัญชาตญาณความโลภผสมความจนตรอกเริ่มทำงาน เขาหันไปโวยวายใส่ฝูงชนรอบข้าง "ทุกคนดูนี่ซิ! น้องสาวแท้ๆ ขายดิบขายดีจนร่ำรวยเปิดร้านใหญ่โต แต่ปล่อยให้พี่ชายแท้ๆอดตายอยู่ข้างถนน!"
เสียงฮือฮาดังขึ้นเล็กน้อย แต่ไม่มีใครคล้อยตาม เพราะตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา ทุกคนในย่านนี้ต่างเห็นหยาดเหงื่อและความขยันขันแข็งของรินรดาด้วยตาตัวเอง แถมยังมี "คุณศิลา" นักธุรกิจหนุ่มใหญ่ใจป้ำคอยมานั่งเฝ้าและช่วยจัดระเบียบร้านให้ดูเป็นมืออาชีพอยู่เสมอ ความน่าเชื่อถือของรินรดานั้นสูงเกินกว่าที่ชายขี้เมาคนหนึ่งจะมาทำลายได้ด้วยน้ำลายไม่กี่หยด
ศิลาหัวเราะในลำคอเบาๆ เป็นเสียงที่เย็นเยียบและอันตรายยิ่งกว่าความเงียบ "คุณพูดถูกครับว่าที่นี่กำไรดีมาก... ดีเสียจนคนบางกลุ่มที่เคยทอดทิ้งเธอไป เริ่มทนเห็นความสุขของเธอไม่ได้จนต้องคลานกลับมาหาผลประโยชน์สินะครับ"
นายทุนหนุ่มหย่านามบัตรสีดำสนิทออกมาจากกระเป๋าเสื้อ หยิบมันขึ้นมาคั่นระหว่างนิ้วราวกับกำลังถือไพ่ตาย "แต่ก่อนที่คุณจะเรียกร้องความเป็นพี่น้อง ลองใช้สมองอันน้อยนิดคิดดูสักนิดว่า เอกสารมอบอำนาจและสัญญาโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินผืนเก่าของคุณ... ตอนนี้มันอยู่ในมือใคร"
ใบหน้าของพี่ชายซีดเผือดลงทันที ดวงตาเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัวเมื่อตระหนักได้ว่า ศิลาไม่ใช่คนธรรมดาที่จะมาหลอกใช้หรือรังแกได้ง่ายๆ
รินรดาไม่ได้สนใจการต่อรองนั้นอีกต่อไป เธอยกถ้วยแกงเขียวหวานร้อนๆ ส่งให้ลูกค้ารายแรกที่รออยู่ด้วยรอยยิ้มพิมพ์ใจ "ขออภัยที่ทำให้รอนะครับคุณลุง แกงเขียวหวานลูกชิ้นปลากรายกรายแท้ๆ น้ำกะทิคั้นสด หอมพริกแกงตำมือ รสชาติเข้มข้นถึงใจแน่นอนครับ"
กลิ่นหอมเย้ายวนของใบโหระพาและพริกแกงที่ลอยตลบอบอวลไปทั่วบริเวณ ช่วยขับไล่บรรยากาศอึมครึมออกไปจนหมดสิ้น ลูกค้าต่างสูดกลิ่นหอมเข้าปอดลึกๆ และเริ่มกลับมาให้ความสนใจกับอาหารตรงหน้า ลืมเรื่องความวุ่นวายของญาติจอมปลอมไปเสียสนิท
ทว่า ในขณะที่รินรดากำลังตักข้าวสวยร้อนๆ ใส่จานให้ลูกค้ารายถัดไป สายตาก็เหลือบไปเห็นเงาร่างคุ้นตาอีกสองสามคนกำลังเดินแทรกฝูงชนเข้ามาทางด้านหลังร้าน
นั่นคือ "ป้าสำลี" และ "น้าสมชาย" ญาติฝั่งพ่อผู้เคยประกาศกร้าวว่าตระกูลนี้จะไม่มีวันลืมตาอ้าปากได้หากปราศจากความช่วยเหลือของพวกเขา พร้อมกับซองเอกสารสีน้ำตาลพองโตในมือ
ป้าสำลีส่งยิ้มย่องระรื่นเข้ามาทักทายเสียงดังแหลม "อ้าวรินรดา หลานรัก... ขายดีจนมือเป็นระวิงเลยนะจ๊ะ แบบนี้คงมีเงินเหลือพอจะแบ่งให้ญาติผู้ใหญ่เอาไปต่อทุนทำบุญบ้างล่ะมั้ง?"
รินรดาสบตากับศิลาชั่วพริบตา มุมปากของเชฟสาวกระตุกยิ้มเยيยนเล็กน้อยอย่างรู้ทันเกม
กำไรที่เธอได้ในวันนี้ ไม่ใช่แค่เงินตราที่นอนอยู่ในลิ้นชัก แต่คือบทเรียนราคาแพงที่กำลังจะสอนให้พวกมันรู้ว่า... คนที่เคยถูกเหยียบยละจนจมดิน วันนี้เธอกลับมาพร้อมกับกรงเล็บที่คมกริบเกินกว่าใครจะรังแกได้อีกต่อไป
ทว่า ก่อนที่รินรดาจะได้เอ่ยปากต้อนรับญาติผู้หิวเงินกลุ่มใหม่ เสียงโทรศัพท์มือถือในกระเป๋าเสื้อของศิลาก็แผดเสียงดังขึ้น ทายาทตระกูลดังขมวดคิ้วเล็กน้อยเมื่อเห็นชื่อบนหน้าจอ ก่อนจะกดรับและฟังข้อความสั้นๆ จากปลายสาย
สีหน้าของศิลาเปลี่ยนไปในเสี้ยววินาที เขากดวางสายแล้วหันมามองรินรดาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเคร่งเครียดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
"ริน... เปลี่ยนแผน" ศิลาคว้าแขนเธอไว้แน่น น้ำเสียงจริงจังจนน่าใจหาย "คนที่ส่งโฉนดตัวจริงของคุณให้พี่ชายคุณเมื่อสิบปีก่อน... ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็น 'คนในบ้าน' ที่เพิ่งก้าวลงจากรถตู้สีดำคันที่กำลังจอดอยู่หน้าร้านตอนนี้ต่างหาก"
--------------------------------------------------
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางและลิ้มรสชาติชีวิตไปพร้อมกับความสุขคำโตๆ ในทุกๆ ตอนนะครับ
เชฟร้านรถเข็นกับนายทุนจอมเขี้ยว•ตอนที่ 10
กำไรที่มากกว่าเงินทอง
ผลงานโดย กาแฟโบราณแก้วโต
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กาแฟโบราณแก้วโต)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เชฟร้านรถเข็นกับนายทุนจอมเขี้ยว นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!