ปลายนิ้วที่สวมแหวนเงินเกลี้ยงของกรณ์สั่นเทาเล็กน้อยยามสัมผัสสันปกหนังแท้สีเข้ม กลิ่นอับชื้นผสมกลิ่นกระดาษเก่าอายุหลายสิบปีลอยแตะจมูก ทว่าสิ่งที่ทำให้หัวใจของสถาปนิกหนุ่มเต้นผิดจังหวะไม่ใช่ความเก่าแก่ของวัตถุตรงหน้า หากแต่เป็นความจริงอันน่าสะพรึงกลัวที่เพิ่งประจักษ์ เมื่อตัวเลขวันที่และหมึกปากกาหมึกซึมสีน้ำเงินเข้มบนหน้ากระดาษแผ่นนั้น คือเหตุการณ์ที่ยังมาไม่ถึง... แต่มันกำลังจะเกิดขึ้นในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้านี้
ห้องทำงานส่วนตัวที่ปิดทึบในยามวิกาลเงียบสงบจนได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้นโครมคราม กรณ์กวาดสายตาอ่านตัวอักษรลายมือหวัดแต่บรรจง ซึ่งระบุรายละเอียดเหตุการณ์เพลิงไหม้โครงสร้างอาคารพาณิชย์ย่านริมน้ำอย่างแม่นยำ ราวกับผู้เขียนยืนถือกระดาษและปากกาอยู่ ณ จุดเกิดเหตุจริง ๆ เมื่อสามวันก่อน
*"วันที่สิบห้า ตุลาคม... เวลาสี่ทุ่มสิบหนาว นาทีที่ประกายไฟจากงานเชื่อมเหล็กชั้นสามจะลุกลามติดฉนวนกันความร้อน ธนย์จะพยายามตะโกนสั่งให้คนงานหยุด แต่เสียงของเขาจะถูกกลบด้วยเสียงโครงสร้างถล่มลงมา ทรัพย์สินเสียหายไม่เท่ากับชีวิตของเด็กฝึกงานคนนั้น... คนที่ฉันช่วยไว้ไม่ได้อีกแล้ว"*
กรณ์ผุดลุกขึ้นยืนพรวดจนเก้าอี้ไม้สักส่งเสียงครูดกับพื้นดังสนั่น ลมหายใจของเขาติดขัดอยู่ในลำคอ ความเย็นเยียบแล่นพล่านจากปลายนิ้วลามเลียขึ้นสู่กระดูกสันหลัง ข้อความเมื่อครู่... มันไม่ใช่แค่บันทึกความทรงจำ แต่มมันคือคำทำนาย เป็นคำเตือนจากอนาคต หรืออาจเป็นความจริงที่บิดเบี้ยวของห้วงเวลาที่เขายังหาคำอธิบายไม่ได้
อาคารพาณิชย์ย่านริมน้ำแห่งนั้นคือโครงการใหญ่ที่บริษัทของเขากับธนย์กำลังรับผิดชอบ และกำหนดการซ่อมแซมโครงสร้างชั้นสามก็คือ "คืนนี้"
ความคิดในหัวตีกันยุ่งเหยิง กรณ์พยายามบอกตัวเองว่านี่คือเรื่องล้อเล่น เป็นความพยายามของใครบางคนที่แกล้งทำสมุดบันทึกเล่มนี้ขึ้นมาเพื่อปั่นหัวเขาเล่น ทว่าลายมืออันเป็นเอกลักษณ์ของเจ้าของสมุด ซึ่งวางอยู่บนโต๊ะทำงานของเขาเองอย่างเงียบเชียบตั้งแต่วันที่พิมพ์ชนกเดินหายลับไปในสายหมอกเมื่อสัปดาห์ก่อน มันปฏิเสธไม่ได้เลยว่านี่คือสมุดบันทึกของพิมพ์ชนก... หญิงสาวผู้มีรอยยิ้มเศร้าสร้อยและมักจะหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยเสมอ
