โลหิตอุ่นร้อนหยดลงบนพื้นศิลาเย็นเฉียบ เสียงกังวานของคมศาสตรากระทบกันดั่งเสียงคำรามของอสูรกายโลกันตร์ กลิ่นอายสังหารแผ่พุ่งจนมวลอากาศรอบด่านหน้าหุบเขาไร้ลักษณ์บิดเบี้ยวเป็นคลื่นระลอก คลื่นพลังปราณสีชาดพวยพุ่งเสียดฟ้า ท่ามกลางกองซากศพของเหล่ากองกำลังทมิฬที่บุกเข้ามาอย่างไร้ความปรานี
"พวกมันระลอกนี้... หนาแน่นกว่าคราวก่อนถึงสามเท่า"
เสียงทุ้มต่ำเอ่ยขึ้นด้วยความสุขุม นัยน์ตาคมกริบดั่งคมกระบี่ของ **เฟิงอวี่** กวาดมองไปยังเบื้องหน้าที่กองทัพศัตรูยังคงหลั่งไหลเข้ามาดั่งสายน้ำไม่ขาดสาย มือขวาของเขากุมด้ามกระบี่ไร้ลักษณ์ไว้มั่น ปราณกระบี่ในร่างหมุนวนรุนแรงจนอาภรณ์สีดำสะบัดสะท้อนแสงจันทร์สลัวในยามวิกาล
เบื้องหลังของเขาคือหุบเขาอันศักดิ์สิทธิ์ และเบื้องซ้ายของเขาคือ **มู่หลาน** นางเซียนผู้สง่างามเย็นชา อาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ของนางบัดนี้เปรอะเปื้อนด้วยละอองโลหิตสีแดงฉาน ทว่าแววตาของนางกลับมิได้มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย มีเพียงประกายความเยือกเย็นดั่งน้ำแข็งพันปีที่พร้อมจะแช่แข็งทุกชีวิตที่กล้าล้ำเส้น
"เฟิงอวี่... เจ้าประเมินพวกมันต่ำเกินไป" มู่หลานเอ่ยเสียงเรียบ กระบี่เซียนในมือเปล่งแสงสีครามเจิดจ้า อักขระเวทนับร้อยหมุนวนรอบตัวนางดั่งเกลียวคลื่นวารี "เบื้องหลังพวกมัน คือผู้อาวุโสเงาโลหิตแห่งสำนักมารสวรรค์... เขากำลังรอจังหวะที่เราสูญเสียพลังปราณไปมากกว่านี้"
เฟิงอวี่แค่นหัวเราะในลำคอ รอยยิ้มหยันปรากฏขึ้นที่มุมปากอย่างทะนงตน
"ต่อให้เป็นผู้อาวุโสเงาโลหิต หรือแม้แต่เงาของทัณฑ์สวรรค์... หากพวกมันต้องการก้าวผ่านด่านนี้ไป ก็ต้องข้ามซากศพของข้าไปเสียก่อน"
คำกล่าวนี้มิใช่เพียงความโอหัง แต่มันคือสัจธรรมแห่งวิถีกระบี่ที่เขาหล่อหลอมด้วยเลือดและน้ำตา สำนักที่ถูกทำลาย ความแค้นที่ฝังรากลึกในดวงจิต และปณิธานที่ไม่เคยสั่นคลอน ทั้งหมดถูกหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกับคมกระบี่ไร้ลักษณ์ในมือ
ทันใดนั้น ท้องน้ายามวิกาลก็พลันมืดสนิท เมฆฝนสีดำทะม้วนตัวเข้าหากันอย่างรวดเร็ว สายฟ้าฟาดผ่าลงมากลางกองทัพศัตรู แสงสว่างวาบเผยให้เห็นเงาร่างมหึมาของแม่ทัพมารผู้ถือครองขวานยักษ์โลหิต มันคำรามลั่นจนแผ่นดินสะเทือนเลื่อนลั่น
"ไอ้สารเลวเฟิงอวี่! วันนี้คือวันตายของเจ้าและนางเซียนสารเลวผู้นั้น!"
แม่ทัพมารเหวี่ยงขวานยักษ์ผ่าลงมากลางอากาศ พลังปราณทำลายล้างระเบิดออกเป็นวงกว้าง แรงกดดันระดับขอบเขตหลอมรวมวิญญาณแผ่ซ่านจนศิลาใต้เท้าแตกร้าวเป็นใยแมงมุม
มู่หลานขยับตัวทันที ร่างระหงพุ่งทยานขึ้นสู่ห้วงอากาศ นิ้วเรียวยาววาดผ่านอากาศเบื้องหน้า ก่อเกิดเป็นม่านพลังวารีเก้าชั้นฟ้าเพื่อต้านทานแรงกระแทกอันน่าสะพรึงกลัวนั้น
*ตูมมม!*
แรงปะทะสั่นสะเทือนไปทั่วทั้งหุบเขา ม่านพลังวารีสั่นระรัวจนแทบแหลกสลาย มู่หลานพ่นโลหิตคำโตออกมา ใบหน้าขาวเนียนซีดเผือดลงชั่วขณะ นางฝืนทนรับภาระอันหนักอึ้งนี้ไว้เพื่อให้เฟิงอวี่มีเวลาตั้งสมาธิ
เฟิงอวี่กวาดสายตามองหญิงสาวที่ยืนเคียงข้าง แววตาที่มักจะเย็นชาและเด็ดเดี่ยวบัดนี้กลับไหววูบชั่วขณะ ความห่วงใยที่เขาพยายามซ่อนเร้นไว้ใต้ความทะนงตนถูกแผดเผาด้วยความโกรธเกรี้ยวระลอกใหม่
"มู่หลาน... เจ้าถอยไปก่อน" เสียงของเขาอ่อนลงเพียงเสี้ยววินาที ทว่าแฝงด้วยอำนาจเด็ดขาดที่ไม่ยอมให้ปฏิเสธ
"ข้าไม่ถอย" มู่หลานตอบกลับทันควัน นัยน์ตาคู่สวยจ้องมองตรงไปเบื้องหน้า "ในเมื่อวิถีของเราผูกติดกันแล้ว ข้าจะยอมให้เจ้าแบกรับภาระนี้แต่ผู้เดียวได้อย่างไร... เฟิงอวี่ จงชักกระบี่ของเจ้าออกมา!"
