กลิ่นอายคาวเลือดคละคลุ้งปะปนกับกลิ่นอื้นไห้ของดินชื้นแฉะ รสชาติฝาดเฝื่อนของโลหิตที่เอ่อล้นทะลักทลายออกมาจากลำคอทำให้เยี่ยเฟิงต้องขมวดคิ้วมุ่นอย่างไม่สบอารมณ์
"ขยะอย่างเจ้า ยังมีหน้ามาหายใจอยู่บนโลกใบนี้อีกหรือ?"
เสียงหัวเราะเยาะหยันดังเสียดแท่นแก้วหู พร้อมกับแรงกระแทกจากปลายรองเท้าหนังปักลวดลายศิษย์สายในที่กดทับลงมาบนแผ่นอกของร่างนี้อย่างไร้ความปรานี น้ำหนักนั้นมากพอจะบดขยี้กระดูกซี่โครงให้แหลกละเอียดเป็นจุล แต่สิ่งที่สะท้อนอยู่ในดวงตาหงส์คู่นั้นกลับไม่ใช่ความหวาดกลัว หากแต่เป็นประกายแสงสีเงินยววงที่เยือกเย็นดุจน้ำแข็งพันปี
เยี่ยเฟิงปรือเปลือกตาขึ้นช้าๆ ห้วงความคิดที่เคยล่องลอยอยู่เหนือกาลเวลาและห้วงมหรรณพแห่งดาราจักรค่อยๆ ไหลย้อนกลับมาสู่ก้นบึ้งของร่างมนุษย์ที่เปราะบางดั่งเศษแก้ว เขามองเห็นภาพความทรงจำอันน่าสมเพชของเจ้าของร่างเดิมผุดขึ้นเป็นฉากๆ — เด็กหนุ่มผู้มีเส้นชีพจรลมปราณพิการ ถูกตราหน้าว่าเป็นตัวถ่วงของตระกูล ถูกขับไล่ไสส่งให้มาเป็นศิษย์ปลายแถวของสำนักกระบี่เมฆาคล้อย และในค่ำคืนนี้ ถูกศิษย์ร่วมสำนักรุมซ้อมปางตายเพียงเพราะบัง-อาจไปสบตากับสตรีที่พวกมันหมายปอง
ช่างน่าขันสิ้นดี... มหาเทพผู้เคยพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินด้วยกระบี่เดียวในยุคบรรพกาล กลับต้องมาจุติใหม่ในร่างของสวะที่แม้แต่สุนัขข้างถนนยังเมินหน้าหนี
"หูเฉิน เจ้าว่ามันตายหรือยังวะ?" เสียงแหบพร่าของชายฉกรรจ์อีกคนเอ่ยขึ้น พร้อมกับใช้ปลายกระบี่เขี่ยร่างที่นอนจมกองเลือดของเยี่ยเฟิงอย่างดูแคลน
"ตายยากตายเย็นนัก หากไม่เพราะกฎสำนักคุ้มหัวไว้ ป่านนี้ข้าคงส่งมันไปลงนรกภูมิแล้ว!" หูเฉินแค่น
"จำใส่กะโหลกหนาๆ ของเจ้าเอาไว้ซะ เยี่ยเฟิง... วันหน้าหากยังบังอาจเงยหน้ามองศิษย์พี่หญิงมู่หรงเซียนอีก คราวนี้ไม่ใช่แค่กระดูกหักแน่ แต่ข้าจะตัดลิ้นเน่าๆ ของเจ้ามาให้สุนัขกิน!"
สิ้นคำข่มขู่ กลุ่มคนชุดฟ้าก็หัวเราะเยาะออกมาอย่างสะใจก่อนจะสะบัดชายเสื้อเดินจากไป ทิ้งให้ร่างชุ่มโชกไปด้วยโลหิตของเยี่ยเฟิงนอนนิ่งอยู่ท่ามกลางความมืดมิดของหุบเขาด้านหลังสำนัก
ความเงียบงันเข้าปกคลุม ทว่าหัวใจของเยี่ยเฟิงกลับเต้นระรัวด้วยจังหวะที่ทรงพลังและหนักหน่วงดุจกลองศึกโบราณ
*ตึง... ตึง... ตึง...*
เขายันกายลุกขึ้นช้าๆ ท่ามกลางความเจ็บปวดรวดร้าวที่แผ่ซ่านไปทั่วทุกอณูขุมขน บาดแผลฉีกขาดตามร่างกายและกระดูกที่หักร้าวเริ่มส่งเสียงลั่นกรอบแกรบ แต่นั่นหาใช่สิ่งที่เขาใส่ใจไม่ สิ่งที่เยี่ยเฟิงกำลังเพ่งพินิจคือ ‘ทะเลปราณ’ อันแห้งเหือดและพิการภายในตันtian (จุดตันเถียน) ของร่างนี้
"เส้นชีพจรพิการงั้นหรือ? ช่างไร้เดียงสากลุ่มก้อนมดปลวกพวกนั้นเสียจริง..."
มุมปากของเยี่ยเฟิงยกย่องขึ้นเป็นรอยยิ้มหยันอันงดงามแต่หยาดเยือก เขานั่งขัดสมาธิลงบนพื้นดินที่เปรอะเปื้อนคราบเลือด สองมือประสานเป็นมุทราโบราณที่สาบสูญไปจากยุทธภพมานับแสนปี ทันใดนั้น บรรยากาศรอบกายพลันเปลี่ยนแปร กลิ่นอายความกดดันที่น่าสะพรึงกลัวสายหนึ่งแผ่ซ่ายOUTออกจากร่างของเด็กหนุ่มผู้ไร้ค่า จนมวลหมู่แมลงและสัตว์ป่าในรัศมีร้อยลี้ต่างพากันเงียบกริบด้วยความหวาดกลัวสัญชาตญาณ
วิชา [คัมภีร์ดาราจักรกลืนฟ้า] โคจรหมุนวน!
