กลิ่นสีน้ำมันและสนิมเหล็กจางๆ ลอยอวลอยู่ในห้องทำงานสถาปนิกขนาดกะทัดรัด แสงไฟสีส้มจากโคมไฟตั้งโต๊ะสาดกระทบกรอบไม้เก่าคร่ำคร่าในมือของพิมพ์ชนก เธอนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้หนังสีเข้ม ฝ่ามือเรียวบางที่เปื้อนคราบสีเล็กน้อยกำลังลูบไล้กระจกใสที่เคลือบฝุ่นบางๆ อย่างทะนุถนอม ราวกับกลัวว่าภาพเบื้องหน้าจะสลายกลายเป็นควันหากออกแรงมากจนเกินไป
กรณ์ยืนอยู่ริมหน้าต่าง หันหลังให้เธอ แผ่นหลังกว้างภายใต้เสื้อเชิ้ตสีเทาอ่อนนั้นดูโดดเดี่ยวและเต็มไปด้วยกำแพงที่เขาตั้งขึ้นเพื่อกั้น
"คุณเก็บมันไว้ทำไม..." เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้น ทำลายความเงียบงันที่กดทับบรรยากาศระหว่างเขาทั้งสองมานานเกือบสิบนาที กรณ์ยังคงมองออกไปนอกกระจก เบื้องล่างคือถนนในยามค่ำคืนที่รถราวิ่งสวนกันราวกับสายน้ำที่ไม่มีวันไหลกลับ
พิมพ์ชนกเงยหน้าขึ้น ดวงตากลมโตคู่นั้นสะท้อนประกายไฟจากโคมไฟ ไหวระริกด้วยหยาดน้ำตาที่เธอพยายามสะกดกลั้นไว้ไม่ให้ร่วงหล่น
"เพราะฉันรู้ว่า... มีเพียงสิ่งนี้เท่านั้นที่จะพาคุณกลับมา" น้ำเสียงของเธอสั่นเครือเล็กน้อย ก่อนจะวางกรอบรูปนั้นลงบนโต๊ะไม้สักทอง เสียงไม้กระทบพื้นผิวเบาๆ แต่กลับดังสะท้อนก้องในความรู้สึกของคนทั้งคู่
กรณ์หมุนตัวกลับช้าๆ ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นสายตาจ้องมองไปยังวัตถุบนโต๊ะด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ทั้งหวาดกลัว สับสน และปฏิเสธ ภาพวาดสีน้ำมันขนาด A4 ชิ้นนั้นแสดงภาพของสะพานเหล็กเก่าริมแม่น้ำยามพลบค่ำ ลายเส้นและเงาที่สะท้อนผืนน้ำแสดงถึงความประณีตบรรจง แต่สิ่งที่ทำให้หัวใจของสถาปนิกหนุ่มกระตุกวาบ คือมุมมองของภาพ—มันถูกวาดจากมุมตึกร้างฝั่งตรงข้าม ซึ่งเป็นจุดที่แทบไม่มีใครรู้ว่ามีอยู่จริง ยกเว้น... ตัวเขาเองในอดีต
ฝ่ามือหนาของกรณ์กำเข้าหากันแน่นโดยไม่รู้ตัว ความทรงจำที่เขาพยายามฝังกลบมันไว้ใต้ซากปรักหักพังของกาลเวลาเริ่มสั่นคลอน ภาพเหตุการณ์ในคืนวันฝนตกหนัก เสียงฟ้าร้องคำราม และเสียงกรีดร้องที่บาดลึกถึงขั้วหัวใจไหลทะลักเข้ามาในห้วงความคิดราวกับเขื่อนแตก
"คุณกำลังพยายามรื้อฟื้นเรื่องที่ผมพยายามลืมมันไปตลอดชีวิต พิมพ์..." กรณ์ก้าวเข้ามาใกล้โต๊ะทำงานทีละน้อย ฝีเท้าของเขามั่นคง แต่ลมหายใจกลับติดขัด "ผมบอกคุณแล้วว่าอุบัติเหตุครั้งนั้น... ผมจำอะไรไม่ได้ทั้งสิ้น"
"โกหกค่ะ—เอ๊ย... ผมหมายถึง คุณกำลังโกหกตัวเองต่างหาก กรณ์" พิมพ์ชนกผุดลุกขึ้นยืน เผชิญหน้ากับชายหนุ่มผู้เป็นดั่งภาพสะท้อนของความเจ็บปวด เธอก้าวเข้าไปประชิดจนได้กลิ่นน้ำหอมจางๆ ที่คุ้นเคย "ถ้าคุณจำไม่ได้จริงๆ ทำไมแววตาของคุณถึงไหววูบทุกครั้งที่เห็นสะพานแห่งนั้น ทำไมมือของคุณถึงยังคงวาดรูปทรงเรขาคณิตของโครงสร้างเหล็กนั้นในกระดาษโน้ตทุกครั้งที่คุณเหม่อลอยล่ะคะ... เอ่อ... ลอยล่ะครับ" เธอรีบแก้คำพูดเมื่อเห็นคิ้วเข้มของกรณ์ขมวดเข้าหากันด้วยความประหลาดใจกับสรรพนามที่เผลอหลุดปาก
กรณ์ชะงักไป ดวงตาคมกริบมองลึกเข้าไปในดวงตาของหญิงสาว เขารู้ดีว่าเธอไม่ได้พูดเล่น และทุกคำพูดของเธอก็คือความจริงที่เจ็บปวด
