ความมืดมิดไม่ได้น่ากลัวเท่ากับการสูญเสียตัวตนในห้วงสำนึก
กระแสลมปราณโลหิตสีชาดพลุ่งพล่านราวกับมหาสمุทรคลั่ง ทะลักทะลายเข้าสู่จุดชีพจรหลักทั้งเก้าของเฟิงอวี่จนแทบระเบิด เส้นเลือดทั่วร่างปูดโปนจนกลายเป็นสีม่วงคล้ำ นัยน์ตาข้างหนึ่งแดงก่ำด้วยจิตสังหารอันบ้าคลั่ง แต่อีกข้างหนึ่งยังคงหลงเหลือประกายแห่งความเยือกเย็น ดาบในมือสั่นสะท้านอย่างรุนแรง ส่งเสียง "ฮัม" คล้ายเสียงกรีดร้องของวิญญาณนับหมื่นที่ถูกจองจำในขุมนรก
นี่คือ "สภาวะวิปลาสโลหิตหวนคืน" ผลลัพธ์จากการฝืนทะลวงขอบเขตเซียนขั้นเก้าโดยปราศจากการเตรียมตัว เมื่อความแค้นที่มีต่อสำนักเทพสวรรค์แผดเผาจนกลืนกินสติสัมปชัญญะ เฟิงอวี่ในยามนี้ไม่ใช่จอมยุทธ์ผู้ทะนงตนอีกต่อไป หากแต่เป็นอสูรกายกระหายเลือดที่พร้อมจะสังหารทุกสิ่งที่ขวางหน้า แม้กระทั่งลมหายใจของตนเอง
"ฮ่าๆๆๆ... ฟ้าดินไม่อาจพิพากษาข้า! ข้าต่างหากที่จะพิพากษาฟ้าดิน!"
เสียงคำรามแหบพร่าหลุดออกมาจากลำคอของชายหนุ่ม พร้อมกับคลื่นพลังดาบไร้ลักษณ์ที่แผ่พุ่งออกไปโดยไร้การควบคุม ตัดภูเขาหินด้านข้างขาดสะบั้นราวกับเต้าหู้ เศษหินและฝุ่นผงคละคลุ้งไปทั่วหุบเขาไร้ลักษณ์ แรงกดดันระดับนี้หนักหน่วงเสียจนอากาศรอบกายบิดเบี้ยวเป็นระลอกคลื่น
ทว่า ณ ใจกลางพายุแห่งความคลุ้มคลั่งนั้น ร่างระหงในชุดกระโปรงยาวสีขาวบริสุทธิ์กลับยืนหยัดอยู่อย่างมั่นคง
มู่หลาน... นางเซียนผู้สง่างามและเย็นชา ใบหน้างามล้ำเลิศไร้ที่ติประดับด้วยความเคร่งเครียด ดวงตาคู่คมจ้องมองชายที่ยืนอยู่เบื้องหน้าด้วยความรู้สึกที่ปั่นป่วน นางไม่เคยหวั่นเกรงต่อพลังทำลายล้างรอบกาย สิ่งเดียวที่ทำให้นางปวดร้าวคือร่องรอยแห่งความเจ็บปวดที่ซ่อนอยู่ภายใต้ความบ้าคลั่งของเขา
*เจ้าโง่... เหตุใดจึงดื้อรั้นถึงเพียงนี้*
มู่หลานรำพันในใจ มือเรียวบางที่ขาวราวกระเบื้องหยกยกขึ้นระดับอก นิ้วเรียวยาวประสานกันเป็นคัมภีร์ลับโบราณ แววตาของนางเปลี่ยนจากความเย็นชาเป็นความเด็ดเดี่ยว นางรู้ดีว่าหากปล่อยให้เฟิงอวี่จมดิ่งลงไปในห้วงมารอีกเพียงลมหายใจเดียว จิตวิญญาณของเขาจะแตกสลายไม่มีวันหวนคืน และหุบเขาไร้ลักษณ์แห่งนี้จะกลายเป็นสุสานของเขาและนาง
พริบตาMนั้น อุณหภูมิโดยรอบดิ่งฮวบลงจนหยาดน้ำค้างกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็ง
มู่หลานหลับตาลง รวบรวมพลังจิตทั้งหมดที่บำเพ็ญเพียรมานับร้อยปีหลอมรวมเป็นสายธารแห่งแสงสีเงินบริสุทธิ์ พลังจิตนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อทำลายล้าง แต่มีไว้เพื่อ "ชำระล้าง" และ "โอบกอด"
"เฟิงอวี่... ตื่นขึ้นมา!"