"คุณกำลังเล่นตลกอะไรอยู่ พิมพ์..." กรณ์พึมพำกับความว่างเปล่า ดวงตาคมกริบจ้องมองสมุดบันทึกราวกับมันเป็นวัตถุอันตรายที่พร้อมจะระเบิดได้ทุกเมื่อ
นาฬิกาแขวนผนังโบราณส่งเสียงติ๊กต่อกย้ำเตือนเวลาที่เดินหน้าอย่างไม่เคยหยุดรอใคร เขามองหน้าจอโทรศัพท์มือถือ ปรากฏเวลา 20:15 น. แปลว่าเขามีเวลาอีกไม่ถึงสองชั่วโมงก่อนที่หายนะในบันทึกจะกลายเป็นความจริง
เสียงเคาะประตูกระจกฝ้าด้านนอกดังขึ้นสองครั้งเบา ๆ ก่อนที่บานประตูจะถูกผลักเปิดออก ร่างสูงโปรดของธนย์ก้าวเข้ามาพร้อมแฟ้มเอกสารในมือ รอยยิ้มเป็นมิตรที่มักประดับบนใบหน้าของเพื่อนสนิทและหุ้นส่วนคนนี้กลับดูแปลกไปในความรู้สึกของกรณ์เวลานี้
"ยังไม่กลับอีกเหรอ กรณ์?" ธนย์เอ่ยทัก น้ำเสียงราบเรียบแต่แฝงความเหนื่อยล้า "พรุ่งนี้มีประชุมใหญ่เรื่องโครงการริมน้ำ นายต้องใช้สมร่างแบบชุดสุดท้ายนะ... ว่าแต่ นายดูหน้าซีด ๆ นะ มีอะไรหรือเปล่า?"
กรณ์หรี่ตามองเพื่อนสนิท พลางนึกถึงข้อความในสมุดบันทึกที่ระบุชื่อของธนย์ไว้อย่างชัดเจน—*ธนย์จะพยายามตะโกนสั่งให้คนงานหยุด...* ความรู้สึกเคลือบแคลงสงสัยผุดขึ้นมาในใจอย่างห้ามไม่อยู่ ที่ผ่านมากรณ์เชื่อใจธนย์มาตลอดในฐานะเพื่อนตาย แต่ทว่าภายใต้รอยยิ้มนั้น ธนย์อาจจะรู้อะไรบางอย่างเกี่ยวกับอุบัติเหตุครั้งนี้มากกว่าที่แสดงออก หรือบางที... ธนย์เองก็อาจเป็นส่วนหนึ่งของโศกนาฏกรรมนี้ด้วย
"เปล่าหรอก..." กรณ์ตอบเสียงเรียบ พยายามควบคุมน้ำเสียงให้มั่นคงที่สุดเท่าที่จะทำได้ เขาค่อย ๆ เลื่อนสมุดบันทึกเล่มนั้นลงใต้กองเอกสารบนโต๊ะเพื่อซ่อนมันจากสายตาของเพื่อน "แค่คิดเรื่องแบบแปลนโครงสร้างนิดหน่อย นายมีธุระอะไรดึกดื่นขนาดนี้"
ธนย์วางแฟ้มเอกสารลงบนโต๊ะทำงานของกรณ์ แววตาของเขาไหววูบไปชั่วขณะก่อนจะกลับมาเป็นปกติ รอยยิ้มบางเบาปรากฏที่มุมปาก
"ฉันแค่อยากแวะมาดูความคืบหน้าเรื่องหน้างานคืนนี้น่ะ เห็นว่ามีการปรับแก้โครงสร้างด่วน ฉันเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัย กลัวว่าลูกน้องจะทำงานกันลวก ๆ จนเกิดเรื่องเข้าสักวัน" ธนย์พูดด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูห่วงใยตามวิสัยทัศน์ของคนเป็นหัวหน้างาน
คำพูดนั้นสะท้อนก้องอยู่ในโสตประสาทของกรณ์ มันช่างบังเอิญเหลือเกิน หรือนี่คือการเดินตามบทละครที่ถูกกำหนดไว้แล้วในสมุดบันทึกเล่มนั้น?
