ความเงียบงันที่โรยตัวลงมาราวกับเศษแก้วป่นละเอียด บาดลึกจนแม้แต่เสียงลมหายใจก็ยังฟังดูคล้ายเสียงกรีดร้องในความมืด
รินรดากลืนก้อนสะอื้นที่ตีรื้นขึ้นมาถึงลำคอลงไปอย่างยากลำบาก ดวงตากลมโตคู่สวยไหวระริกเพียงเสี้ยววินาที ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยเกราะกำบังอันเย็นชาและไร้เยื่อใย เธอปรายตามองร่างสูงของกวินทร์ที่ยืนแข็งทื่อเป็นหิน สัมผัสจากปลายนิ้วอุ่นจัดของเขาที่เพิ่งพันธนาการข้อมือเธอไว้เมื่อครู่ ยังคงทิ้งร่องรอยความชาหนึบเอาไว้ ราวกับรอยแผลเป็นที่ไม่มีวันจางหาย
"คุณ... มาทำอะไรที่นี่" น้ำเสียงของรินรดาราบเรียบจนน่าใจหาย มันคือความว่างเปล่าที่ทรงพลังเสียยิ่งกว่าการตะโกนด่าทอ
กวินทร์ไม่ตอบ ร่างสูงยังคงยืนนิ่งสนิท ราวกับวิญญาณหลุดออกจากร่าง ดวงตาคมกริบที่เคยเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งและอำนาจฉายแววสั่นระริกอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ภาพของชายหนุ่มอีกคนที่ก้าวเข้ามาประชิดตัวรินรดาราวกับเกราะคุ้ม1กัน กำลังแผดเผาขั้วหัวใจของเขาให้มอดไหม้ ความหึงหวง ความโกรธเกรี้ยว และความสับสนปะปนกันจนแยกไม่ออก แต่ที่น่ากลัวที่สุดคือ ‘ความรู้สึกเจ็บแปลบ’ ที่หน้าอกด้านซ้าย—ความรู้สึกที่เขาไม่เคยรู้จักเลยตลอดสามปีที่ใช้ชีวิตร่วมกันในฐานะสามีภรรยา
"ผมถามว่า คุณมาทำอะไรที่นี่ และผู้ชายคนนี้... เป็นอะไรกับคุณ" น้ำเสียงของกวินทร์แหบพร่าและสั่นเทาเล็กน้อย มันไม่ใช่คำสั่งเด็ดขาดอย่างที่เคยเป็น แต่มันคือเสียงของผู้ชายที่กำลังสูญเสียการควบคุมตัวเองอย่างสมบูรณ์
รินรดาแค่นหัวเราะออกมาเบาๆ เสียงหัวเราะที่ไร้ซึ่งความสุข มียอดความเย้ยหยันเคลือบอยู่บางๆ จนคนฟังรู้สึกชาไปทั้งหน้า
"มันไม่ใช่เรื่องที่คุณต้องรู้ค่ะ กวินทร์" เธอก้าวถอยหลังหนึ่งก้าว ระยะห่างนั้นช่างบาดตาชายหนุ่มยิ่งนัก "สถานะของเรามันจบลงตั้งแต่เซ็นใบหย่าในวันนั้นแล้ว และถ้าความจำของคุณยังดีพอ คุณน่าจะจำได้ว่าคุณเป็นคนไล่ฉันออกจากชีวิตเองไม่ใช่เหรอคะ?"