เสียงหวานใสแต่ทรงพลังก้องกังวานราวกับเสียงระฆังแห่งสวรรค์ ดังทะลวงผ่านม่านหมอกแห่งความบ้าคลั่งตรงเข้าสู่ก้นบึ้งจิตสำนึกของชายหนุ่ม
ร่างของเฟิงอวี่กระตุกเกร็งอย่างรุนแรง ภาพความทรงจำในอดีต—วันที่สำนักถูกเผาทำลาย ภาพมารดาที่สิ้นใจในอ้อมแขน และคำสัญญาที่ให้ไว้กับตัวเอง—ทั้งหมดกำลังถูกความมืดกลืนกิน ทว่า ท่ามกลางความมืดมิดอันหนצוดเหน็บนั้น กลับมีแสงสว่างสายหนึ่งพุ่งทะลวงเข้ามา แสงสีเงินที่อบอุ่นและคุ้นเคย ราวกับมือของสตรีผู้สูงส่งที่ยื่นเข้ามาฉุดดึงเขาขึ้นมาจากขุมนรก
*มือของนางเซียน...*
ความรู้สึกสัมผัสอันแผ่วเบาแต่หนักแน่นประทับลงกลางหน้าผากของเขา ราวกับมู่หลานกำลังยืนอยู่ตรงหน้าและใช้ปลายนิ้วแตะลงที่จุดตานถียนเพื่อสะกดลมปราณที่กำลังตีรั้น
"เจ้า... เหตุใดจึงดื้อดึงนัก..."
เสียงของมู่หลานดังขึ้นอีกครั้งในห้วงความคิด มันไม่ใช่เสียงก้าวร้าว แต่เป็นน้ำเสียงที่เปี่ยมไปด้วยความห่วงใยอันลึกล้ำ ซึ่งนางไม่เคยแสดงให้ผู้ใดเห็นมาก่อนในชีวิต
เฟิงอวี่เบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย เลือดสีดำทะ Zตทะลักออกจากมุมปาก แต่นัยน์ตาข้างที่แดงก่ำเริ่มกลับมาเป็นสีดำสนิท ความบ้าคลั่งในร่างกายค่อยๆ สงบลงราวกับไฟที่ถูกดับด้วยสายฝน พลังปราณที่เคยปั่นป่วนเริ่มไหลกลับเข้าสู่เส้นชีพจรอย่างเป็นระเบียบตามวิถีแห่งเต๋า
ทว่า การดึงสติคนผู้หนึ่งออกจากขวาหนามแห่งมารย่อมต้องแลกมาด้วยราคาที่แสนแพง
*พรวด!*
มู่หลานกระออกโลหิตคำโตออกมา สีหน้าของนางซีดเผือดลงทันตา พลังจิตที่ใช้ต้านทานกระแสลมปราณโลหิตสะท้อนกลับทำร้ายเส้นชีพจรของนางเอง ร่างระหงเซถอยหลังไปสามก้าว ขาเรียวแทบจะทรงตัวไม่อยู่ ทว่านางยังคงกัดริมฝีปากแน่น ไม่ยอมเปล่งเสียงร้องคร่ำครวญแม้แต่น้อย สมกับเป็นนางเซียนผู้หยิ่งทะนงแห่งหุบเขาไร้ลักษณ์
เฟิงอวี่ที่หลุดพ้นจากสภาวะวิปลาสรีบพุ่งเข้ามาคว้าเอวบางของนางไว้ได้ทันท่วงที
กลิ่นหอมเย็นจางๆ ประจำตัวของมู่หลานลอยเข้าจมูก ผสมผสานกับกลิ่นคาวเลือด เฟิงอวี่ก้มลงมองสตรีในอ้อมแขน แววตาที่เคยแข็งกร้าวและเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่งในวิถีกระบี่ บัดนี้สั่นไหวอย่างรุนแรง หัวใจของจอมยุทธ์ผู้ไม่เคยยอมก้มหัวให้ผู้ใด กลับรู้สึกเจ็บแปลบราวกับถูกคมดาบกรีดแทง