"ถ้าอย่างนั้น..." กรณ์เงยหน้าขึ้นสบตาธนย์ตรง ๆ แววตาสุขุมเยือกเย็นจ้องลึกลงไปในดวงตาของอีกฝ่าย จนธนย์ต้องเป็นฝ่ายหลบสายตาไปชั่วขณะ "เราไปด้วยกันเธอนะธนย์ ฉันอยากไปดูหน้างานด้วยตัวเองคืนนี้"
ธนย์ชะงักไปเล็กน้อย รอยยิ้มบนใบหน้าแข็งค้างไปชั่วเสี้ยววินาที ก่อนที่เขาจะหัวเราะกลบเกลื่อนออกมาเบา ๆ "หู้ว ขยันอะไรตอนนี้ล่ะกรณ์ งานนี้ปล่อยให้หัวหน้าคุมงานจัดการเองก็ได้ นายพักผ่อนเถอะ หน้าตาดูแย่มากจริง ๆ นะ"
"ฉันไม่ได้ขอความเห็น ฉันแค่บอกให้รู้" กรณ์ตัดบท น้ำเสียงทุ้มต่ำแต่ทรงพลังจนธนย์หุบยิ้มสนิท สถาปนิกหนุ่มลุกขึ้นยืนเต็มความสูง หยิบเสื้อแจ็คเก็ตหนังสีเข้มขึ้นมาสวมทับ "ไปกันเถอะ... ก่อนที่อะไร ๆ มันจะสายเกินไป"
ธนย์มองหน้ากรณ์นิ่งสนิท บรรยากาศรอบตัวทั้งสองพลันอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก ราวกับมีกระแสไฟฟ้าแรงสูงสถิตอยู่กลางอากาศ ไม่มีคำพูดใดหลุดออกมาจากปากของทั้งคู่ ทว่าในใจของกรณ์เวลานี้มีคำถามเดียวที่ดังวนเวียนซ้ำ ๆ — หากอนาคตถูกเขียนไว้แล้วจริง ๆ เขากจะสามารถเปลี่ยนแปลงมัน หรือเขาคือกุญแจสำคัญที่ทำให้โศกนาฏกรรมครั้งนี้เกิดขึ้นกันแน่?
รถยนต์คันหรูเคลื่อนตัวฝ่าสายฝนปรอยยามค่ำคืนมุ่งหน้าสู่ไซต์งานก่อสร้างริมน้ำ ท่ามกลางความเงียบงันภายในห้องโดยสาร กรณ์หยิบสมุดบันทึกเล่มเล็กที่ซ่อนไว้ในกระเป๋าเสื้อโค้ตขึ้นมาเปิดดูอีกครั้งภายใต้แสงไฟสลัวจากท้องถนน
หน้าที่เปิดค้างไว้ปรากฏรอยหมึกหยดหนึ่ง ซึ่งเมื่อพิจารณาดูให้ดีแล้ว... มันไม่ใช่รอยหมึกจากปากกาของพิมพ์ชนก แต่เป็นรอยเปื้อนสีแดงคล้ำคล้ายคราบเลือดสด ๆ ที่เพิ่งซึมทะลุกระดาษออกมา และตัวหนังสือบรรทัดสุดท้ายที่เพิ่งปรากฏขึ้นมาใหม่ด้วยหมึกสีแดงฉาน บ่งบอกเวลาปัจจุบันขณะที่เขานั่งอยู่ในรถคันนี้
*"ระวัง... คนที่นั่งข้างคุณตอนนี้ ไม่ใช่คนที่คุณรู้จักอีกต่อไป..."*
กรณ์ชะงักกึก ลมหายใจสะดุดกะทันหัน เขายังไม่ทันได้หันกลับไปมองบุคคลที่นั่งอยู่เบาะข้างคนขับ ประตูรถฝั่งธนย์ก็ส่งเสียง "คลิก" ล็อกอัตโนมัติพร้อมกับรอยยิ้มเย็นเยียบที่มุมปากของเพื่อนสนิทที่หันมามองเขาด้วยแววตาที่ว่างเปล่าอย่างไร้ก้นบึ้ง!
ขอขอบพระคุณทุกท่านที่ร่วมเดินทางผ่านกาลเวลานี้ไปด้วยกัน แล้วพบกันใหม่ในตอนถัดไปครับ
รอยต่อของหัวใจและโชคชะตา: ปาฏิหาริย์รักปลายฤดูหนาว•ตอนที่ 2
ร่องรอยในอดีต
ผลงานโดย ฟีนิกซ์สีทอง
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ฟีนิกซ์สีทอง)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง รอยต่อของหัวใจและโชคชะตา: ปาฏิหาริย์รักปลายฤดูหนาว นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!