กลิ่นอายจางๆ ของน้ำมันสนและสีอะคริลิกราคาแพงยังคงลอยอวลอยู่ในอากาศ คละเคล้ากับความเงียบงันที่กดดันจนแทบจะได้ยินเสียงเข็มนาฬิกาเดินถอยหลัง ไอริณกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก แม้เธอจะพยายามรักษาท่าทีเยือกเย็นและเนี้ยบกริบตามวิสัยของภัณฑารักษ์มือหนึ่งเพียงใด แต่แววตานิ่งสนิทคู่นั้นของเรนก็ทำให้เกราะป้องกันอันเปราะบางของเธอกำลังสั่นคลอน
"คุณคิดว่าตัวเองกำลังยืนอยู่บนบัลลังก์ไหนกันคะ, คุณไอริณ?"
เสียงทุ้มต่ำติดจะเย้าแหย่แต่แฝงความเฉียบคมดังขึ้นทำลายความเงียบ เรนก้าวเท้าเข้ามาใกล้ทีละนิด ระยะห่างระหว่างเธอกับภัณฑารักษ์สาวถูกลดทอนลงจนน่าอึดอัด ปลายจู่โจมด้วยรอยยิ้มมุมปากที่ไม่ได้สื่อถึงความขบขันแม้แต่น้อย ทว่ามันคือรอยยิ้มของนักล่าที่กำลังสนุกกับการต้อนเหยื่อให้จนมุม
ไอริณเชิดหน้าขึ้นโดยอัตโนมัติ สัญชาตญาณการป้องกันตัวสั่งให้เธอต้องสدคมใส่กลับไปทันที ไม่ว่าอีกฝ่ายจะซ่อนปมปริศนาอะไรไว้ใต้ผืนผ้าใบเน่าๆ นั่น เธอก็ไม่มีวันยอมก้มหัวให้เด็ดขาด
"ฉันยืนอยู่บนพื้นที่ทำงานของฉันค่ะ, คุณเรน และหน้าที่ของฉันคือการคัดกรองศิลปะ ไม่ใช่มาต่อปากต่อคำกับศิลปินไร้มารยาทที่ชอบทำตัวมีลับลมคมนัย" ไอริณตอกกลับด้วยน้ำเสียงเรียบกริบ ไร้รอยสั่นเครือ แม้หัวใจจะเต้นรัวรากับกลองเพล
"ไร้มารยาท?" เรนทวนคำ เสียงหัวเราะในลำคอดังขึ้นเบาๆ เป็นเชิงเย้ยหยัน ศิลปินสาวก้าวเข้ามาประชิดจนเกือบจะแนบชิดกับโต๊ะทำงานไม้เนื้อแข็ง ตัวไอริณถูกบีบให้ต้องเอนหลังพิงพนักเก้าอี้โดยปริยาย "ถ้าการพูดความจริงมันเรียกว่าไร้มารยาท งั้นฉันคงเป็นคนบาปคนแรกของแกลเลอรีนี้เลยสินะคะ"
ดวงตากลมโตคู่นั้นจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของไอริณ มันไม่ใช่สายตาที่เกิดจากความโกรธเกลียด แต่มันคือความอยากรู้อยากเห็นที่มากเกินพอดี ราวกับเรนกำลังพยายามลอกเปลือกนอกอันแข็งกระด้างของภัณฑารักษ์สาว เพื่อดูว่าข้างในนั้นมีความลับอะไรซ่อนอยู่กันแน่
