เสียงฟ้าร้องคำรามสนั่นจนกระจกใสบานใหญ่ของสตูดิโอสั่นสะเทือน เม็ดฝนฤดูมรสุมกระหน่ำซัดเข้าใส่ตัวอาคารราวกับพยายามจะพังทลายมันลงมา แต่เสียงเหล่านั้นยังไม่น่าหงุดหงิดเท่าเสียงเคาะแป้นพิมพ์คอมพิวเตอร์รัวๆ ของคนตรงข้าม
"ถ้าคุณจะถอนหายใจเสียงดังขนาดนี้ ไปเปิดร้านขายแก๊สเถอะครับคุณเรย์ เผื่อมันจะระบายความอัดอั้นตันใจได้ดีกว่ามานั่งทำหน้ายักษ์ใส่โมเดล 3D ของผม"
พายุเงยหน้าขึ้นจากจอแท็บเล็ต ดวงตากลมโตคมกริบจ้องเขม็งไปยังชายหนุ่มอีกคนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามของโต๊ะประชุมตัวยาว เรย์ยังคงรักษาฟอร์ม โครงหน้าคมคายดั่งรูปสลักตึงเครียด กรามขบเข้าหากันจนเป็นสันนูน นิ้วเรียวยาวที่เคยจับแต่ปากกาเขียนแบบตอนนี้กำลังกดปิดไฟล์งานด้วยความแรงที่แสดงออกถึงความหัวเสียอย่างชัดเจน
"ถ้างานของคุณมันไร้ที่ติ ตั้งแต่รอบแรก ผมก็ไม่ต้องมานั่งแก้ดีเทลโครงสร้างวงกบหน้าต่างให้มันรับน้ำหนักกระจกนิรภัยไม่ได้แบบนี้หรอกนะครับคุณพายุ" เรย์ตอกกลับเสียงเรียบ ทว่าแววตาหลังกรอบแว่นสายตากลับคมกริบราวกับใบมีดที่พร้อมจะเชือดเฉือนทุกคำพูด
นี่คือสภาพของทั้งคู่ในเวลาเกือบเที่ยงคืน ออฟฟิศที่เคยคึกคักตอนนี้เหลือเพียงแสงไฟสีส้มวลนุ่มจากโคมไฟตั้งโต๊ะ บรรยากาศรอบตัวเงียบงันจนได้ยินแต่เสียงฝนด้านนอก
พายุแค่นหัวเราะในลำคอ โยนสไตลัสลงบนโต๊ะเสียงดัง "เพล้ง" ไม่สนใจว่าอุปกรณ์ราคาแพงนั่นจะกระเด็นไปโดนอะไรบ้าง "โครงสร้างบ้าบออะไรของคุณ! ดีไซน์มันต้องมาก่อนฟังก์ชันสครับ ไม่อย่างนั้นตึกมันก็เป็นแค่กล่องปูนตายซากที่มีหน้าต่างไว้หายใจเท่านั้นแหละ คุณมันพวกยึดติดกับกรอบ สมองถูกหล่อหลอมมาด้วยกฎระเบียบล้าสมัยจนมองไม่เห็นความงามของศิลปะ!"
"แล้วศิลปะไร้แก่นสารของคุณมันจะมีความหมายอะไร ถ้าตึกมันถล่มลงมาทับหัวคนตายเพราะคำนวณแรงลมผิดพลาด!" เรย์ตบโต๊ะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แรงอารมณ์ทำให้เก้าอี้หมุนด้านหลังกระแทกกับชั้นวางหนังสือเสียงดังสนั่น เขาก้าวเข้ามาประชิดโต๊ะฝั่งตรงข้าม ดวงตาสองคู่ประสานกันในระยะประชิด ท่ามกลางความมืดมลของห้องที่มีเพียงแสงไฟสลัว
พายุสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อเห็นรังสีความเกรี้ยวกราดที่แผ่ออกมาจากร่างสูง แต่ด้วยศักดิ์ศรีที่ค้ำคอ นายเอกปากเก่งจึงไม่มีวันยอมถอยแม้แต่ก้าวเดียว เขาเชิดหน้าขึ้นท้าทาย "ก็ลองให้มันถล่มสิครับ! ผมจะได้ฟ้องคุณฐานฆาตกรรมโดยประมาท..."
