"พวกเจ้าคิดว่าวิถีแห่งเซียนคือการครอบครองทรัพยากรอย่างไร้ขีดจำกัดเช่นนั้นหรือ?"
น้ำเสียงทุ้มนุ่มทว่าเย็นเยียบราวน้ำค้างแข็งกลางเหมันตฤดูสะท้อนก้องไปทั่วโถงประชุมใหญ่วันนี้ บรรยากาศภายในห้องโถงตระกูลมู่หรงกลับมาตึงเครียดขึ้นอีกครั้งจนแทบไร้เสียงหายใจ ผู้อาวุโสทั้งห้าคนต่างนั่งตัวตรง สีหน้าปรากฏริ้วรอยแห่งความหวาดหวั่นและทิฐิที่ถูกบดขยี้ทีละน้อย พวกเขาคือผู้คุมกฎแห่งตระกูลผู้ยิ่งใหญ่ ทว่าในยามนี้ กลับต้องมานั่งรับฟังการสั่งสอนจากเด็กหนุ่มผู้เคยถูกตราหน้าว่าเป็นขยะไร้ค่า
เยี่ยเฟิงยืนสงบนิ่งอยู่กลางโถง ร่างโปร่งในชุดคลุมสีขาวสะอาดสะอ้านไม่ได้แผ่รังสีอำมหิตใดๆ ออกมาเลยแม้แต่น้อย ทว่ากลับสร้างแรงกดดันมหาศาลกดทับจิตวิญญาณของผู้อาวุโสทุกท่านจนเหงื่อกาฬไหลซึมแผ่นหลัง ในมือของเขาถือเพียงพัดกระดาษธรรมดาเล่มหนึ่ง ทว่าทุกย่างก้าวที่เขาเดินวนเวียนราวกับสอดคล้องกับค่ายกลธรรมชาติอันลึกล้ำ
"เยี่ยเฟิง... เจ้าอย่าได้ลำพองใจนัก!" ผู้อาวุโสใหญ่หลี่ไห่ตบโต๊ะไม้แกะสลักจนแตกละเอียดเป็นผุยผง แม้ริมฝีปากจะสั่นระริกด้วยความโกรธ แต่แววตาที่มองเยี่ยเฟิงกลับเต็มไปด้วยความหวาดกลัวอย่างปิดไม่มิด "พวกเราอาบน้ำร้อนมาก่อนเจ้า ผ่านโลกมาครึ่งค่อนชีวิต เหตุใดจึงต้องมาฟังคำสั่งสอนจากคนนอกเช่นเจ้าด้วย!"
เยี่ยเฟิงหยุดเดิน เขายิ้มเยาะที่มุมปาก รอยยิ้มนั้นงดงามแต่ทว่าเย็นชาดุจคมกระบี่ที่จ่ออยู่บนคอหอย "คนนอก? ผู้อาวุโสหลี่... ท่านคิดว่าวิชาปราณอัคคีพิโรธที่ท่านฝึกฝนจนติดขัดที่จุดชีพจรจงฝู่มาสามสิบปี เป็นเพราะสวรรค์ไม่เมตตา หรือเป็นเพราะความโง่เขลาเบาปัญญาของท่านกันแน่?"
ดวงตาของหลี่ไห่เบิกกว้างด้วยความตกตะลึงจนแทบถล่นออกมา "เจ้า... เจ้าล่วงรู้เคล็ดวิชาลับของข้าได้อย่างไร!"
