เสียงกระแทกของถ้วยกระเบื้องเคลือบราคาถูกกระทบลงบนโต๊ะไม้เนื้อหยาบดังสนั่น ปลุกสติของหลี่เหมยหลิงให้ดึงกลับมาจากห้วงความคิดอันเลือนราง ความเจ็บแปลบที่ขมับซ้ายและกลิ่นอับชื้นของดินโคลนผสมกลิ่นสาบสัตว์ตีเข้าจมูกอย่างรุนแรง บ่งบอกว่านี่ไม่ใช่ห้องครัวอัจฉริยะในศตวรรษที่ 21 ที่เธอยืนตรวจสอบสต็อกวัตถุดิบเมื่อไม่กี่นาตรีก่อนหน้านี้
"ถ้าพวกแกยังคิดจะเกาะตระกูลหลี่กินไปวันๆ แบบนี้ ทางที่ดีที่สุดก็คือไสหัวออกไปจากบ้านหลังนี้เสีย! ทุ่งหญ้าหนาวทางเหนือลมแรงจนวัวควายยังเอาตัวไม่รอด แกสองพี่น้องที่ไร้ประโยชน์จะมีปัญญาเอาตัวรอดได้สักกี่น้ำ!"
เสียงแหลมเล็กบาดหูของสะใภ้ใหญ่ตระกูลหลี่—จ้าวฮุ่ยหลาน ดังแผดขึ้นโดยไม่มีทีท่าว่าจะเกรงใจใคร นางยืนเท้าสะเอว ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเหยียดหยหยาม ดวงตาคู่เล็กกวาดมองร่างสะบักสะบอมของหญิงสาวที่เพิ่งฟื้นคืนสติบนกองฟางเก่าๆ
หลี่เหมยหลิงหรี่ตามองสถานการณ์ตรงหน้า สมองอันปราดเปรื่องของอดีตเชฟและนักวิชาการเกษตรประมวลผลอย่างรวดเร็ว ความทรงจำแปลกปลอมไหลทะลักเข้าสู่สมองราวกับสายน้ำหลาก นางทะลุมิติเข้ามาอยู่ในร่างของ "หลี่เหมยหลิง" หญิงสาววัยสิบแปดปีในยุค 1970 ยุคสมัยที่ความขาดแคลนคือความจริงอันโหดร้าย และการมีชีวิตรอดคือสงครามแย่งชิงทรัพยากร
ร่างเดิมเป็นเด็กสาวหัวอ่อน ขี้ขลาด และมักถูกรังแกเสมอ หลังพ่อแม่เสียชีวิตไป ทรัพย์สินและสิทธิ์การจัดสรรเสบียงของครอบครัวก็ถูก "หลี่ต้าเฉียง" ผู้เป็นลุง และป้าสะใภ้จ้าวฮุ่ยหลานฮุบเอาไปจนหมดสิ้น ตอนนี้เมื่อถึงฤดูหนาวที่เสบียงเริ่มรดรวย ทั้งสองจึงหาข้ออ้างขับไล่นางและน้องชายวัยสิบขวบออกจากบ้าน เพื่อฮุบบ้านดินเก่าๆ และแปลงผักหลังบ้านที่เพิ่งฟื้นฟูดินจนอุดมสมบูรณ์ไปครอบครอง
"ลุงครับ... พวกเราจะไปไหนได้ ลมหนาวกำลังจะมา น้องชายผมยังป่วยอยู่..." เสียงของหลี่ต้าเหอ น้องชายที่นั่งกอดเข่าตัวสั่นเทาอยู่ข้างกายเอ่ยขึ้นด้วยความหวาดกลัว ใบหน้าเล็กๆ ซูบตอบจนน่าเวทนา
"นั่นไม่ใช่เรื่องของฉัน!" หลี่ต้าเฉียง ผู้เป็นลุงนั่งสูบไปป์ใบหน้าเรียบเฉย ไม่แม้แต่จะชายตามองหลานแท้ๆ สักนิด เอ่ยปนควันสีเทาออกมาอย่างเลือดเย็น "บ้านหลังนี้ตระกูลหลี่เป็นเจ้าของ พวกแกสองคนมันแค่คนอาศัย ถ้าไม่อยากตายผอมแห้งอยู่ที่นี่ ก็ไสหัวออกไปซะ!"
