ทวงคืนหัวใจยัยคุณแม่มือใหม่•ตอนที่ 28

คำสัญญาที่ไม่ใช่แค่คำพูด

ผลงานโดย ชานมไข่มุกหวานร้อย
กลิ่นหอมกรุ่นของกาแฟคั่วบดชั้นดีลอยอวลเคล้าอยู่กับความเงียบงันที่กดดันเสียจนน่าอึดอัด ในห้องรับรองส่วนท้ายของร้านอาหารหรูระดับมิชลินสตาร์ บรรยากาศรอบกายถูกโอบล้อมด้วยกระจกใสบานใหญ่ที่สะท้อนแสงไฟระยิบระยับจากตึกสูงระฟ้าใจกลางเมืองยามค่ำคืน ทว่าความงดงามเหล่านั้นกลับไม่อาจเทียบเคียงได้เลยกับความคุกรุ่นของอารมณ์ที่กำลังปะทะกันอยู่ ณ ใจกลางห้อง รินรดานั่งนิ่งอยู่บนโซฟาหนังแท้สีชา มือเรียวบางยกแก้วชาอุ่นขึ้นจิบอย่างเชื่องช้า ดวงตากลมโตคู่สวยที่ผ่านเรื่องราวแสนสาหัสมาด้วยกันนับครั้งไม่ถ้วน ทอดมองผู้ชายตรงหน้าด้วยแววตาเรียบเฉย ไร้ซึ่งร่องรอยของความโหยหา หรือแม้แต่ความโกรธเกลียดที่เคยแผดเผาหัวใจในอดีต มันคือความว่างเปล่าที่น่ากลัวที่สุด... ความว่างเปล่าที่บอกให้รู้ว่า ตัวตนของเขาได้หลุดพ้นไปจากพื้นที่ปลอดภัยในใจเธออย่างถาวรแล้ว "คุณเรียกฉันมาที่นี่ คงไม่ใช่แค่เพราะอยากชวนมาดินเนอร์หรูๆ หรอกนะคะ, คุณกวินทร์" น้ำเสียงนุ่มนวลทว่าเยียบเย็นเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ รินรดาวางแก้วแบล็กทีลงบนจานรองกระเบื้องเคลือบอย่างประณีต ราวกับต้องการตอกย้ำจังหวะการเต้นของหัวใจที่มั่นคงของตนเอง เธอในวันนี้ไม่ใช่ผู้หญิงอ่อนแอที่รอคอยเศษเสี้ยวความรักจากสามีทางนิตินัยอีกต่อไปแล้ว แต่เธอคือแม่ผู้ปกป้องโลกทั้งใบของน้องต้นกล้า และเป็นเจ้าของชีวิตที่เธอลิขิตเองได้ทั้งหมด กวินทร์มองภรรยา—ไม่สิ... อดีตภรรยาที่เขาเคยทอดทิ้งอย่างไม่ใยดี ใบหน้าคมคายที่มักจะเชิดขึ้นด้วยความเย่อหยิ่งและมั่นใจในตัวเองเสมอ บัดนี้กลับซีดเซียวและฉายแววความเจ็บปวดลึกซึ้ง ดวงตาคมกริบของนักธุรกิจหนุ่มผู้ทรงอิทธิพลสั่นไหวอย่างควบคุมไม่ได้ยามเมื่อสบประสานกับสายตาที่ว่างเปล่าคู่นั้น เขารู้ดีว่าความผิดบาปที่ตนเองได้ก่อไว้ในอดีต มันหนาแน่นและสกปรกเกินกว่าที่คำว่า "ขอโทษ" เพียงไม่กี่คำจะชำระล้างได้หมดจด แต่ทว่า... ในเมื่อโอกาสสุดท้ายในชีวิตยังคงหายใจอยู่ เขาก็ไม่คิดจะปล่อยมันหลุดมือไปเด็ดขาด กวินทร์ไม่ลังเลแม้แต่น้อย เขาสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นความสั่นไหวในอก ก่อนจะขยับตัวลุกขึ้นจากโซฟาฝั่งตรงข้าม และทิ้งตัวคุกเข่าลงกับพื้นพรมราคาแพงเบื้องหน้ารินรดาอย่างไม่นึก,เกรงศักดิ์ศรีหรือมายาคติใดๆ ทั้งสิ้น การกระทำที่กะทันหันนั้นทำให้รินรดาชะงักไปเล็กน้อย เปลือกตาบางกะพริบลงช้าๆ เพื่อซ่อนความไหววูบในแววตา เธอมองชายหนุ่มที่เคยเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของเธอจนจมดิน บัดนี้กลับยอมลดตัวลงมาคุกเข่าต่อหน้าด้วยท่าทีที่ยอมจำนนต่อความจริงทุกประการ "ริน..." เสียงทุ้มต่ำที่เคยทรงอำนาจและเยשวชาญ บัดนี้กลับแหบพร่าสั่นเครือจนแทบจับใจความไม่ได้ กวินทร์เงยหน้าขึ้นมองเธอ มือหนาทั้งสองข้างวางลงบนตักของตัวเองอย่างคนไร้ซึ่งอาวุธป้องกันตัวใดๆ "ผมรู้ว่าสิ่งที่ผมทำกับคุณและลูกในอดีตมันเลวร้ายแค่ไหน ผมมันโง่เง่า เย่อหยิ่ง และตาบอดสนิทที่มองไม่เห็นเพชรแท้ที่อยู่ตรงหน้า... ปล่อยให้ความริษยาและความหลงผิดทำลายครอบครัวที่เราควรจะมีร่วมกัน" รินรดายังคงนิ่งเงียบ เธอมองหยาดน้ำตาที่คลอหน่วยอยู่บริเวณหางตาของอดีตสามี หัวใจที่เคยด้านชากระตุกวูบไปเล็กน้อยด้วยความเจ็บแปลบที่หลงเหลือเป็นเศษซาก แต่มันก็เป็นเพียงเสี้ยววินาทีเดียวเท่านั้น ก่อนที่ความเข้มแข็งจะเข้าควบคุมพื้นที่ทั้งหมดไว้ได้ดังเดิม "คุณกำลังทำอะไรคะ, คุณกวินทร์?" รินรดาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเรียบสนิท "ถ้าคิดว่าการมานั่งคุกเข่าตรงนี้ จะทำให้ฉันใจอ่อนลืมความอัปยศอดสูตลอดสามปีที่ผ่านมาได้ล่ะก็... คุณกำลังคิดผิดถนัดค่ะ" "ผมไม่ได้คาดหวังให้คุณยกโทษให้ผมในทันทีหรอกครับริน" กวินทร์ส่ายหัวช้าๆ แววตาคมเข้มคู่นั้นเต็มไปด้วยความเจ็บปวดร้าวลึกที่สะท้อนย้อนกลับมาทำร้ายตัวเอง "ตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมใช้ชีวิตอยู่บนกองเงินกองทองที่ไร้ความหมาย บ้านที่เคยยิ่งใหญ่กลายเป็นกรงขังที่เหน็บหนาวเพราะไม่มีเสียงหัวเราะของคุณกับลูก... ทุกๆ วันที่ตื่นมาแล้วพบว่าผมได้สูญเสียสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตไป มันทรมานเสียยิ่งกว่าตกนรกทั้งเป็น" เขาเอื้อมมือสั่นเทาออกไปหมายจะกุมมือเรียวบางที่วางอยู่บนตักของเธอ ทว่ารินรดากลับชักมือกลับอย่างรวดเร็วราวกับถูกของร้อน ระยะห่างเพียงไม่กี่เซนติเมตรนี้ กลับกว้างใหญ่ไพศาลเสียยิ่งกว่ามหาสมุทร คิ้วเข้มของกวินทร์กระตุกวูบด้วยความเจ็บปวด แต่เขาก็ไม่กล้าแม้แต่จะเซ้าซี้ ชายหนุ่มสูดลมหายใจเข้าลึกอีกครั้ง ก่อนจะควกล่องกระเป๋าเสื้อสูทด้านในออกมา