"รู้หรือ?" เยี่ยเฟิงแค่นเสียงหัวเราะเบาๆ ในลำคอ "วิชาขั้นต่ำที่พวกท่านถือว่าเป็นสมบัติล้ำค่า แท้จริงแล้วมีจุดบกพร่องอยู่ถึงสิบแปดแห่ง หากไม่ใช่เพราะข้าเมตตาไม่อยากเห็นกระดูกของพวกท่านต้องกลายเป็นผุยผงจากธาตุไฟเข้าแทรกในอีกสามเดือนข้างหน้า คิดหรือว่าเยี่ยเฟิงผู้นี้จะชายตานั่งมองพวกท่านเห่าหอนอยู่ตรงนี้"
คำพูดนั้นเฉียบคมราวน้ำแข็งสลัก ปักลึกเข้าไปในจิตใจของผู้อาวุโสทั้งห้าจนหน้าซีดเผือด ไม่มีใครกล้าเอ่ยปากเถียงแม้แต่ครึ่งคำ เพราะพวกเขารู้ดีว่าอาการเจ็บป่วยเรื้อรังจากการฝึกยุทธ์นั้นตรงกับที่เด็กหนุ่มกล่าวมาทุกประการ
มู่หรงเซียนซึ่งยืนสงบเสงี่ยมอยู่มุมเสา ทอดมองแผ่นหลังอันองอาจของเยี่ยเฟิงด้วยหัวใจที่เต้นระรัว ศิษย์พี่หญิงผู้เย่อหยิ่งและไม่เคยยอมก้มหัวให้ผู้ใด บัดนี้กลับตระหนักได้อย่างลึกซึ้งแล้วว่า ช่องว่างระหว่างนางกับเขามันกว้างใหญ่ไพศาลปานฟ้ากับเหว นางเคยคิดว่าตนเองคืออัจฉริยะในหมู่มนุษย์ แต่เมื่อยืนอยู่เบื้อง and เงาของชายหนุ่มผู้นี้ นางเป็นเพียงแค่เด็กน้อยที่เพิ่งหัดเดินเท่านั้น
"หากพวกท่านอยากรู้ว่าวิชาเซียนที่แท้จริงหน้าตาเป็นเช่นไร... ข้าจะแสดงให้ดูสักครา"
เยี่ยเฟิงสะบัดแขนเสื้อเบาๆ หนึ่งครั้ง อากาศภายในโถงประชุมที่อบอ้าวพลันแปรเปลี่ยนเป็นเย็นยะเยือกในพริบตา ละอองปราณสีฟ้าครามบริสุทธิ์นับหมื่นสายควบแน่นขึ้นกลางอากาศ ราวกับดวงดาราบนท้องนภาอันไกลโพ้นถูกดึงลงมาจำลองไว้ ณ ที่แห่งนี้ อักขระโบราณนับร้อยตัวปรากฏขึ้นรอบกายของเขาเปล่งแสงเรืองรองสะท้อนนัยน์ตาของทุกคนให้สะท้อนภาพความมหัศจรรย์
"นี่คือ... ค่ายกลสวรรค์เก้าชั้นฟ้า!" ผู้อาวุโสสูงสุดผู้เงียบงันมาตลอดอุทานออกมาด้วยความตกตะลึงพรึงเพริด เขาลุกขึ้นยืนจนเก้าอี้ล้มคว่ำ มือไม้สั่นเทาด้วยความตื่นตระعة วิชาในตำนานที่สาบสูญไปนับหมื่นปี เหตุใดเด็กหนุ่มวัยเยาว์ผู้นี้จึงสามารถเรียกมันออกมาได้ด้วยการสะบัดมือเพียงครั้งเดียว!
เยี่ยเฟิงไม่ได้สนใจสายตาที่มองมาดั่งเทพเจ้า เขายื่นนิ้วเรียวยาวชี้ไปที่กลางอากาศ วงแหวนปราณพุ่งทะยานขึ้นสู่หลังคาโถง ทะลวงผ่านชั้นเมฆบนท้องฟ้าจนเกิดเสียงคำรามกึกก้องคล้ายมังกรคำราม แรงกดดันระดับขอบเขตหลอมรวมวิญญาณแผ่ขยายออกไปปกคลุมทั่วทั้งเมืองเซียนอวิ๋นในรัศมีร้อยลี้ เมฆหมอกบนท้องฟ้าถูกแหวกออกด้วยรัศมีกระบี่อันไร้ลักษณ์ ผู้ฝึกยุทธ์นับแสนในเมืองต่างต้องคุกเข่าลงโดยไม่รู้ตัวด้วยความหวาดกลัวต่อพลังอันยิ่งใหญ่ที่กดทับลงมาจากเบื้องบน
นี่คือการสั่งสอน... ไม่ใช่ด้วยวาจา แต่เป็นการใช้กฎเกณฑ์แห่งฟ้าดินมาตบหน้าผู้ที่เคยดูถูกเขาอย่างไร้ความปรานี!