ในวินาทีที่ความกดดันถาโถมเข้ามาจนแทบหายใจไม่ออก หลี่เหมยหลิงกลับค่อยๆ ยันกายลุกขึ้นยืนช้าๆ ความเจ็บปวดที่ศีรษะบรรเทาลง เหลือเพียงแววตาที่เปลี่ยนจากความตื่นตระหนกเป็นความเยือกเย็น คมกริบราวกับใบมีดแล่เนื้อที่ผ่านการลับมาเป็นอย่างดี
นางปัดเศษฟางออกจากเสื้อผ้าเก่าๆ ที่ปะชุนจนแทบไม่เหลือเค้าเดิม รอยยิ้มเยาะหยันผุดขึ้นที่มุมปากอย่างปิดไม่มิด
"ขับไล่พวกเราออกไปอย่างนั้นหรือครับ... อ้อ ไม่สิ ต้องพูดว่า 'ขับไล่' ให้สวยหรู ทั้งที่ความจริงแล้วพวกท่านกำลังจะ 'ปล้น' สมบัติของพ่อแม่ฉันต่างหากล่ะ" เสียงหวานใสแต่ทว่ากังวานและทรงพลังดังขึ้นขัดจังหวะความเย่อหยิ่งของจ้าวฮุ่ยหลาน
จ้าวฮุ่ยหลานสะดุ้งโหยง ชะงักปากที่กำลังจะด่าทอต่อ หลี่เหมยหลิงในยามนี้ช่างดูแปลกตา ดวงตากลมโตคู่นั้นไม่ได้ฉายแววหวาดกลัวหรือร้องห่มร้องไห้อีกต่อไป แต่กลับเต็มไปด้วยความกดดันที่ทำให้คนมองรู้สึกหนสันหลังวาบอย่างประหลาด
"นัง... นังเด็กเหลือขอ! แกกล้าดียังไงมาพูดจาอวดดีใส่ผู้ใหญ่!" จ้าวฮุ่ยหลานแผดเสียงกลบเกลื่อนความประหม่า
"ผู้ใหญ่?" หลี่เหมยหลิงก้าวเท้าเดินเข้าไปหาช้าๆ ฝ่าเท้ากระทบพื้นดินแน่น หนักแน่นและมั่นคง "ผู้ใหญ่ที่ไหนเขาปล้นหัวคิวเสบียงของหลานกำพร้า ผู้ใหญ่ที่ไหนเขาฮุบโฉนดที่ดินทำกินที่ทางการจัดสรรให้ครอบครัวเราตั้งแต่ปีกลาย... ถ้าฉันเอาเรื่องนี้ไปบอกหัวหน้าหมู่บ้าน หรือแจ้งเจ้าหน้าที่คอมมูนว่าบ้านตระกูลหลี่กำลังสูบเลือดสูบเนื้อครอบครัวทหารผู้เสียสละเพื่อชาติอย่างพวกเรา คิดว่าผลลัพธ์มันจะออกมาเป็นยังไงล่ะครับ?"
คำว่า "ทหารผู้เสียสละ" และ "เจ้าหน้าที่คอมมูน" ทำให้หลี่ต้าเฉียงที่นั่งเงียบมานานถึงกับสำลักควันไปป์ หน้าตาตื่นตระหนกขึ้นมาทันที ในยุคสมัยนี้ เรื่องการเอาเปรียบครอบครัวทหารหรือคนยากจนเป็นความผิดร้ายแรง ถึงกับมีโทษหนักฐานสร้างความแตกแยกในหมู่คณะ
"แก... แกอย่ามาพูดจาเหลวไหลนะ! ที่ดินนั่นมันเป็นของส่วนรวม!" หลี่ต้าเฉียงลุกขึ้นยืน ชี้หน้าคาดโทษด้วยความโมโห
"เหลวไหลหรือความจริง ท่านลุงย่อมรู้แก่ใจดีที่สุด" หลี่เหมยหลิงหัวเราะในลำคอ น้ำเสียงเยียบเย็นจนน่ากลัว "แต่อย่าเพิ่งรีร้อนไล่พวกเราเลยครับ ในเมื่อพวกท่านอยากให้พวกเราไปนัก... งั้นเรามา 'เคลียร์บัญชี' กันให้ชัดเจนเสียก่อนดีกว่า ว่าตลอดสามปีที่ผ่านมา พวกท่านอมเงินเบี้ยเลี้ยงและเสบียงของพ่อแม่ฉันไปเท่าไหร่ และบ้านหลังนี้กับแปลงผักนั่น มีมูลค่าเท่าไหร่ที่ต้องชดใช้ให้ฉัน!"
