กวีนิพนธ์แห่งความเงียบงันกับสถาปนิกผู้รื้อถอนอดีต•ตอนที่ 1

บทที่ 1: เงาของตัวอักษรบนแปลนอาคาร

ผลงานโดย บทกวีใต้ร่มเงา
เสียงกระดาษไขแผ่นบางที่ถูกฉีกออกจากแปลนพิมพ์เขียวด้วยความเร็วระดับมิลลิเมตรดังเสียดแทรกความเงียบงันในห้องประชุมชั่วคราวอย่างจงใจ กลิ่นอับของกระดาษโบราณผสมผสานกับกลิ่นหมึกพิมพ์ใหม่เอี่ยมลอยอบอวลอยู่รอบตัว ทว่าไม่มีใครใส่ใจกลิ่นเหล่านั้นเท่ากับรอยขีดสีแดงฉานที่ตวัดลงบนหน้ากระดาษแผ่นแล้วแผ่นเล่า "ปีกตะวันออกของหอสมุดประชาคม... ประวัติศาสตร์แปดสิบปีที่กำลังจะกลายเป็นเศษอิฐปรักหักพังภายในสามเดือนข้างหน้า คุณคิดว่ามันคู่ควรกับคำว่า 'การรื้อถอนเพื่อความก้าวหน้า' จริงๆ หรือครับ คุณกรณ์" น้ำเสียงของลีลาวดีไม่ได้สั่นเครือ แม้ว่าปลายนิ้วที่กำลังกำปากกาหมึกซึมด้ามเก่าจะชื้นเหงื่อ ความเงียบภายในห้องประชุมทิ้งช่วงไปหลายวินาทีราวกับเข็มนาฬิกากำลังเดินทวนเข็ม กรณ์ยังคงนั่งไขว่ห้างอยู่หลังโต๊ะไม้สักตัวใหญ่ ดวงตาคมกริบภายใต้กรอบแว่นโลหะสีเงินไม่ได้มองหน้าเธอ แต่มันกำลังจ้องมองแปลนอาคารจำลองสามมิติบนจอแท็บเล็ต ซึ่งแสดงภาพการทุบทำลายโครงสร้างเดิมอย่างไร้ความปรานี นิ้วเรียวยาวของสถาปนิกหนุ่มเคาะลงบนโต๊ะเป็นจังหวะสม่ำเสมอ ราวกับเสียงเคาะโลงศพของความทรงจำ "ความก้าวหน้าไม่เคยถามหาความรู้สึกจากอดีตหรอกครับ คุณลีลาวดี" กรณ์เงยหน้าขึ้นสบตาเธอนิ่ง น้ำเสียงของเขาเรียบสนทนา เย็นชา และเต็มไปด้วยความมั่นใจในตรรกะทางวิศวกรรม "หน้าที่ของคุณในฐานะกวีรับจ้างประจำโครงการนี้ คือการร้อยเรียงถ้อยคำสวยหรูเพื่อกลบเกลื่อนรอยร้าวของอิฐเก่า ไม่ใช่มาตั้งคำถามเชิงปรัชญาต่อหน้าแปลนโครงสร้างที่ผ่านการคำนวณทางสถิติมาอย่างแม่นยำแล้ว" ลีลาวดีเม้มริมฝีปากแน่น เธอมองชายหนุ่มผู้ชายที่เชื่อมั่นในตัวเลขมากกว่าหัวใจมนุษย์ รอยยิ้มจางๆ ผุดขึ้นที่มุมปากของเธอ เป็นรอยยิ้มที่เคลือบด้วยความเย้ยหยันอย่างสุภาพ "ตัวเลขคำนวณความแข็งแรงของคานคอนกรีตได้ครับ คุณกรณ์ แต่อย่าลืมว่ามันไม่เคยคำนวณน้ำตาของคนที่เคยนั่งอ่านหนังสือใต้ร่มเงาไม้ตรงระเบียงนั้นมาก่อน" ลินวางปากกาลงบนโต๊ะ เสียงโลหะกระทบไม้ดังเบาๆ แต่สะท้อนก้องในความรู้สึก "และบทกวีของผม... จะไม่ใช่เครื่องมือสำหรับกลบเกลื่อนความพินาศที่คุณกำลังจะสร้างขึ้นอย่างแน่นอน" กรณ์หรี่ตาลงเล็กน้อย รังสีความฉลาดและทิฐิพุ่งชนกันในอากาศจนแทบมองเห็นเป็นประกายไฟ เขาโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อย มือประสานกันบนโต๊ะ "ถ้าคุณคิดว่าถ้อยคำกวีของคุณมีพลังพอจะหยุดยั้งรถแบ็คโฮได้ ก็เชิญเขียนมันออกมาตามสัญญาจ้างเถอะครับ แต่อย่าลืมว่า... สิ่งที่เรากำลังทำ ไม่ใช่การทำลายล้างเพื่อความสะใจ แต่มันคือการรื้อถอนเพื่อสร้างพื้นที่ให้แสงสว่างส่องถึงในอนาคต" สถาปนิกหนุ่มลุกขึ้นยืนเต็มความสูง ร่างกายที่สูงโปร่งภายใต้เสื้อเชิ้ตพับแขนทำให้เขาดูทรงพลังและกดดันในเวลาเดียวกัน กรณ์ก้าวเดินผ่านโต๊ะทำงานมาหยุดยืนอยู่ใกล้เก้าอี้ที่ลีลาวดีนั่งอยู่ กลิ่นน้ำหอมเจือจางกลิ่นไม้สนและบุคลิกที่เยือกเย็นแผ่ซ่านเข้ามาใกล้จนเธอต้องเงยหน้าขึ้นมอง "ผมให้เวลาคุณสำรวจพื้นที่ตึกเก่าฝั่งตะวันตกได้เต็มที่ ก่อนที่ทีมงานของผมจะเข้าไปตีเส้นเขตหวงห้ามในวันพรุ่งนี้ หวังว่าคุณจะได้บทกวีที่ทรงคุณค่าพอจะทำให้ผมเปลี่ยนใจได้... แม้ว่ามันจะเป็นไปไม่ได้เลยก็ตามที" พูดจบ กรณ์ก็คว้าแฟ้มเอกสารบนโต๊ะแล้วเดินหันหลังให้ทันที โดยไม่รอฟังคำตอบโต้ใดๆ ประตูห้องประชุมปิดลงด้วยเสียงทึบหนักแน่น ทิ้งให้ลีลาวดีนั่งอยู่กับความว่างเปล่าและกองแปลนสถาปัตยกรรมที่รอวันถูกทำลาย หญิงสาวถอนหายใจยาวเหยียด เธอหยิบสมุดบันทึกปกหนังสีน้ำตาลเข้มขึ้นมา เปิดไปยังหน้ากระดาษว่างเปล่าที่รอคอยการแต่งแต้ม ตัวอักษรตัวแรกกำลังจะถูกจรดลงไปเมื่อหางตาของเธอเหลือบไปเห็นความผิดปกติบางอย่างบนแปลนอาคารเก่าแผ่นสุดท้ายที่กรณ์ทิ้งไว้ กระดาษแผ่นนั้นไม่ใช่แปลนโครงสร้างหอสมุดปี พ.ศ. 2505 ตามที่ควรจะเป็น แต่เป็นผังงานก่อสร้างลับเฉพาะกิจที่ซ่อนอยู่ใต้พื้นชั้นใต้ดิน ซึ่งระบุตำแหน่งของห้องนิรภัยขนาดเล็กที่ถูกขีดฆ่าทับด้วยหมึกสีดำสนิท พร้อมลายมือหวัดๆ ด้วยปากกาหมึกซึมสีแดงของกรณ์เขียนกำกับไว้สั้นๆ ว่า... *"อย่าให้ใครเปิดประตูบานนั้นเด็ดขาด หากยังไม่อยากให้ความลับของตึกนี้พังทลายลงมาทับเราทุกคน"* ขอบคุณรี้ดเดอร์ทุกท่านที่ร่วมเดินทางเปิดหน้ากระดาษแรกไปกับผมนะครับ
สารจากนักเขียน (บทกวีใต้ร่มเงา)
ดูโปรไฟล์ →

"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนครับ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กวีนิพนธ์แห่งความเงียบงันกับสถาปนิกผู้รื้อถอนอดีต นะครับ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะครับ ขอบคุณทุกคนครับ 🙏✨"

ความคิดเห็น (0)

ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์

ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้

เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!

Dino Egg common
บ่มเพาะไข่ไดโนเสาร์60%