ไอริณชะงักไปชั่วขณะ ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากันแน่น ความใกล้ชิดนี้ทำให้เธอกลิ่นอายเฉพาะตัวของอีกฝ่าย—กลิ่นหอมเย็นๆ ของดอกไม้ป่าผสมกับกลิ่นสีเคมี—ตีรวนขึ้นมาในโสตประสาท มันเป็นความรู้สึกที่อันตรายและชวนให้ไขว้เขวอย่างยิ่ง
"ถอยไปค่ะ" ไอริณเอ่ยเสียงลอดไรฟัน มือเรียวบางยกขึ้นกั้นระหว่างอกของอีกฝ่ายกับตัวเธอเอง "เรากำลังคุยเรื่องงาน ไม่ใช่พื้นที่ส่วนตัว"
"งานเหรอคะ?" เรนเลิกคิ้วข้างหนึ่งขึ้นอย่างท้าทาย ปลายนิ้วเรียวยาวของศิลปินสาวแตะลงเบาๆ บนขอบโต๊ะทำงานของไอริณ ใกล้กับมือที่กำแน่นจนข้อต่อขึ้นสีขาว "แต่สิ่งที่คุณกำลังมองหาในรูปภาพของฉัน มันไม่ใช่แค่เรื่องงานหรอกค่ะ... คุณกำลังมองหา 'ตัวตน' ของฉันต่างหากล่ะ"
คำพูดนั้นราวกับมีคมมีดกรีดผ่านความเงียบ ไอริณสะดุ้งเฮือก สีหน้าที่เคยเรียบเฉยเปลี่ยนเป็นตื่นตระหนกชั่วแวบหนึ่งก่อนจะรีบปรับให้กลับมาเป็นปกติ แต่มันก็ไม่รอดพ้นสายตาของเรนไปได้
"อย่าสำคัญตัวผิดไปเลยค่ะ" ไอริณสวนกลับทันควัน น้ำเสียงแข็งกร้าวขึ้นเพื่อกลบเกลื่อนความวูบไหวในอก "ภาพของคุณมันก็แค่ผลงานดิบเถื่อนไร้รสนิยมที่บังเอิญหลุดรอดเข้ามาในนิทรรศการนี้ได้ เพราะความหละหลวมของระบบแค่นั้นเอง"
เรนไม่โกรธเลยสักนิด ตรงกันข้าม รอยยิ้มบนริมฝีปากของเธอกลับกว้างขึ้น แววตาคู่นั้นพราวระยับด้วยความถูกอกถูกใจ ราวกับแมวตัวโตที่เจอหนูแสนพยศและน่าแกล้งให้เฉไฉ
"ปากเก่งจังเลยนะคะ..." เรนกระซิบเบาๆ น้ำเสียงพร่าต่ำจนชวนให้รู้สึกวูบวาบในท้อง "เวลาที่คุณพยายามจะทำตัวเย่อหยิ่งแบบนี้ มันน่าสนุก... จนฉันอยากจะรู้จริงๆ ว่า ถ้าทำให้มันหลุดรอดไปจากความสมบูรณ์แบบจอมปลอมนั่นได้ หน้าตาของคุณตอนร้องไห้ มันจะสวยขนาดไหนกันนะ?"
"คุณ!" ไอริณผุดลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แรงปะทะทำให้เก้าอี้ถอยหลังไปกระแทกกับผนังห้องเกิดเสียงดังสนั่น ความโกรธพุ่งทะยานขึ้นมาถึงขีดสุดจนปลายนิ้วเย็นเฉียบ เธอยื่นหน้าเข้าไปใกล้จนปลายจมูกแทบจะชนกัน แววตาดุดั่งพญาเสือโคร่งจ้องมองอีกฝ่ายอย่างไม่เกรงกลัว "อย่ามาลามปามฉันนะ เรน! ถ้าคิดว่าตัวเองแน่จริง ก็เก็บข้าวของแล้วไสหัวออกไปจากที่นี่ซะ อย่ามาทำตัวอวดดีอยู่ในอาณาจักรของฉัน!"