ประโยคเตือนสติที่เชือดเฉือนราวกับคมมีดอาบน้ำผึ้งกรีดลงบนแผลสด กวินทร์รู้สึกเหมือนหายใจไม่ออก สมองของเขาย้อนกลับไปในวันที่ฝนตกหนักวันนั้น วันที่หญิงสาวร่างบางสะพายกระเป๋าใบเล็กเดินออกไปจากคฤหาสน์หลังใหญ่โดยไม่หันกลับมามอง วันที่เขาเคยคิดว่ามันคือ 'ความโล่งใจ' ที่หลุดพ้นจากผู้หญิงน่ารำคาญคนหนึ่ง
แต่ทว่า... ในวินาทีนี้ เวลานี้ นาทีที่เขากำลังยืนเผชิญหน้ากับแววตาที่ว่างเปล่าและเข้มแข็งจนน่ากลัวของเธอ เขากลับเพิ่งตระหนักได้ว่า ตลอดสามปีที่ผ่านมา เขามองข้ามสิ่งที่มีค่ามากที่สุดในชีวิตไปอย่างน่า
รินรดาในวันนี้ ไม่ใช่รินรดาคนเดิมที่ก้มหน้ายอมรับชะตากรรมและหยาดน้ำตาอีกต่อไปแล้ว เธอเติบโตขึ้น... เติบโตขึ้นจากเศษซากความเสียใจที่เขาเป็นคนโปรยปรายลงมา และนั่นคือสิ่งที่กวินทร์หวาดกลัวที่สุด
"ผมไม่ได้ตั้งใจ..." คำแก้ตัวที่แสนน่าสมเพชหลุดออกจากริมฝีปากหยักที่เคยใช้เอ่ยวาจาร้ายกาจใส่เธอซ้ำแล้วซ้ำเล่า "วันนั้นผม... ผมแค่..."
"แค่เกลียดฉันไงคะ" รินรดาต่อประโยคให้ด้วยรอยยิ้มเยือกเย็น ดวงตาส่อประกายความเจ็บปวดที่ถูกฝังกลบไว้ภายใต้ชั้นน้ำแข็งหนาเตอะ "จำไม่ได้เหรอคะว่าคุณเคยพูดอะไรไว้บ้าง *'ผู้หญิงน่ารำคาญอย่างเธอ ต่อให้ตายอยู่ตรงหน้าฉันก็ไม่มีวันสนใจ'*... คำพูดพวกนั้น ฉันจำฝังใจเลยนะคะ ไม่ต้องกลัวว่าฉันจะลืมหรอกค่ะ"
ทุกถ้อยคำพรั่งพรูออกมาด้วยน้ำเสียงนิ่งสนิท แต่มันกลับทรงพลังพอกระชากวิญญาณของคนฟังให้ร่วงหล่นลงสู่เหวลึก กวินทร์ก้าวเข้าไปใกล้เธอโดยสัญชาตญาณ หมายจะคว้ามือบางนั้นมากุมไว้เพื่อขอร้องอ้อนวอน แต่ทว่า... ชายหนุ่มผู้มาใหม่กลับก้าวเข้ามาขวางกั้นระหว่างเขากับเธอไว้เสียก่อน พร้อมกับส่งสายตาดุดันเตือนสติ
"ถอยไป!" กวินทร์คำรามต่ำในลำคอด้วยความโมโห ดวงตาวาวโรจน์ด้วยเพลิงโทสะที่ถูกจุดขึ้น "นี่มันเรื่องระหว่างผมกับภรรยาเก่า อย่าเสือก!"
"อดีตภรรยา... เน้นคำว่า 'อดีต' ให้มันชัดๆ หน่อยสิครับคุณกวินทร์" ชายหนุ่มแปลกหน้าสวนกลับด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบแต่เฉียบคมไม่แพ้กัน รอยยิ้มมุมปากของเขายิ่งทำให้กวินทร์แทบคลั่ง "ในเมื่อมันเป็นอดีตไปแล้ว คุณก็ไม่มีสิทธิ์มาลุกล้ำหรือสร้างความเดือดร้อนให้รินอีก เชิญกลับทางเดิมเถอะครับ ก่อนที่ผมจะต้องเรียก รปภ. มาเชิญตัวคุณออกไป"
กวินทร์กำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปーン ดวงตาคมกริบจ้องเขม็งไปยังชายหนุ่มตรงหน้าสลับกับรินรดา ความสงสัยที่สุมอกมาหลายวันระเบิดออกมา
ทำไม? ทำไมผู้หญิงที่เคยดูอ่อนแอและพึ่งพาเขาไม่ได้เลยคนนั้น ถึงกล้าเดินจากไปอย่างเด็ดเดี่ยว? ทำไมเธอถึงไม่เคยติดต่อมาขอความช่วยเหลือ หรือแม้แต่เรียกร้องเงินทองสักบาทหลังการหย่าร้าง? ผู้หญิงที่ไม่มีแม้แต่ครอบครัวคอยหนุนหลัง เอาความกล้ามาจากไหนในการเริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยตัวคนเดียว?