พริบตานั้น พลังงานฟ้าดินที่เบาบางในหุบเขาพลันถูกกระชากเข้ามาหาเยี่ยเฟิงราวกับพายุหมุนคลั่ง กระแสลมปราณบริสุทธิ์ทะลักเข้าสู่เส้นชีพจรที่เคยตีตันอย่างบ้าคลั่ง เสียงดัง ‘เปรี๊ยะ เปรี๊ยะ’ คล้ายเสียงสะพานไม้ผุพังที่ถูกซ่อมแซมด้วยเหล็กกล้าดังขึ้นภายในร่าง เส้นชีพจรที่ถูกตราหน้าว่าพิการถูกกระแสปราณอันเกรี้ยวกราดแผดเผาและหลอมรวมขึ้นใหม่ในชั่วพริบตา!
ขอบเขตหลอมรวมปราณ ขั้นที่หนึ่ง...
ขอบเขตหลอมรวมปราณ ขั้นที่สาม...
ขอบเขตหลอมรวมปราณ ขั้นที่ห้า...
ทะยานขึ้นอย่างต่อเนื่องราวกับม้าป่าที่หลุดจากบังเหียน พลังปราณรอบตัวเยี่ยเฟิงระเบิดออกเป็นระลอกคลื่นสีครามเข้มจนพื้นดินรอบกายยุบตัวลงเป็นหลุมลึก แสงดาวบนท้องฟ้ายามวิกาลคล้ายจะสั่นไหวและสาดแสงประหลาดลงมาโอบล้อมร่างของเขาไว้ ราวกับดาราจักรนับล้านกำลังก้มหัวคารวะต่อผู้เป็นนายเหนือหัว
ในขณะเดียวกัน ณ ตำหนักเมฆาคล้อยอันสูงตระหง่าน ศิษย์พี่หญิงผู้เย็นชาและสง่างามดั่งเทพเซียน—มู่หรงเซียน ผู้กำลังนั่งหลับตาบำเพ็ญเพียรอยู่บนเตียงหยกศิลา ถึงกับลืมตาขึ้นกะทันหัน ดวงตาคู่สวยฉายแววตื่นตระหนกและเย็นเยียบ นางหันขวับไปมองยังทิศทางของหุบเขาด้านหลังสำนักด้วยความรู้สึกประหลาดที่สั่นคลอนจิตวิญญาณ
*พลังกดดันเมื่อครู่นี้มันคืออะไรกัน? หรือว่าจะมีผู้อาวุโสระดับสูงลอบเข้ามาในเขตสำนัก?*
ทว่าความสงสัยยังไม่ทันจางหาย เสียงฝีเท้าแผ่วเบาแต่เต็มไปด้วยจิตสังหารอันแหลมคมก็ดังขึ้นที่หน้าประตูเรือนพักของเยี่ยเฟิง
เงาร่างหนึ่งในชุดดำสนิทลอบเร้นเข้ามาในความมืด พร้อมกับประกายกระบี่ที่ทอแสงวาบวับสะท้อนกับแสงจันทร์ ปลายกระบี่จ่อตรงมาที่ลำคอของเยี่ยเฟิงที่ยังคงนั่งหลับตาโคจรพลังอยู่!
"เยี่ยเฟิง... เจ้าสารเลว ยังไม่ตายสินะ เช่นนั้นคืนนี้ก็อย่าหวังจะได้เห็นตะวันรุ่งอีกเลย!"
เสียงกระซิบอันเหี้ยมเกรียมดังขึ้นพร้อมกับการแทงกระบี่ทะลวงมิติเข้ามาอย่างรวดเร็วดุจสายฟ้าฟาด!
เยี่ยเฟิงลืมตาขึ้นช้าๆ ในดวงตาคู่นั้นปรากฏประกายแสงดาวสีเงินหมุนวนลึกซึ้งราวมหาสมุทร เขามิต้องขยับกายหนี เพียงแค่ปลดปล่อยจิตสังหารสายหนึ่งออกจากร่าง—
*เปรี้ยง!*
กระบวนท่ากระบี่อันร้ายกาจพลันแตกสลายเป็นจุลกลางอากาศ ร่างของผู้ลอบสังหารกระเด็นย้อนกลับไปกระแทกกับผนังห้องอย่างรุนแรงจนกระอักเลือดสดๆ ออกมาคำโต ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตื่นตระหนกสุดขีดเมื่อพบว่าเป้าหมายที่ควรจะเป็น "สวะไร้ค่า" กลับจ้องมองมาที่ตนด้วยสายตาของพญายมราช
"ผู้ใดส่งเจ้ามา?" เสียงทุ้มนุ่มที่เอ่ยถามนั้นราบเรียบราวน้ำนิ่ง แต่กลับแฝงไว้ด้วยอำนาจกดขี่ที่ทำให้วิญญาณของผู้ฟังแทบแตกดับ
ขอบคุณสำหรับการติดตามอ่านตอนแรกนี้นะคะ แล้วพบกันใหม่ในตอนหน้าค่ะ
เซียนหนุ่มผู้ถูกทอดทิ้ง : ขอโทษที พอดีผมทะลวงปราณแซงหน้าพวกคุณไปแล้ว•ตอนที่ 1
ฟื้นคืนในร่างสวะ
ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนหนุ่มผู้ถูกทอดทิ้ง : ขอโทษที พอดีผมทะลวงปราณแซงหน้าพวกคุณไปแล้ว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!