บรรยากาศในห้องโถงเก่าๆ เงียบกริบลงทันที จ้าวฮุ่ยหลานหน้าซีดเผือดอ้าปากพะงาบๆ พูดไม่ออก ส่วนหลี่ต้าเฉียงมองหน้าหลานสาวราวกับเห็นผีสาง
ทว่า ในขณะที่สถานการณ์กำลังตึงเครียดจนถึงขีดสุด เสียงเคาะประตูก็จู่โจมดังขึ้นสามครั้งอย่างหนักแน่นที่ด้านนอก
*ก๊อก... ก๊อก... ก๊อก...*
พร้อมกันนั้น กลิ่นอายจางๆ ของใบชาป่าคุณภาพเยี่ยมที่คั่วจนหอมกรุ่น ก็ลอยละลิ่วแทรกผ่านรอยแตกของประทับไม้เก่าเข้ามาในห้อง ท่ามกลางอากาศหนาวยะเยือกของทุ่งหญ้าหนาว
หลี่เหมยหลิงขมวดคิ้วเล็กน้อย กลิ่นชาชนิดนี้... ไม่ใช่สิ่งที่ชาวบ้านยากจนแถบนี้จะมีปัญญาหามาดื่มได้แน่
ประตูไม้ถูกผลักเปิดออกอย่างถือวิสาสะ ร่างสูงใหญ่ในชุดเสื้อโค้ทกันหนาวทหารสีเขียวเข้มก้าวเข้ามาอย่างองอาจ ไหล่กว้างมีเกล็ดหิมะเกาะอยู่จางๆ ใบหน้าคมคายดุดันราวกับสลักจากหินผา แต่ดวงตากลับจับจ้องตรงมาที่หลี่เหมยหลิงด้วยประกายความรู้สึกที่ซับซ้อนเกินกว่าจะคาดเดา
"สวี... สวีจิ้น?" หลี่ต้าเฉียงอุทานออกมาด้วยความตกใจ เมื่อเห็นนายหนุ่มผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในค่ายทหารชายแดนก้าวเข้ามาเหยียบเรือนพักโทรมๆ แห่งนี้
สวีจิ้นไม่แม้แต่จะปรายตาแลลุงหลานตระกูลหลี่ เขาเดินผ่านพวกเขาไปราวกับไม่มีตัวตน ก่อนจะหยุดยืนตรงหน้าหลี่เหมยหลิง ยื่นห่อกระดาษสีน้ำตาลห่อหนึ่งส่งให้ พร้อมกับเอ่ยด้วยเสียงทุ้มต่ำราบเรียบแต่นุ่มนวลอย่างยิ่ง
"ชาอุ่น... สำหรับแก้หนาว และ... ทะเบียนสมองของเราที่ผมเพิ่งจัดการยื่นเรื่องอนุมัติเสร็จเมื่อเช้า... ต่อไปนี้ เธอมาอยู่กับผม"
--------------------------------------------------------------
*ขอขอบพระคุณนักอ่านทุกท่านที่ร่วมเดินทางไปกับกลิ่นอายชาอุ่นๆ และความแสบสันของนางเอกเราในตอนแรกนี้ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าครับ! — ใบชาหอมหมื่นลี้*
ยอดเชฟหญิงแห่งทุ่งหญ้าหนาว กับนายทหารหนุ่มผู้คลั่งรักชาอุ่น•ตอนที่ 1
ลืมตาตื่นในกลิ่นอายดินโคลน
ผลงานโดย ใบชาหอมหมื่นลี้
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ใบชาหอมหมื่นลี้)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ยอดเชฟหญิงแห่งทุ่งหญ้าหนาว กับนายทหารหนุ่มผู้คลั่งรักชาอุ่น นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!