รอยต่อของหัวใจและโชคชะตา: ปาฏิหาริย์รักปลายฤดูหนาว•ตอนที่ 3

ภาพวาดที่คุ้นเคย

ผลงานโดย ฟีนิกซ์สีทอง
กลิ่นอายของสีน้ำมันเจือจางผสมผสานกับความเงียบงันภายในแกลเลอรีใจกลางกรุง คือสิ่งเดียวที่ช่วยดึงสติของกรณ์ให้หลุดพ้นจากวังวนความคิดอันน่าอึดอัด ธน ์เพื่อนสนิทและหุ้นส่วนของเขาเพิ่งจะตบไหล่ให้กำลังใจก่อนจะปลีกตัวไปคุยโทรศัพท์เรื่องธุรกิจกับลูกค้ารายใหญ่ ทิ้งให้เขายืนอยู่เบื้องหน้าภาพเขียนขนาดมหึมาบนผนังสีเทาเข้ม นิ้วเรียวของสถาปนิกหนุ่มเคาะเบาๆ ลงบนขอบนาฬิกาข้อมืออย่างเผลอไผล ความสุขุมเยือกเย็นที่เขาใช้เป็นเกราะกำบังมาตลอดหลายปีเริ่มสั่นคลอน เมื่อสายตากวาดมองลายเส้นพู่กันที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้า—มันไม่ใช่แค่ภาพวิวทิวทัศน์ทั่วไป แต่เป็นสะพานไม้เก่าแก่ข้ามลำธารเล็กๆ ที่เมืองชนบทแห่งหนึ่ง... สถานที่ที่เขาพยายามลบมันออกไปจากความทรงจำตลอดกาล "คุณว่า... ภาพนี้มันให้ความรู้สึกเหงาเกินไปหน่อยไหมครับ" เสียงทุ้มนุ่มที่เอ่ยขึ้นจากด้านข้าง ดึงให้กรณ์ต้องเบนสายตาออกจากการสำรวจร่องรอยของสีสันบนผืนผ้าใบ เขาหันไปมองเจ้าของเสียงช้าๆ หญิงสาวในชุดเดรสยาวสีครีมเรียบง่าย เส้นผมยาวสลวยถูกรวบไว้ครึ่งศีรษะเผยให้เห็นต้นคอระหงและดวงหน้าที่ฉายแววครุ่นคิด เธอยืนเว้นระยะห่างออกไปราวสองก้าว ดวงตากลมโตคู่สวยกำลังจ้องมองมาที่ภาพวาดเดียวกัน ทว่าริมฝีปากอิ่มกลับเม้มเข้าหากันเล็กน้อย ราวกับกำลังอดกลั้นความรู้สึกบางอย่างที่พรั่งพรูอยู่ภายใน "บางที... ความเหงาอาจไม่ใช่เรื่องแย่เสมอไปหรอกครับ" กรณ์ตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบ นัยน์ตาคมกริบสำรวจปฏิกิริยาของหญิงสาว "มันอาจเป็นพื้นที่ปลอดภัยเดียว ที่เราสามารถซ่อนตัวจากโลกความจริงได้" พิมพ์ชนกหันมาสบตากับเขาในจังหวะนั้น ชั่วขณะหนึ่งกรณ์รู้สึกคล้ายกับว่าลมหายใจสะดุดกะทันหัน ดวงตาคู่นั้นไม่ได้มีความแปลกปลอมหรือความระแวดระวัง ทว่ามันกลับเต็มไปด้วยความคุ้นเคยประหลาด ราวกับว่าพวกเขาเคยยืนมองภาพวาดใบเดียวกันนี้ในมิติเวลาอื่น... เวลาที่เขาอาจจะเคยทำอะไรบางอย่างผิดพลาดไปอย่างให้อภัยไม่ได้ "แต่การซ่อนตัวอยู่ในพื้นที่แบบนั้น นานเกินไปก็อาจทำให้เราลืมวิธีที่จะก้าวเดินต่อไปนะครับ" พิมพ์ชนกกล่าวเบาๆ รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปาก แต่นัยน์ตากลับไหววูบคล้ายซ่อนหยาดน้ำตาไว้เบื้องหลัง "เหมือนกับรอยต่อของกาลเวลา... ถ้าเราเผลอสะดุดก้าวผิดไปเพียงก้าวเดียว ทุกอย่างก็อาจพังทลายจนไม่เหลือชิ้นดี" คำพูดนั้นพุ่งตรงเข้ากระแทกใจกรณ์อย่างจัง หัวใจของสถาปนิกหนุ่มกระตุกวาบ ภาพความทรงจำอันเลือนรางของเหตุการณ์ในอดีต—วันที่เขาไม่สามารถเหนี่ยวรั้งคนที่รักที่สุดเอาไว้ได้—ผุดขึ้นมาในโสตประสาทราวกับภาพยนตร์ฉายซ้ำ เขานิ่งงันไปชั่วขณะ สมองประมวลผลอย่างรวดเร็ว