คำพูดทุกคำขาดห้วงลงทันที เมื่อสายตาของพายุบังเอิญเลื่อนลงไปเห็นรายละเอียดบางอย่างบนข้อมือของเรย์
เสื้อเชิ้ตสีขาวพับแขนขึ้นจนถึงข้อศอก เผยให้เห็นรอยแผลเป็นทางยาวจางๆ สลับกับรอยฟกช้ำสีม่วงคล้ำที่เพิ่งเกิดขึ้นไม่นาน บริเวณข้อศอกและท่อนแขนของสถาปนิกผู้รักความสมบูรณ์แบบเต็มไปด้วยรอยขีดข่วนจากการรื้อค้นและยกโมเดลเหล็กกล้าขนาดใหญ่ด้วยตัวเองตลอดทั้งวันโดยไม่ยอมปริปากบ่นสักแอะ
พายุนิ่งงั้นไป ความดุดันในแววตาแปรเปลี่ยนเป็นความประหลาดใจชั่วขณะ ก่อนจะเจือด้วยความรู้สึกบางอย่างที่เจ้าตัวก็ไม่อยากยอมรับ
"...แขนคุณไปโดนอะไรมา" น้ำเสียงของพายุอ่อนลงโดยไม่รู้ตัว ความแข็งกร้าวเมื่อครู่มลายหายไป เหลือเพียงความสงสัยที่เจือความห่วงใยจางๆ
เรย์ชะงัก ชำเลืองมองตามสายตาของอีกฝ่าย เขารีบดึงแขนเสื้อลงปิดรอยแผลเหล่านั้นอย่างลิบลับ ใบหน้าหล่อเหลาเบือนหนีไปทางอื่น สันกรามขบเข้าหากันแน่นยิ่งกว่าเดิม ความเย่อหยิ่งและมาดมั่นเมื่อครู่ถูกกะเทาะออกจนเผยให้เห็นรอยร้าว
"เรื่องของผมครับ คุณสนใจงานตรงหน้าให้มันเสร็จก่อนเถอะ" เรย์ตอบเสียงห้วน พยายามกลบเกลื่อนความสั่นไหวในน้ำเสียง แต่มีหรือที่คนช่างสังเกตอย่างพายุจะไม่เห็น
พายุถอนหายใจยาวพรืด เขาเดินอ้อมโต๊ะทำงานตัวใหญ่เข้ามาใกล้ชายหนุ่มร่างสูง กลิ่นน้ำหอมผสมกับกลิ่นกาแฟจางๆ ลอยแตะจมูก ท่าทีที่เปลี่ยนไปอย่างกะทันหันทำให้เรย์ต้องถอยหลังไปจนแผ่นหลังชนเข้ากับชั้นวางแบบแปลนสถาปัตยกรรม
"อย่ามาทำเป็นเก่งหน่อยเลยครับคุณเรย์" พายุก้าวเข้าไปหยุดยืนตรงหน้า ห่างกันไม่ถึงคืบ ดวงตากลมโตช้อนขึ้นมองสถาปนิกหนุ่มที่ตอนนี้ดูเหมือนเกราะป้องกันพังทลายลงทีละน้อย "มือไม้พังหมดแล้วยังจะมานั่งแก้แบบให้ผมจนดึกดื่น... ถ้าคุณสลบคาโต๊ะขึ้นมา ผมไม่มีแรงแบกคุณไปส่งโรงพยาบาลหรอกนะบอกไว้ก่อน"
เรย์ก้มลงมองคนตัวเล็กกว่าที่ยืนประชิด แววตาที่เคยแข็งกร้าวตอนนี้อ่อนแสงลงอย่างประหลาด ความเหนื่อยล้าสะสมจากการทำงานหามรุ่งhามค่ำและความกดดันจากครอบครัวที่คาดหวังให้เขาต้อง "สมบูรณ์แบบ" เสมอ มันกัดกินพลังชีวิตของเขาจนแทบไม่เหลือ
"คุณไม่เข้าใจหรอกพายุ..." เรย์พูดเสียงแผ่วเบา รisรินความอ่อนแอที่เก็บซ่อนไว้ใต้มาดคุณชายสถาปนิกจอมเนี้ยบออกมาเป็นครั้งแรก "ถ้าผมพลาด... ถ้างานชิ้นนี้มีจุดตำหนิแม้แต่นิดเดียว คนพวกนั้นก็จะเหยียบย่ำมัน... และเหยียบย่ำตัวผม ว่าผมมันก็แค่ไอ้ลูกชายที่ไม่เคยทำอะไรสำเร็จสักอย่าง"
ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วขณะ มีเพียงเสียงสายฝนที่ยังคงกระหน่ำซัดสาดด้านนอก พายุอึ้งไปครู่หนึ่งเมื่อได้ยินความเปราะบางที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังรอยยิ้มหยันและท่าทีเย่อหยิ่งของอีกฝ่าย หัวใจที่เคยเต้นเป็นจังหวะปกติกลับกระตุกวูบอย่างไม่ทราบสาเหตุ
มือเรียวบางของพยื่นออกไปโดยอัตโนมัติ ปลายนิ้วแตะลงบนรอยฟกช่วนบริเวณข้อศอกของเรย์แผ่วเบา สัมผัสนั้นเบาราวกับกลัวว่าอีกฝ่ายจะเจ็บ
เรย์สะดุ้งเล็กน้อย แต่ไม่ได้ขัดขืน เขาก้มมองมือของพายุที่กำลังสัมผัสรอยแผลของตน หัวใจในอกเต้นรัวแรงจนน่ากลัว ไม่ใช่เพราะความโกรธ แต่เป็นเพราะความอบอุ่นแปลกประหลาดที่แทรกซึมผ่านปลายนิ้วคู่นั้นเข้ามาในกระแสเลือด
"เจ็บไหมครับ..." พายุเอ่ยถามเสียงเบาหวิว ดวงตากลมโตเงยขึ้นสบตากับเรย์ในระยะประชิด ความใกล้ชิดนี้ทำให้ลมหายใจของทั้งคู่ผสานเป็นจังหวะเดียวกัน ไร้ซึ่งคำถกเถียง ไร้ซึ่งกำแพงทิฐิที่เคยสร้างไว้
เรย์มองลึกเข้าไปในดวงตาของดีไซน์เนอร์หนุ่ม เขาเห็นความห่วงใยที่จริงใจซ่อนอยู่หลังแววตาขวางโลกคู่นั้น มันสว่างไสวเสียจนเรย์รู้สึกแสบตา
ใบหน้าของเรย์ค่อยๆ โน้มลงเข้าหาช้าๆ ระยะห่างระหว่างกันลดลงเหลือเพียงลมหายใจอุ่น พายุไม่ได้ถอยหนี กลับยืนนิ่ง ปล่อยให้หัวใจทรยศสั่งให้หลับตาลงรับสัมผัสที่กำลังจะเกิดขึ้น...
*กริ๊ก! แอดมิน...*
เสียงปลดล็อกประตูหน้าออฟฟิศดังขึ้น พร้อมกับแสงไฟสว่างวาบที่สาดส่องเข้ามาในห้องทำงาน
"เฮ้ย! พวกนายยังไม่กลับกันอีกเหรอวะ นึกว่านอนตายกันคาโต..."
เสียงของเมฆที่เอ่ยทักเสียงดังลั่นหยุดชะงักกึกทันที เมื่อประตูห้องเปิดอ้าออกแล้วพบว่าภาพตรงหน้าคือสถาปนิกหนุ่มสุดเนี้ยบและดีไซน์เนอร์ปากจัดกำลังยืนประชิดตัวกันในระยะประชิด ชนิดที่ว่าปลายจมูกแทบจะชนกันอยู่รอมร่อ!
ขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหน้ากระดาษแผ่นนี้ไปด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ
เซฟเฮาส์ดีไซน์เนอร์กับคุณชายสถาปนิกจอมเนี้ยบ•ตอนที่ 8
คืนวันฝนตกที่ออฟฟิศ
ผลงานโดย แบล็กสมิธในตำนาน
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (แบล็กสมิธในตำนาน)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซฟเฮาส์ดีไซน์เนอร์กับคุณชายสถาปนิกจอมเนี้ยบ นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!