ความเงียบงันกลับมาปกคลุมอีกครั้ง ทว่าครั้งนี้มันเต็มไปด้วยประจุไฟฟ้าที่คุกรุ่นราวกับพายุฝนกำลังตั้งเค้า เรนไม่ได้ถอยหนี เธอยังคงยืนนิ่งรับแรงกดดันทั้งหมดจากอีกฝ่าย ดวงตาสีเข้มคู่นั้นมองสำรวจใบหน้าเนียนใสที่แดงก่ำด้วยความโกรธของไอริณอย่างพินิจพิจารณา
ลึกเข้าไปในความถือดีและวาจาเชือดเฉือนเหล่านั้น เรนกลับมองเห็นอะไรบางอย่าง... บางสิ่งที่ไอริณพยายามซ่อนไว้ภายใต้หน้ากากของความสมบูรณ์แบบ—ความเปราะบางที่น่าทะนุถนอม
บรรยากาศรอบตัวเปลี่ยนไปอย่างฉับพลัน จากความตึงเครียดกลายเป็นความเงียบงันที่เต็มไปด้วยแรงดึงดูดประหลาด เรนโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้ใบหูของภัณฑารักษ์สาวอีกนิด ลมหายใจอุ่นๆ รดรินอยู่ข้างแก้มจนไอริณขนลุกซู่
"ปากร้ายแบบนี้..." เรนกระซิบด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ชวนฝัน และเปี่ยมด้วยเสน่ห์เย้ายวนที่ปฏิเสธไม่ได้ "ระวังหัวใจตัวเองจะเต้นผิดจังหวะเอาสักวันนะคะ, ภัณฑารักษ์คนสวย"
ไอริณชะงักงัน ลมหายใจสะดุดกึก สมองขาวโพลนไปชั่วขณะเมื่อปลายนิ้วอุ่นจัดของเรนเอื้อมมาแตะเบาๆ ที่เส้นผมปรกหน้าผากของเธออย่างถือวิสาสะ สัมผัสแผ่วเบานั้นทรงพลังเสียจนเธอไม่กล้าแม้แต่จะขยับตัวหนี
ทว่า ก่อนที่ไอริณจะทันได้เอachข้อความโต้แย้งใดๆ เพื่อกู้หน้า เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นสามครั้งติดกันอย่างเร่งรีบ ทำลายมนตร์สะกดทั้งหมดในห้องลงในพริบตา
ก๊อก ก๊อก ก๊อก!
"คุณไอริณคะ! เกิดเรื่องใหญ่แล้วค่ะ!" เสียงร้อนรนของเลขานุการสาวดังทะลุบานประตูเข้ามา ตามด้วยการบิดลูกบิดเปิดเข้ามาโดยไม่รอให้อีกฝ่ายอนุญาต "มีโทรศัพท์สายตรงจากประธานกรรมการบริหาร แจ้งว่า... ภาพวาดชิ้นเอกในห้องโถงใหญ่ถูกสับเปลี่ยนอย่างไร้ร่องรอยค่ะ!"
ไอริณหน้าถอดสีทันที ร่างกายแข็งทื่อราวกับถูกสาป เธอลืมเรื่องการปะทะฝีปากกับเรนไปสนิทใจ หันขวับไปมองหน้าเลขานุการด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด
ทว่า ในเสี้ยววินาทีที่เธอกลับมาสบตากับเรนอีกครั้ง ศิลปินสาวกลับไม่ได้แสดงท่าทีตกใจเลยแม้แต่น้อย เรนเพียงแค่ยกยิ้มมุมปาก ชูการ์ดสีดำสนิทที่มีตราสัญลักษณ์ประหลาดขึ้นมาควงเล่นในมืออย่างสบายใจอารมณ์ ก่อนจะกระซิบเสียงเบาหวิวให้ได้ยินกันแค่สองคน
"เกมเริ่มขึ้นแล้วล่ะค่ะ... คุณภัณฑารักษ์"
ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกคนที่แวะมาสัมผัสความระทึกใจและเคมีที่ร้อนแรงนี้ด้วยกันนะคะ แล้วพบกันใหม่ตอนหน้าค่ะ!
ภัณฑารักษ์เลือดเย็นกับศิลปินกระหายแสง•ตอนที่ 3
ถ้อยคำบาดลึก
ผลงานโดย บลัดดี้แมรี่
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (บลัดดี้แมรี่)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง ภัณฑารักษ์เลือดเย็นกับศิลปินกระหายแสง นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!