"จดจำเอาไว้" เยี่ยเฟิงกวาดสายตามองผู้อาวุโสทั้งห้าที่บัดนี้ทรุดตัวลงไปนั่งคุกเข่ากับพื้นด้วยแรงกดดันที่แม้แต่จะหายใจยังทำได้ยาก "พลังไม่ได้มีไว้เพื่อกดขี่ผู้ที่อ่อนแอกว่า แต่มีไว้เพื่อปกป้องเส้นทางที่พวกเจ้าเลือกเดิน หากใครยังกล้าคิดตอดเล็กตอดน้อยลับหลังข้าอีก... คราวหน้า ปราณในร่างของพวกท่านจะไม่ใช่แค่ติดขัด แต่มันจะระเบิดเป็นจุลพร้อมกับวิญญาณที่ไม่เหลือแม้แต่เศษซาก!"
ความเงียบงันเข้าปกคลุมทั่วบริเวณ มีเพียงเสียงลมหายใจหอบถี่ด้วยความหวาดกลัวของเหล่าผู้อาวุโสผู้ทรงอำนาจ
มู่หรงเซียนก้าวเท้าเดินเข้าไปหาเยี่ยเฟิงช้าๆ นางสูดลมหายใจเข้าลึกเพื่อสะกดกลั้นความรู้สึกซับซ้อนที่อัดแน่นอยู่ในอก ดวงตากลมโตคู่นั้นจ้องมองใบหน้าด้านข้างที่เยือกเย็นและไร้ความรู้สึกของเขา หัวใจดวงน้อยสั่นไหวอย่างรุนแรง นางรู้ว่าในยามนี้ ตระกูลมู่หรงได้ยอมสยบแทบเท้าของเขาอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว และไม่มีผู้ใดในใต้หล้าที่จะขัดขวางเส้นทางของเขาได้อีกต่อไป
ทว่า ในขณะที่บรรยากาศกำลังนิ่งสนิท ทันใดนั้นเอง... ท้องฟ้าที่เพิ่งถูกแหวกออกด้วยรัศมีกระบี่ของเยี่ยเฟิง กลับปรากฏรอยแยกสีดำสนิทขนาดใหญ่ขึ้นอย่างไร้สุ้มเสียง!
กลิ่นอายความตายอันเก่าแก่และน่าสะพรึงกลัวแผ่ซะสะท้านไปทั่วห้วงมิติ ราวกับประตูนรกขุมที่ลึกที่สุดกำลังถูกเปิดออก ร่างเงาสวมชุดเกราะสีดำทมิฬนับร้อยร่างก้าวเดินออกมาจากรอยแยกมิติโดยไม่สนใจกฎเกณฑ์ของฟ้าดิน และที่น่าตกใจที่สุดคือ ผู้นำของกลุ่มคนเหล่านั้น ปล่อยพลังกดดันที่เหนือกว่าขอบเขตหลอมรวมวิญญาณขึ้นไปอีกขั้น!
"ฮ่าๆๆๆ... ไม่นึกเลยว่าแดดยุทธภพอันต่ำต้อยนี้ จะมีมดปลวกที่บังAอาจฝึกฝนวิชาต้องห้ามของแดนเซียนโบราณด้วย!" เสียงหัวเราะก้องกังวานราวกับฟ้าผ่าดังมาจากร่างเงาทมิฬ พร้อมกับกระบี่โลหิตเล่มมหึมาที่พุ่งตรงลงมาจากฟากฟ้าหมายปลิดชีพเยี่ยเฟิงในพริบตา!
ขอขอบพระคุณท่านรี้ดที่ร่วมเดินทางผ่านห้วงอารมณ์อันหนันทึบและคมกระบี่นี้ไปกับชิงเสวี่ยเหมันต์ในตอนนี้นะคะ
เซียนหนุ่มผู้ถูกทอดทิ้ง : ขอโทษที พอดีผมทะลวงปราณแซงหน้าพวกคุณไปแล้ว•ตอนที่ 21
การยอมรับจากผู้อาวุโสตระกูล
ผลงานโดย ชิงเสวี่ยเหมันต์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (ชิงเสวี่ยเหมันต์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง เซียนหนุ่มผู้ถูกทอดทิ้ง : ขอโทษที พอดีผมทะลวงปราณแซงหน้าพวกคุณไปแล้ว นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!