มันต้องมีเบื้องหลัง... ต้องมีอะไรบางอย่างที่เขาพลาดไป!
"รินรดา..." กวินทร์เมินชายหนุ่มคนนั้น แล้วเอ่ยเรียกชื่อภรรยาเก่าด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงอย่างเห็นได้ชัด แววตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความเวทนาและคำถามนับร้อย "บอกผมหน่อย... ทำไมวันนั้นคุณถึงตัดสินใจไปง่ายดายนัก? คุณไปอยู่ที่ไหน? และ... คุณซ่อนอะไรไว้จากผมกันแน่?"
คำถามนั้นทำให้รินรดากระตุกยิ้มมุมปาก รอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความสมเพชเวทนาจนกวินทร์รู้สึกหนานسบไปถึงกระดูกดำ
"อยากรู้เหรอคะ?" เธอก้าวเข้าไปใกล้เขาอีกนิด กระซิบเสียงแผ่วเบาราวกับเสียงกระซิบจากปีศาจ "ความจริงมันเจ็บปวดเกินกว่าที่คุณจะรับไหวหรอกค่ะ กวินทร์... คนอย่างคุณ ไม่มีความอดทนพอที่จะรับรู้ความเน่าเฟะที่คุณเป็นคนสร้างขึ้นมาหรอก"
พูดจบ รินรดาก็ไม่รอให้เขาได้เอ่ยถามอะไรอีก เธอหันหลังให้เขาทันที พร้อมกับก้าวเดินออกไปโดยมีชายหนุ่มคอยโอบประคองเคียงข้าง ภาพนั้นบาดตาบาดใจกวินทร์จนเขารู้สึกเหมือนหายใจไม่ออก ร่างสูงยืนตรึงอยู่กับที่ มองตามแผ่นหลังบางที่เดินห่างออกไปเรื่อยๆ ท่ามกลางความมืดมิดของค่ำคืน
ทว่า... ในวินาทีที่รินรดากำลังจะก้าวขึ้นรถยนต์คันหรูที่จอดรออยู่ เสียงเล็กใสราวกับระฆังแก้วก็ดังแว่วมาจากเบาะหลังของรถคันนั้น
"คุณแม่ขา... น้าคนนั้นดุจังเลยค่ะ ทำไมเขาถึงมองคุณแม่ด้วยสายตาน่ากลัวแบบนั้นล่ะคะ?"
เสียงเด็กผู้หญิงวัยสามขวบ... เสียงที่ใสกระจ่างและบริสุทธิ์
แต่สำหรับกวินทร์แล้ว มันกลับดังลั่นราวกับฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ!
ร่างสูงชะงักกึก หัวใจหยุดเต้นไปชั่วขณะ ลมหายใจสะดุดกVกค้างในลำคอ ดวงตาคมกริบเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงสุดขีด สมองของเขาขาวโพลนในทันทีเมื่อสมองประมวลผลคำพูดและใบหน้าจิ้มลิ้มที่โผล่พ้นกระจกหน้ารถออกมามองเขาด้วยความสงสัย
เด็กคนนั้น... ดวงตากลมโตคู่นั้น... จมูกโด่งรั้นนั่น... และโครงหน้าที่ถอดแบบมาจากเขาราวกับพิมพ์เดียวกัน!
ดินฟ้าอากาศรอบตัวคล้ายจะพังทลายลงมาในเสี้ยววินาทีนั้นเอง
ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางและเจ็บปวดไปพร้อมกับตัวละครนะคะ หวังว่าจะชื่นชอบบทนี้ค่ะ
ทวงคืนหัวใจยัยคุณแม่มือใหม่•ตอนที่ 4
อดีตที่ตามหลอกหลอน
ผลงานโดย ชานมไข่มุกหวานร้อย
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชานมไข่มุกหวานร้อย)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ทวงคืนหัวใจยัยคุณแม่มือใหม่ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!