แล้วหยิบกล่องกำมะหยี่สีน้ำเงินเข้มขนาดเล็กออกมาวางไว้บนโต๊ะกระจกตรงหน้าเธอ "ผมรู้ว่าอดีตมันแก้ไขไม่ได้... แต่ผมขอโอกาสได้ไหมครับ?" กวินทร์เงยหน้าขึ้นสบตาเธอนิ่ง น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเวทนาและจริงจังอย่างถึงที่สุด "โอกาสที่จะได้แก้ไขความผิดพลาด โอกาสที่จะได้ทำหน้าที่สามีและพ่อที่ดี... โอกาสที่จะได้เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง" นิ้วเรียวของเขาบรรจงเปิดฝากล่องกำมะหยี่ออก เผยให้เห็นแหวนเพชรเม็ดงามน้ำงามสะท้อนแสงไฟระยิบระยับ ตัวเรือนถูกออกแบบมาอย่างประณีตด้วยลวดลายของเถาวัลย์ที่โอบกอดกันและกัน—มันคือแหวนวงเดิมที่เขาเคยโยนทิ้งอย่างไร้ค่าในวันที่ขอหย่าร้างกับเธอเมื่อหลายปีก่อน... บัดนี้ มันถูกนำกลับมาขัดเงาใหม่จนเปล่งประกายราวกับต้องการประกาศก้องถึงการไถ่บาป "แต่งงานกับผมอีกครั้งนะครับ, รินรดา" คำพูดที่เอ่ยออกมานั้นหนักแน่นและจริงจัง ทุกถ้อยคำกลั่นกรองมาจากหัวใจที่แหลกสลายและได้รับการประกอบขึ้นมาใหม่ด้วยความรักและความสำนึกผิด กวินทร์ยอมทิ้งทิฐิทั้งหมดที่มี ยอมแม้กระทั่งชีวิตของตัวเอง หากมันจะสามารถซื้อเวลากลับมาแก้ไขอดีตอันเน่าเฟะที่เขาเป็นคนสร้างขึ้นมาได้ บรรยากาศภายในห้องเงียบงัดลงชั่วขณะ เสียงเครื่องปรับอากาศทำงานเบาๆ คลอไปกับเสียงหัวใจที่เต้นระรัวอยู่ในอกของคนทั้งคู่ รินรดาก้มมองแหวนเพชรในกล่องกำมะหยี่นั้น แววตาไหวระริกด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย ภาพเหตุการณ์ในอดีตที่เธอเคยถูกเหยียดยาม ถูกทอดทิ้งให้อยู่ลำพังในวันที่ตั้งครรภ์ และวันที่ต้องอุ้มท้องโตหนีตายออกมาจากขุมนรกโลกันตร์แห่งนั้นไหลย้อนกลับเข้ามาในหัวราวกับภาพยนตร์ซ้ำซาก ความเจ็บปวดเหล่านั้น... มันฝังรากลึกอยู่ในกระดูกดำ และไม่มีวันลบเลือนหายไปได้ง่ายๆ แต่ทว่า... ในมุมหนึ่งของหัวใจ เธอก็รับรู้ได้ถึงความจริงใจและความพยายามอันแสนสาหัสที่กวินทร์ทุ่มเทตลอดหลายเดือนที่ผ่านมา เขาเปลี่ยนไปแล้วจริงๆ... เขายอมก้มหัวให้โลกทั้งใบ ยอมทิ้งศักดิ์ศรีทั้งหมดที่มี เพื่อผู้หญิงที่เขาเคยผลักไส รินรดาสูดหายใจเข้าลึก เธอยืดตัวตรง สง่างาม และเด็ดเดี่ยวในทุกอณูความรู้สึก ดวงตากลมโตคู่สวยจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของชายหนุ่มที่ยังคงคุกเข่าอยู่เบื้องหน้า "คุณกวินทร์คะ..." รินรดาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ทว่าเฉียบคมดราวกับใบมีดอาบน้ำผึ้ง "คุณบอกว่าอยากเริ่มต้นใหม่... คุณบอกว่าพร้อมจะทำทุกอย่างเพื่อไถ่บาป..." กวินทร์พยักหน้ารัวๆ ทันทีอย่างมีความหวัง "ใช่ครับ! ผมทำได้ทุกอย่าง ขอแค่คุณให้โอกาสผม..." "ถ้างั้น..." รินรดายกยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่งดงามแต่กลับเยียบเย็นเสียจนกวินทร์ต้องขนลุกซู่ "คุณก็ต้องพิสูจน์ให้ฉันเห็นค่ะ ว่าคำว่า 'ตลอดไป' ของคุณในครั้งนี้ มันมีน้ำหนักมากกว่าคำสัญญาปากเปล่าเมื่ออดีต... เพราะสำหรับฉันแล้ว แหวนวงนี้ หรือแม้แต่การคุกเข่าของคุณในวันนี้ มันยัง 'มีค่าไม่พอ' ที่จะลบล้างแผลเป็นในใจที่ลูกกับฉันต้องเจอหรอกนะคะ" คำพูดนั้นราวกับค้อนเหล็กที่ทุบลงกลางใจของกวินทร์จนแหลละเอียด เขานิ่งงันไปชั่วขณะ รู้สึกได้ถึงความชาหนึบที่แล่นพล่านไปทั่วร่าง ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะได้เอ่ยคำใดแก้ตัว เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นขัดจังหวะความตึงเครียดภายในห้องเสียก่อน *ก๊อก ก๊อก ก๊อก* ประตูกระจกฝ้าถูกผลักเปิดออกช้าๆ พร้อมกับร่างเล็กป้อมของเด็กชายวัยสามขวบในชุดเอี๊ยมยีนส์น่ารัก ที่วิ่งดุ๊กๆ เข้ามาในห้อง พร้อมกับเสียงใสแจ๋วที่เอמהเรียกชื่อมารดาด้วยความดีใจ "หม่าม้าฮะ! น้องต้นกล้ากินไอติมหมดแล้วน้า... เอ๊ะ? คุณลุงคนนั้นทำไมลงไปนั่งกองกับพื้นล่ะฮะ? ขาเจ็บเหรอครับ?" ร่างของกวินทร์แข็งทื่อราวกับถูกสาปให้กลายเป็นหินทันทีที่ได้ยินเสียงนั้น ดวงตาคมเบิกกว้างด้วยความตกใจระคนหวาดหวั่น เขารีบหันขวับไปมองเด็กชายตัวน้อยที่ยืนกะพริบตาปริบๆ อยู่ข้างหลังรินรดา... ใบจิ้มลิ้ม จมูกโด่งรั้น และโดยเฉพาะนัยน์ตาคู่คมที่ถอดแบบพิมพ์เดียวกับเขาออกมาอย่างไร้ที่ติ ราวกับส่องกระจกดูตัวเองในวัยเด็ก กวินทร์อ้าปากค้าง สมองขาวโพลนขึ้นมาทันทีเมื่อตระหนักถึงความจริงบางอย่างที่ถูกซ่อนเร้นเอาไว้ตลอดสามปีเต็ม... เด็กชายคนนี้... คือเลือดเนื้อเชื้อไขของเขาเองอย่างนั้นหรือ? ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและลุ้นระทึกไปกับตัวละครนะคะ หวังว่าจะชื่นชอบบทนี้นะคะ!
สารจากนักเขียน (ชานมไข่มุกหวานร้อย)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ทวงคืนหัวใจยัยคุณแม่มือใหม่ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%