คำพูดนั้นราวกับค้อนเหล็กที่ทุบลงบนจิตวิญญาณของเฟิงอวี่ ริมฝีปากที่เม้มแน่นคลายออก รอยยิ้มแห่งความฮึกเหิมปรากฏขึ้นอีกครั้ง ท่ามกลางวิกฤตอันตายนี้ หัวใจของพวกเขากลับหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกันอย่างสมบูรณ์
"ดี... ถ้าเช่นนั้น วันนี้เราจะมาดูกันว่า วิถีกระบี่ไร้ลักษณ์ หรือขวานมารโลหิตของมัน จะเป็นฝ่ายแหลกสลายก่อนกัน!"
เฟิงอวี่ก้าวเท้าออกไปหนึ่งก้าว ร่างกายปลดปล่อยพลังปราณทะยานฟ้าอย่างไร้ขีดจำกัด กระบี่ไร้ลักษณ์ในมือเริ่มส่งเสียงกรีดร้องราวกับกระหายเลือด แสงสีทองสว่างวาบตัดผ่านความมืดมิดของราตรีกาล อักขระโบราณนับหมื่นตัวปรากฏขึ้นรอบตัวเขาราวกับดวงดาวบนท้องฟ้า
เขายกกระบี่ขึ้นชี้ฟ้า ท่วงท่าเรียบง่ายแต่มั่นคงดั่งขุนเขา ทว่าแฝงด้วยเจตంటมสังหารที่สามารถตัดผ่าดวงตะวันและปฐพีได้ในกระบวนท่าเดียว
แม่ทัพมารรู้สึกถึงภัยคุกคามถึงแก่ชีวิต มันคำรามด้วยความหวาดกลัว เร่งพลังปราณทั้งหมดในร่างรวมไว้ที่ขวานยักษ์แล้วฟันลงมาด้วยความเร็วดุจสายฟ้าแลบ
แสงจากขวานและแสงจากกระบี่พุ่งเข้าปะทะกันกลางอากาศ เกิดเป็นคลื่นกระแทกขนาดมหึมาที่แผ่ขยายออกไปเป็นวงกว้าง ต้นไม้ใบหญ้ารอบบริเวณถูกแผดเผาจนกลายเป็นจุล ศิลาผาถล่มทลายลงมาปิดกั้นเส้นทาง
ทว่า ท่ามกลางแสงสว่างอันเจิดจ้าและเสียงระเบิดกัมปนาทนั้น กลับมีเงาร่างสายหนึ่งปรากฏขึ้นอย่างไร้สุ้มเสียงที่เบื้องหลังของมู่หลาน เงาร่างของบุรุษสวมหน้ากากเงิน ผู้ถือพัดกระดาษเคลือบด้วยพิษร้ายแรง
"ระวัง!" เฟิงอวี่ตวัดสายตาเห็นเข้าพอดี ทว่าเขากำลังติดพันกับการปะทะพลังกับแม่ทัพมาร
มู่หลานเบิกตากว้างเมื่อสัมผัสได้ถึงลมปราณอันเย็นเยียบที่พุ่งเข้าใส่จุดตายกลางหลัง นางกำลังจะหันกลับไปรับมือ แต่วิชาพิษของอีกฝ่ายกลับรวดเร็วยิ่งกว่าเงา
*ฉึก!*
เสียงของมีคมทะลุผ่านเนื้อหนังดังขึ้นท่ามกลางเสียงอึกทึก โลหิตสีแดงสดกระเซ็นลงบนพื้นศิลาขาวบริสุทธิ์ ดวงตาของมู่หลานเบิกค้างด้วยความตกตะลึง ขณะที่เงาร่างสวมหน้ากากเงินแย้มยิ้มเยือกเย็น พลางเอกระซิบข้างหูกล่าวคำพูดที่ทำให้หัวใจของเฟิงอวี่แทบหยุดเต้น
"หุบเขาไร้ลักษณ์... บัดนี้ถึงคราวล่มสลายแล้ว"
เฟิงอวี่คำรามลั่นราวกับพญาอินทรีคลั่ง พลังปราณในร่างระเบิดออกอย่างไร้การควบคุม ท้องฟ้าเหนือหุบเขาผ่าเปรี้ยงลงมารับทัณฑ์สวรรค์ที่กำลังจะมาถึง กระบี่ไร้ลักษณ์ในมือสั่นสะท้านอย่างรุนแรง พร้อมที่จะชักออกจากฝักเพื่อล้างบางทุกชีวิตที่บังAอาจทำลายสิ่งที่เขารักที่สุดในโลกหล้า
ขอบพระคุณท่านรี้ดผู้ร่วมเดินทางในวิถีกระบี่ทุกท่านครับ
กระบี่ดับตะวันปฐพี กับนางเซียนผู้เฝ้าหุบเขาไร้ลักษณ์•ตอนที่ 10
เปลวเพลิงเผาผลาญศิลา
ผลงานโดย กระบี่ไร้ลักษณ์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระบี่ไร้ลักษณ์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ดับตะวันปฐพี กับนางเซียนผู้เฝ้าหุบเขาไร้ลักษณ์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!