เขายื่นมือออกไปสัมผัสขอบกระจกของกรอบรูปช้าๆ ปลายนิ้วสัมผัสความเย็นเยียบของกระจกที่กั้นระหว่างปัจจุบันและอดีตไว้
"คุณจำได้ไหมว่าเราเคยสัญญาอะไรกันไว้ตรงนั้น..." พิมพ์ชนกกระซิบแผ่วเบา น้ำตาหยดหนึ่งร่วงหล่นลงบนหลังมือของเธอเอง "วันที่ฝนโปรดปราย วันที่เราคิดว่าเราจะสร้างอนาคตด้วยกันได้... กรณ์ คุณไม่ได้สูญเสียความทรงจำไปทั้งหมดหรอกครับ คุณแค่เลือกที่จะปิดตายห้องๆ นั้น เพราะความรู้สึกผิดมันกัดกินคุณจนไม่กล้าแม้แต่จะหายใจ"
บรรยากาศในห้องเงียบงันลงอีกครั้ง เสียงเครื่องปรับอากาศทำงานเบาๆ กลายเป็นเสียงเดียวที่ได้ยิน กรณ์หลับตาลงช้าๆ ภาพในอดีตซ้อนทับเข้ามาในสมอง ภาพของเด็กสาวในชุดเดรสสีขาว รอยยิ้มที่สดใสราวกับแสงอาทิตย์แรกของวัน และ... เสียงกระซิบที่เขาเคยสัญญาว่าจะปกป้องเธอด้วยชีวิต
*“ไม่ว่าวันข้างหน้าจะเกิดอะไรขึ้น... พี่กรณ์ต้องมีชีวิตรอดต่อไปนะคะ”*
เปลือกตาของกรณ์เปิดขึ้นอย่างเฉียบพลัน ความเย็นชาที่เคยเคลือบคล้ายหน้ากากหนาได้แตกสลายลง เหลือเพียงความเปราะบางที่ซ่อนอยู่ภายในมาหลายปี เขากวาดสายตามองภาพวาดนั้นอีกครั้งอย่างพินิจพิเคราะห์ หัวใจเต้นรัวระรัวราวกับกลองศึก ความทรงจำที่ขาดหายเริ่มต่อติดกันเป็นภาพจิ๊กซอว์ทีละชิ้น ทีละชิ้น...
"ธน... มันไม่ได้บอกผมแบบนั้น" กรณ์พึมพำออกมาด้วยเสียงอันแหบพร่า ชื่อของเพื่อนสนิทและหุ้นส่วนคนสำคัญหลุดจากริมฝีปากของเขาโดยไม่รู้ตัว "ธนบอกว่า ในคืนนั้น... ฉันเป็นคนขับรถคันนั้นเอง เป็นฉันที่เป็นต้นเหตุ..."
พิมพ์ชนกเบิกตากว้าง สีหน้าของเธอบ่งบอกถึงความตกใจอย่างสุดขีดเมื่อได้ยินชื่อนั้น "ธนงั้นเหรอคะ... เอ่อ ธนเหรอครับ? กรณ์! คุณกำลังเข้าใจผิดไปกันใหญ่แล้ว ธนเขาไม่ใช่..."
*ก๊อก ก๊อก ก๊อก!*
เสียงเคาะประตูดังขึ้นสามครั้งอย่างหนักแน่น ตัดบทสนทนาอันตึงเครียดภายในห้องลงทันที ทั้งกรณ์และพิมพ์ชนกสะดุ้งสุดตัว หันขวับไปมองบานประตูไม้สีขาวที่ปิดสนิท
ก่อนที่ใครจะทันได้เอ่ยปากอนุญาต ประตูบานนั้นก็ถูกผลักให้เปิดออกช้าๆ พร้อมกับร่างของชายหนุ่มในชุดสูทเข้ารูปสีกรมท่า รอยยิ้มสุภาพแต่แฝงไปด้วยความเย็นเยียบปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคายของผู้มาเยือน
"ขอโทษที่รบกวนเวลาส่วนตัวนะครับ... แต่ผมคิดว่า ผมคงต้องเข้ามาอธิบายความจริงบางอย่าง ก่อนที่คุณจะเชื่อคำพูดของผู้หญิงคนนี้จนหมดหัวใจ, กรณ์"
ธนก้าวเข้ามาในห้อง กลิ่นอายของความกดดันแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณ สายตาคมกวาดมองกรอบรูปภาพวาดบนโต๊ะด้วยรอยยิ้มมุมปากที่อ่านไม่ออก ก่อนจะหันมาสบตากับเพื่อนสนิทด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความลับอันดำมืด
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านหน้ากระดาษแห่งกาลเวลานี้ด้วยกันนะครับ แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ - ฟีนิกซ์สีทอง
รอยต่อของหัวใจและโชคชะตา: ปาฏิหาริย์รักปลายฤดูหนาว•ตอนที่ 45
พยายามจำอีกครั้ง
ผลงานโดย ฟีนิกซ์สีทอง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ฟีนิกซ์สีทอง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยต่อของหัวใจและโชคชะตา: ปาฏิหาริย์รักปลายฤดูหนาว นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!