"เจ้า... ทำเช่นนี้ทำไม?" เสียงของเฟิงอวี่แหบพร่า ไร้ซึ่งความทะนงตน มีเพียงความสำนึกผิดและความอาทรที่เอ่อล้น
มู่หลานเงยหน้าขึ้นสบตาเขา ดวงตาคู่สวยของนางยังคงความเย็นชาอยู่บ้าง แต่มันเจือปนไปด้วยความอ่อนโยนที่ยอมจำนนต่อหัวใจ นางยกมือขึ้นใช้ปลายนิ้วเรียวแตะที่ริมฝีปากของเขาเบาๆ เพื่อห้ามไม่ให้เขาเอ่ยคำใดอีก
"หากเจ้าตาย... ข้าจะอยู่ผู้เดียวในหุบเขานี้ไปเพื่ออะไร..." นางเอ่ยเสียงแผ่วเบา รา과เสียงกระซิบของสายลม แต่กลับทรงพลังยิ่งกว่าเสียงคำรามใดๆ ในยุทธภพ
บรรยากาศรอบกายเงียบงันลงชั่วขณะ มีเพียงเสียงหัวใจของคนทั้งสองที่เต้นระรัวสอดประสานกัน ทว่า ความสงบสุขมักเป็นเพียงภาพลวงตาที่คั่นกลางระหว่างพายุใหญ่
ในวินาทีนั้นเอง ท้องนภาเหนือหุบเขาไร้ลักษณ์ที่เคยปลอดโปร่ง กลับแปรเปลี่ยนเป็นสีดำสนิทในพริบตา เมฆฝนก่อตัวหมุนวนเป็นรูปวงกลมขนาดมหึมา สายฟ้าสีทองคำบริสุทธิ์ฟาดผ่าลงมากลางหุบเขาจนแผ่นดินสะเทือนเลื่อนลั่น แรงกดดันระดับที่เหนือกว่าขอบเขตเซียนทั่วไปแผ่ซ่านลงมา กดทับจนร่างของทั้งสองแทบจมดิน
ทัณฑ์สวรรค์... มาเยือนเร็วกว่าที่คาดคิด!
และยิ่งไปกว่านั้น บนยอดผาหินเบื้องบน เงาร่างสสายหนึ่งในชุดคลุมสีดำสนิท ปรากฏขึ้นพร้อมกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นที่เสียดแทงแก้วหู
"ฮ่าๆๆๆ... ช่างเป็นภาพที่น่าประทับใจเสียจริง จอมยุทธ์ผู้ไร้พ่ายกับนางเซียนผู้สูงส่ง แต่ที่น่าเสียดายคือ... วันนี้จะเป็นวันตายของพวกเจ้าทั้งคู่!"
ขอบพระคุณท่านรี้ดผู้ร่วมเดินทางในวิถีกระบี่ทุกท่านครับ
กระบี่ดับตะวันปฐพี กับนางเซียนผู้เฝ้าหุบเขาไร้ลักษณ์•ตอนที่ 17
มือของนางเซียน
ผลงานโดย กระบี่ไร้ลักษณ์
โหมดอ่านสะดวกมือ (Hands-Free)
สารจากนักเขียน (กระบี่ไร้ลักษณ์)
ดูโปรไฟล์ →"สวัสดีคุณรี้ดทุกคนค่ะ ขอบคุณที่ติดตามผลงานเรื่อง กระบี่ดับตะวันปฐพี กับนางเซียนผู้เฝ้าหุบเขาไร้ลักษณ์ นะคะ ฝากกดหัวใจและคอมเมนต์เป็นกำลังใจให้ไรท์ด้วยนะคะ รักทุกคนค่ะ 💕"
ความคิดเห็น (0)
ร่วมพูดคุยและส่งกำลังใจให้ไรท์ยังไม่มีความคิดเห็นในตอนนี้
เป็นคนแรกที่เริ่มพูดคุยและส่งกำลังใจให้คุณไรท์!