หญิงสาวตรงหน้าเพิ่งจะพูดประโยคที่เขาเคยพร่ำบอกตัวเองในคืนวันอันมืดมนเมื่อหลายปีก่อน... เป็นประโยคที่ไม่มีใครอื่นล่วงรู้เด็ดขาด "คุณ..." กรณ์ขยับปากจะเอ่ยถามบางอย่าง ทว่าเสียงฝีเท้าและเสียงหัวเราะคุ้นเคยก็ดังแทรกขึ้นเสียก่อน "อ้าว กรณ์ มายืนคุยอะไรอยู่ตรงนี้ล่ะครับ" ธน ์เดินกลับเข้ามาพร้อมรอยยิ้มกว้างบนใบหน้า ก่อนจะกวาดสายตามองไปยังพิมพ์ชนกด้วยแววตาแปลกใจระคนประกายบางอย่างที่อ่านไม่ออก "อ้อ คุณพิมพ์ชนก ศิลปินผู้สร้างสรรค์ผลงานชิ้นเอกเหล่านี้สินะครับ ผมธน ์ครับ เป็นเพื่อนและหุ้นส่วนของกรณ์เขา" พิมพ์ชนกหันไปส่งยิ้มสุภาพให้ธน ์ ทว่ารอยยิ้มนั้นกลับบางเบากว่ายิ้มที่เธอใช้พูดคุยกับกรณ์เมื่อครู่ "ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ... เอ่อ ขออภัยด้วยนะคะ พอดีฉันนึกขึ้นได้ว่ามีธุระต้องไปจัดการต่อทางด้านโน้น" เธอก้มศีรษะให้ทั้งสองคนเล็กน้อย ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้กลิ่นหอมจางๆ คล้ายดอกไม้ป่าลอยวนอยู่ในอากาศรอบตัวกรณ์ ธน ์มองตามร่างบางที่เดินหายเข้าไปในกลุ่มผู้คน ก่อนจะหันมาตบไหล่เพื่อนสนิทเบื้องเบา พร้อมหัวเราะในลำคอ "ผู้หญิงคนนี้น่าสนใจดีนี่กรณ์ นายไปรู้จักเธอตั้งแต่เมื่อไหร่ หน้าตาคุ้นๆ เหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อนเลยนะ" กรณ์ไม่ได้ตอบคำถามของเพื่อน สายตาของเขายังคงจับจ้องรอยแปรงสุดท้ายบนมุมขวาล่างของภาพวาดสะพานไม้—มันไม่ใช่ลายเซ็นศิลปินทั่วไป แต่มันคือสัญลักษณ์รูปเฟืองนาฬิกาขัดกับกิ่งไม้แห้ง... สัญลักษณ์เดียวกันกับที่สลักอยู่บนแหวนเงินเก่าเก็บในลิ้นชักโต๊ะทำงานของเขา ลิ้นชักที่เขาไม่เคยเปิดให้ใครเห็นมาตลอดห้าปีเต็ม สถาปนิกหนุ่มหันขวับมองหาเป้าหมายในฝูงชน ท่ามกลางผู้คนนับร้อยที่กำลังเดินชมงานศิลปะ ร่างในชุดเดรสสีครีมกำลังก้าวเท้าเดินตรงไปยังประตูทางออกฉุกเฉินด้านหลังแกลเลอรี ซึ่งเป็นเขตหวงห้ามสำหรับผู้เข้าชมทั่วไป "ฉันขอตัวสักครู่" กรณ์เอ่ยเสียงเรียบโดยไม่รอฟังคำอนุญาตจากธน ์ ขายาวก้าวฉับๆ ฝ่าฝูงชนตามหลังหญิงสาวไปทันทีด้วยความร้อนรน ทว่า เมื่อเขาผลักประตูบานนั้นเปิดออก ลมเย็นยะเยือกยามบ่ายก็พัดปะทะใบหน้า ถนนด้านหลังแกลเลอรีว่างเปล่า ไม่มีแม้แต่เงาของหญิงสาวชุดครีม มีเพียงนามบัตรสีดำสนิทใบเล็กใบหนึ่งปลิวมาตกแทบเท้าของเขา กรณ์ก้มลงหยิบมันขึ้นมาอย่างระมัดระวัง หัวใจเต้นระรัวด้วยความรู้สึกที่อธิบายไม่ได้ บนนามบัตรสีดำสนิทนั้นไม่มีชื่อบริษัทหรือเบอร์โทรศัพท์ มีเพียงลายมือเขียนด้วยหมึกซึมสีดำเฉียบคมว่า... *“เรามาเริ่มนับถอยหลังกันใหม่เถอะ... กรณ์”* ขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลานี้ไปด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ **ฟีนิกซ์สีทอง**
สารจากนักเขียน (ฟีนิกซ์สีทอง)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยต่อของหัวใจและโชคชะตา: ปาฏิหาริย์รักปลายฤดูหนาว นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%